“การพัฒนาที่ล้มเหลว” คือสาเหตุหลักการประท้วง ของคนหนุ่มสาว “รุ่นดิจิทัล” (Gen Z) ของเนปาล

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : nepalitimes.com

ในบทความของ The New York Times เรื่องสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการประท้วงในเนปาล กล่าวว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นในเนปาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะความโกรธแค้นและความไม่พอใจของกลุ่มคนที่ประท้วง ที่สั่งสมมานานหลายปี ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เมื่อรัฐบาลสั่งห้ามการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สิ่งนี้เป็นเพียงไฟที่มาจุดชนวนระเบิดเท่านั้น กลุ่มผู้ประท้วงประกาศว่า ตัวเองเป็นกระบอกเสียงของคนเนปาลรุ่น Gen Z หรือคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคดิจิทัล (digital native)

กลุ่มคนที่ประท้วงแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อต่อการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ในการชุมนุมของวันแรกเท่านั้น แต่ยังเป็นความไม่พอใจต่อปัญหาทางสังคม ที่มีมายาวนานนับสิบกว่าปี ที่ส่งผลกระทบสร้างความยากลำบากแก่คนเนปาล นับจากที่มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ในปี 2008 มาเป็นสาธารณรัฐที่มีหลายพรรคการเมือง

วิกฤติการว่างงานและความเหลื่อมล้ำ

วิกฤติของเนปาลที่ค่อยๆร้อนระอุขึ้นมาคือปัญหาการว่างงาน การมีงานทำเป็นเรื่องยากลำบากในเนปาล ประเทศที่มีประชากร 30 ล้านคน ถูกขนาบด้วยจีนกับอินเดีย สำนักงานสถิติแห่งชาติทำการสำรวจพบว่า ปี 2024 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 12.6% แต่ตัวเลขนี้คงต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะไม่ได้นับรวมถึงคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในภาคเกษตร

เนื่องจากมีโอกาสน้อยที่จะทำงานในประเทศ ในแต่ละวัน คนเนปาลวัยหนุ่มสาวเดินทางออกนอกประเทศวันละหลายพันคน ไปทำงานในตะวันออกกลาง ตัวเลขรัฐบาลบอกว่า ปี 2024 คนเนปาลออกไปทำงานต่างประเทศ 741,000 คน

คนที่ยังอยู่ในเนปาลต้องอาศัยการส่งเงินกลับประเทศของคนที่ไปทำงานต่างประเทศ ปีที่แล้ว มีมูลค่า 11 พันล้านดอลลาร์ หรือ 26% ของมูลค่าเศรษฐกิจเนปาล การห้ามใช้โซเชียลมีเดียของรัฐบาลจึงสร้างความไม่พอใจไปทั่ว เพราะไปกระทบการติดต่อระหว่างครอบครัวกับคนที่ไปทำงานต่างประเทศ

ปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังลึก

กลุ่มผู้ประท้วง Gen Z ของเนปาลเห็นว่า สิ่งที่สร้างปัญหาต่างๆทางเศรษฐกิจของเนปาลคือปัญหาคอร์รัปชัน บรรดาพวกคนชั้นนำเนปาลสั่งสมความมั่งคั่งมหาศาล องค์กร Transparency International จัดให้เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศคอร์รัปชันมากที่สุดของเอเชีย เรื่องอื้อฉาวของคอร์รัปชันมาจากการสมคบกัน ระหว่างนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ มีคดีน้อยมากที่นำไปสู่การฟ้องร้อง

ตัวอย่างเช่นการสอบสวนของรัฐสภาเปิดเผยว่า เงินอย่างน้อย 71 ล้านดอลลาร์ถูกโกงไปจากโครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติเมืองโพคารา เงินกู้จากธนาคารเอ็กซิมของจีนละลายหายไปจากการสมคบกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ นักเมือง และบริษัทก่อสร้างจีน คณะกรรมการรัฐสภาเสนอให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม และดำเนินคดีกับผู้อำนายการ กรมการบินพาณิชย์ แต่ก็ไม่มีการดำเนินการดังกล่าว

Nepal in transition ที่มาภาพ : amzon.com

“การพัฒนาที่ล้มเหลว”

หนังสือชื่อ Nepal in Transition เขียนถึงการพัฒนาเศรฐกิจของเนปาลไว้ว่า เส้นทางการพัฒนาของ “ประเทศกำลังพัฒนา” ต่างๆ ไม่ได้เป็นแบบเดียวกัน บางประเทศมีการพัฒนา “อย่างแท้จริง” โดยให้ประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่คนจำนวนมาก สิบกว่าประเทศใช้เวลาไม่กี่สิบปีก้าวไปสู่ “ประเทศพัฒนาแล้ว” ส่วนประเทศจำนวนมาก ไม่มีการพัฒนาเลย โดยเฉพาะชาติในแอฟริกา ทำให้ประชาชนนับพันล้านคน ติดกับดักความยากจน ความสิ้นหวัง และความขัดแย้ง

เนปาลเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มสุดท้ายดังกล่าว เนปาลล้มเหลวที่จะพัฒนา เพราะธรรมเนียมทางวัฒนธรรมและสังคมที่ตายตัว เป็นปัจจัยที่ยังรักษาความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมไว้ แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบประชาธิปไตยมาแล้วตั้งแต่ทศวรรษ 1950

Nepal in Transition กล่าวว่า คำว่า “การพัฒนาล้มเหลว” หมายถึงปัจจัยด้านสถาบันสังคม ด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นเหตุทำให้การดำเนินงานทางเศรษฐกิจของชาติ ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น (economic underperformance) ทำให้เกิดการพัฒนาที่ล้มเหลวแบบเรื้อรัง ความล้มเหลวนี้ไปบั่นทอนค่านิยมทางสังคมและขององค์กรต่างๆ ที่ควรจะมีส่วนสนับสนุนต่อการพัฒนา แต่ในที่สุด ปัจจัยเหล่านี้กลับไปสร้างบรรยากาศที่นำไปสู่ความขัดแย้ง

ดังนั้น การพัฒนาที่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะขาดเงินทุน เทคโนโลยี หรือทรัพยากรมนุษย์ แต่คือสภาพที่ผู้มีอำนาจขาดความสามารถ ที่จะออกแบบสถาบันสังคม กำหนดนโยบาย และส่งเสริมค่านิยม ที่สอดคล้องกับสภาพที่ดำรงทางเศรษฐกิจสังคม ประเทศยากจนจำนวนมาก สามารถรักษาสถาบันสังคม นโยบาย และค่านิยม ที่ทำให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่สิ่งนี้ไม่ใช่กรณีของเนปาล

nepal ที่มาภาพ : ap.com

ปัญหาสำคัญคือการเมือง

การที่ภาวะเศรษฐกิจดำเนินไปต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น ประเด็นสำคัญคือเรื่องการเมือง ทั้งภาครัฐและผู้นำการเมืองของเนปาล ล้วนมองไม่เห็นคุณค่าในความหลากหลายของประเทศ รวมทั้งโอกาสพื้นฐานของประเทศที่มีอยู่ เพื่อที่จะระดมประชาชนให้เข้ามาเป็นทั้งผู้มีส่วนเข้าร่วม (subject) ในการพัฒนา และผู้ได้รับประโยชน์ (object) จากการพัฒนา

แม้อุปสรรคสำคัญอาจจะอยู่ที่ด้านการเมือง แต่จุดอ่อนการพัฒนาก็ไปโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคอื่นๆของสังคม ระบบความรับผิดชอบ (accountability) หย่อนยานทั้งในทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทำให้พฤติกรรมผิดปกติ ที่ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับกันทั่วไป กลายเป็นสิ่งปกติ และฝังแน่นเป็นวัฒนธรรม ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา

ในเนปาล บรรยากาศการไม่ต้องรับผิด และการใช้ทรัพยากรในทางที่ผิด เกิดขึ้นแพร่หลายไปทั่ว โดยที่แทบไม่มีใครต้องรับผิดชอบ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ดีขึ้น แต่กลับไปเพิ่มความคาดหวังและการตื่นตัวของประชาชน ต่อปัญหาต่างๆของพวกเขา

ในความเป็นจริง การตื่นตัวที่มากขึ้นของประชาชน เป็นเงื่อนไขที่ดี ที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและการพัฒนาในด้านต่างๆ หากผู้นำเอามาใช้เป็นโอกาสในการจัดการปัญหาต่างๆ แต่การคาดหวังของประชาชน และไม่ได้ปรากฎเป็นจริงขึ้นมา กลับไปสร้างความผิดหวัง และแนวโน้มที่ประเทศจะไปสู่ความขัดแย้ง

Nepal in Transition สรุปว่า ความผิดพลาดสำคัญในการพัฒนาของเนปาลคือ นับจากจุดเริ่มต้นการพัฒนา คนชั้นนำขาดความมุ่งมั่น ที่จะบูรณาการการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา แต่ในนามของการพัฒนา คนชั้นนำที่มีอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ ใช้ทุกอย่างตั้งแต่ศาสนา ความคิดชาตินิยม และรัฐบาลต่างๆ มารักษาอภิสิทธิ์ของตัวเอง

สิ่งนี้คือสาเหตุพื้นฐานของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเนปาล และสร้างต้นทุนความเสียหายมหศาลด้านมนุษย์และเศรษฐกิจของประเทศ การละเลยมายาวนานกับสาเหตุของ “การพัฒนาที่ล้มเหลว” คือสิ่งที่อธิบายถึงความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาหลายครั้งในเนปาล รวมทั้งครั้งล่าสุด

เอกสารประกอบ

The Forces Behind Nepal’s Explosive Gen Z Protestss, September 9, 2025, nytimes.com

Nepal in Transition, Edited by Sebastian Von Einsiedel, Cambridge University Press, 2012.