เมื่อประชาธิปไตยกลายเป็น ‘การเมืองครอบครัว’ สร้างความโกรธแค้นแก่คนรุ่น Gen Z ในเอเชีย

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3327225/nepals-new-leaders-race-deliver-gen-z-demands-everyones-

หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ฉบับวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา รายงานข่าวเรื่อง “การเมืองแบบครอบครัวในเอเชีย นำไปสู่ความโกรธแค้นของคนรุ่น Gen Z” เริ่มต้นจากเนปาล รูปที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วในอินเทอร์เน็ต คือรูปลูกนักการเมืองถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส ที่ทำจากกล่องกระดาษใส่สินค้าแบรนด์เนม ต่อมาคืออินโดนีเซีย ประเด็นการให้เงินพิเศษค่าเช่าบ้านแก่นักการเมืองในสภา คิดเป็นเงิน 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำ และในติมอร์ตะวันออก คืองบประมาณใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ ซื้อรถยนต์ SUV ให้นักการเมืองในสภา

อภิสิทธิ์ต่างๆที่ผู้นำการเมืองถือครองอยู่ กลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดคลื่นการประท้วงในเอเชีย ที่เยาวชนจำนวนมากรู้สึกว่า พวกเขาเองไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจ ต้นเดือนกันยายน นายกรัฐมนตรีเนปาล Khadga Prasad Sharma Oli กลายเป็นผู้นำคนที่ 3 ของประเทศแถบเอเชียใต้ ที่ถูกโค่นล้มโดยการประท้วงของประชาชน ลำดับต่อจากผู้นำบังคลาเทศ และศรีลังกา ที่ประสบชะตากรรมแบบเดียวกันมาแล้ว

การประท้วงที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกดดันให้มีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง ทำให้ประธานาธิบดีปราโบโว ซุเบียนโต ของอินโดนีเซีย ยอมตามข้อเสนอ ให้ยกเลิกเงินพิเศษค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 ดอลลาร์ของสส. 580 คนในสภา ที่ได้มาตั้งแต่กันยายน 2024 ผู้ประท้วงมองว่าไม่ยุติธรรม เมื่อประชาชนต้องประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ส่วนฟิลิปปินส์ ประธานสภาผู้แทนฯต้องลาออก เพราะถูกกล่าวหาเรื่องการยักยอกเงินในโครงการรัฐ

ที่มาภาพ : https://www.asiamediacentre.org.nz/nepal-in-crisis-corruption-censorship-and-gen-z-s-revolt

“ประโยชน์” การพัฒนาที่ไม่เกิดขึ้นจริง

เยาวชนคนหนึ่งของเนปาล ที่เข้าร่วมการประท้วงกับกลุ่ม Gen Z กล่าวกับ Wall Street Journal ว่า “ในด้านหนึ่ง พวกลูกท่านหลานเธอ (nepo baby) โอ้อวดถึงสิ่งที่ได้มาจากการคอร์รัปชัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือคนหนุ่มสาวของเนปาล ที่จำเป็นต้องเดินทางจากบ้านเกิดและครอบครัว เพื่อไปศึกษาและทำงานในต่างประเทศ ดังนั้น ประเด็นพวกลูกท่านหลานเธอ จึงกลายจากจุดเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ที่เยาวชนคนอายุรุ่นเราลุกขึ้นมา”

รายงานของ Wall Street Journal กล่าวว่า การเคลื่อนไหวประท้วงในเอเชีย ที่นำโดยคนหนุ่มสาวรุ่น Gen Z ประทุขึ้นมาในบรรดาประเทศ ที่เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ได้ให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับ “ประโยชน์” ที่จะได้มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อโครงสร้างอายุประชากรในวัยทำงาน มีสัดส่วนจำนวนมาก เทียบกับคนเกษียณอายุ (demographic dividend)

คนหนุ่มสาวในวัยทำงานเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ธนาคารโลกก็ระบุว่า เฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ช่วงปี 2025-2030 ในแต่ละเดือน จะมีคนจำนวน 1 ล้านคน ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน สถานการณ์แรงงานแบบเดียวกันนี้ ก็เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย

ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หันมาพูดเรื่อง “การขาดดุลประชากร” (demographic deficit) แทน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรในเชิงติดลบ ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของประชากรวัยทำงาน ที่จะรักษาและปรับปรุงมาตรฐานความเป็นอยู่ เพราะสังคมต้องเผชิญปัญหาอัตราการเกิดและการอพยพที่มีไม่พอเพียง ปัญหายังรุนแรงมากขึ้นจากประชากรที่สูงอายุที่มีมากขึ้น

เศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชีย ก็ยังไม่สามารถสร้างงาน ขึ้นมาได้อย่างพอเพียง ตัวเลขจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่าในปี 2024 ประชากรอายุ 15-24 ปี ที่ไม่เข้าอยู่ในระบบการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม มีถึง 33% ในเนปาล 30% ในบังคลาเทศ และ 21% ในอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก สำหรับประเทศที่ไม่ได้อยู่ในภาวะที่เกิดสงครามความขัดแย้ง

ส่วนสหประชาชาติก็เปิดเผยว่า ประชากรแรงงานในเอเชียแปซิฟิก มีทั้งหมดประมาณ 1.3 พันล้านคน 2 ใน 3 ยังทำงานในภาคเศรษฐกิจแบบนอกระบบ ทำให้ไม่ได้รับคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ เหมือนกับในระบบการจ้างงานที่เป็นแบบแผนและมั่นคง ที่ทำให้คนทำงานมีความก้าวหน้าในอาชีพการงาน

การประท้วงในอินโดนีเซีย ที่มาภาพ : jurist.org

ต้นคริสต์มาสจากกล่องสินค้าแบรนด์เนม

ก่อนหน้าที่จะมีการประท้วงของ “กลุ่มคนรุ่นดิจิทัล” หรือ Gen Z ในเนปาล คนหนุ่มสาวของเนปาลเริ่มแชร์รูปภาพ ที่นำมาจากบัญชีในโซเชียลมีเดีย ของลูกหลานนักการเมือง หนึ่งในรูปที่แพร่ระบาดเป็นไวรัล คือภาพของ Saugat Thapa ลูกชายของ Bindu Kumar Thapa นักธุรกิจและอดีตรัฐมนตรีการพัฒนาสังคม เป็นรูปที่ Saugat Thapa ยืนข้างต้นคริสต์มาส ที่ทำจากล่องสินค้าแบรนด์เนม เช่น Louis Vuitton, Cartier และ Gucci

ที่มาภาพ : https://www.reddit.com/r/NepalSocial/comments/1n9e3aj/this_mf_neta_ko_chora_made_a_christmas_tree_of/

ส่วนการประท้วงของเยาวชนในอินโดนีเซียเมื่อเดือนที่แล้ว สิ้นสุดลง หลังจากประธานาธิบดีซุเบียนโต สั่งยกเลิกสิทธิประโยชน์เงินค่าบ้านพักแก่สส.ในสภา แต่การเมืองในอินโดนีเซียและประเทศเอเชียอื่นๆ มีลักษณะแบบครอบครัวมากขึ้น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติของอินโดฯ เปิดเผยว่ารัฐสภาชุดปัจจุบัน 1 ใน 4 ของสมาชิก ล้วนมีญาติที่เกี่ยวข้องหรือ “เล่นการเมือง”

แต่ตัวเลขของอินโดนีเซียยังน้อยกว่าในฟิลิปปินส์ ศูนย์สื่อมวลชนข่าวสืบสวนของฟิลิปปินส์ (Philippine Center for Investigative Journalism) เปิดเผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด 82 จังหวัด 71 คนมาจากตระกูลนักการเมือง หรือคิดเป็น 87% ส่วนนายกเทศมนตรีทั้งหมด 149 เมือง 113 คนมาจากตระกูลนักการเมือง หรือคิดเป็น 76%

การที่ตระกูลอย่าง Duterte ก้าวขึ้นมาเป็นตระกูลการเมือง ที่มีอำนาจมากสุดตระกูลหนึ่งของฟิลิปปินส์ เกิดจากการมีอำนาจปกครองเมือง Davao มานานกว่า 20 ปี ส่วนเมือง Makati ตระกูล Binay ครองอำนาจมากว่า 30 ปี นักวิเคราะห์จึงเปรียบเทียบว่า การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ เหมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีในครองครัว คือสลับตำแหน่งกันระหว่างพ่อที่เป็นผู้ว่าฯ ลูกชายเป็น สส. และลูกสาวเป็นนายกเทศมนตรี

นักวิเคราะห์มองว่า การแก้ปัญหาตระกูลการเมืองในฟิลิปปินส์ ต้องอาศัยการผ่านกฎหมายต่อต้านตระกูลการเมือง (Anti-Political Dynasty Law) ที่ค้างในรัฐสภามากว่า 30 ปีแล้ว ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ปี 1987 ออกมาหลังจากที่ตระกูลมาร์กอสหมดอำนาจลง มีมาตราระบุให้รัฐห้ามไม่ให้มีตระกูลการเมือง โดยความหมายให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

การประท้วงในอินโดนีเซีย ที่มาภาพ : theguardian.com

เมื่อประชาธิปไตยกลายเป็น “มรดกตกทอด”

บทความชื่อ  When Democracy Becomes Inherited ใน Global South Forum กล่าวว่า แนวโน้มตระกูลการเมืองในเอเชียแปซิฟิก พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ระบอบประชาธิปไตยเปิดพื้นที่ทำให้เกิดการเมืองแบบตระกูลขึ้นมา ตระกูลดังกล่าวใช้ประชาธิปไตย มาสร้างโอกาสแก่สมาชิกครอบครัว ในบทบาทเจ้าหน้าที่รัฐหลายอย่าง

เปรียบเทียบกับลาตินอเมริกา ที่มีประชาธิปไตยเกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 และ 1980 ล้วนมีข้อห้ามเรื่องตระกูลการเมือง เช่นเก่าแก่ที่สุดคือรัฐธรรมนูญปี 1949 ของคอสตาริก้า ห้ามไม่ให้เครือญาติของประธานาธิบดีและรองฯ ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งสูงสุดของรัฐบาล เพราะเหตุนี้ ข้อห้ามเรื่องตระกูลการเมือง จึงมีส่วนยกระดับความเป็นประชาธิปไตยในลาติดอเมริกา ให้สูงขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น

เอกสารประกอบ

Dynastic Politics in Asia Leads to Gen Z Anger, The Wall Street Journal, 22 September 2025.

When Democracy Becomes Inherited: Dynastic Politics in Asia and Latin America, 19 May 2025, globalsouthforum.org