“ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” กับความพยายามใช้ ‘Rule of Law’ คืนความเป็นธรรมสู่สังคม

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์

“ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” กับความพยายามใช้ ‘Rule of Law’ คืนความเป็นธรรมกลับสู่สังคม – เดินหน้า ‘ล้างบาง’ ทุจริตคอร์รัปชัน

ชื่อของ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” อดีต ส.ส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาอยู่ในสปอตไลท์อีกครั้ง หลังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้นายทักษิณ ชินวัตร จำคุก 1 ปี จากคดีชั้น 14

เขาคือเบื้องหลังคนสำคัญ ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอให้ศาลไต่สวนการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ศาลยกคำร้องถึง 2 ครั้ง ภายในช่วงเวลาเกือบ 1 ปี ถึงขนาดที่นายชาญชัย รู้สึกว่าไปต่อลำบาก กระทั่งอีกหนึ่งปีถัดมา นายชาญชัยยื่นเรื่องเป็นครั้งที่ 3 และขอให้ศาลฎีกาฯรับคำร้องนี้ไว้พิจารณา เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจตุลาการ ศาลยุติธรรม และระบบนิติรัฐของประเทศ นำมาสู่จุดเริ่มต้นของกระบวนการไต่สวนข้อเท็จคดีชั้น 14

ย้อนกลับไปในวันที่ 22 สิงหาคม 2566 อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” บินกลับประเทศไทยในรอบ 17 ปี จากนั้นในช่วงสายของวันเดียวกัน สังคมรับรู้ถึงการกลับมารับโทษจำคุกของนายทักษิณ จนกระทั่งมาถึงช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 23 สิงหาคม 2566 เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้รับรายงานจากพยาบาลเวรว่านายทักษิณมีอาการป่วยหนัก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการย้ายนักโทษชายรายนี้ไปรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ 

ตลอดเวลาตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2566 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2567 ที่นายทักษิณพักรักษาตัวอยู่ในชั้น 14 นายชาญชัย เห็นความไม่ปกติของระเบียบ และวิธีการปฏิบัติแบบ VIP กับนักโทษชายรายนี้ นายชาญชัยจึงเริ่มศึกษาประเด็นข้อกฎหมาย และระเบียบของกรมราชทัณฑ์ในการนำนักโทษออกไปพักรักษาตัวนอกเรือนจำ เปรียบเทียบแนวปฏิบัติกับนักโทษทั่วไป พบประเด็นข้อสงสัยหลายประเด็นจนนำไปสู่การยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ยกคำร้องครั้งแรก ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย จนท.ทำผิดหรือไม่?

“ผมได้ข่าวว่า เขา (ทักษิณ ชินวัตร) ไม่ได้จำคุก ไม่ได้ป่วย แต่ไปอยู่โรงพยาบาล คล้ายๆ ว่านอนโรงพยาบาลตำรวจ เดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว พอเดือนพฤศจิกายน 2566 ผมเริ่มดูข้อกฎหมายว่าเป็นอำนาจใครกันแน่ เพราะเหมือนเขาไม่ได้รับโทษ…ก่อนกลับมาไทย เขาพูดว่าจะกลับมาแบบเท่ๆ และไม่ติดคุก”

นายชาญชัยเล่าว่า ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เพื่อถามข้อเท็จจริง และอธิบายว่า นายทักษิณไม่ได้รับโทษจำคุกจริง อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์อาจเอื้อประโยชน์ให้กรณีนี้ แต่ศาลฎีกาปัดตก โดยให้เหตุผลว่า หลังจากศาลนี้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดไปแล้ว ศาลนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมีการกระทำความผิดหรือไม่

ผมได้ฟังศาล ก็รู้สึกมึนๆ เหมือนกัน เลยทำหนังสือไปถึงกรมราชทัณฑ์ ผมขอให้คุณทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กรมราชทัณฑ์ก็เงียบ…ผมกับทนายนกเขา (นิติธร ล้ำเหลือ) สองคนนั่งคิดกันว่า ต้องทำคำร้องฉบับที่ 2 ไปถามศาลใหม่”

ตีตกครั้งที่ 2 ไม่ได้ขอศาล-นำนักโทษรักษาตัวนอกเรือนจำ ตาม ม.246

ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นายชาญชัย ขอให้ศาลพิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และกรมราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณไปรักษาตัวโรงพยาบาลตำรวจ โดยอาศัยกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 อาจขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 246 ที่กำหนดให้กรมราชทัณฑ์ หรือ ผู้บัญชาการเรือนจำ ต้องทำเรื่องไปขออนุญาตศาล อีกทั้งกฎกระทรวงฉบับนี้ยังไปขัดกับพ.ร.บ.ราชทัณฑ์พ.ศ.2560 มาตรา 6 และไม่ได้มาขอศาลให้นำนักโทษออกไปคุมขังนอกเรือนจำ แต่ศาลยกคำร้องอีก โดยให้เหตุผลว่ากรณีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการขอทุเลาการบังคับโทษ

ผมมองในมุมมองของคนที่เรียนกฎหมาย คลุกคลีอยู่กับการที่เป็นผู้แทนราษฎร ยกร่างกฎหมายตรวจสอบความถูกต้องมาตลอด 30 ปี เริ่มเห็นประเด็นที่ไม่ถูกต้องแล้ว ผมต้องหาหลักฐานใหม่ เลยทิ้งช่วงไป

เมื่อคำร้องถูกปัดตกไป 2 ครั้ง หากเป็นคนทั่วไปอาจ เหนื่อย ถอดใจและเลิกร้อง แต่นายชาญชัย บอกว่าเขาอยากเห็นความเป็นธรรมในสังคม แม้จะมีช่วงหยุดพักบ้าง แต่พยายามหาหลักฐานใหม่ตลอด

ยื่นครั้งที่ 3 “ไม่ได้จะเอาชนะ” แต่ (ต้อง) ทวงความเป็นธรรม

สุดท้ายครั้งที่ 3 วันที่ 10 มกราคม 2568 นายชาญชัยนำหลักฐานใหม่ยื่นให้ศาลอีกครั้ง พร้อมแนบคำพิพากษาฎีกาปี 2482 ที่ศาลฎีกาฯเคยมีคำพิพากษาคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน จนทำให้ศาลไม่รับ ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจศาล ถ้าไม่พิจารณาถือว่าขัดต่อฎีกา

“ผมต้องส่งให้ศาลพิจารณาให้ได้ เอาหลักฐานใหม่เข้าไปหมดเลย เอาข้อกฎหมายว่าเป็นอำนาจของท่านนะ และท่านต้องพิจารณาไต่สวน ถ้าไม่พิจารณา ศาลก็จะทำผิดกฎหมายเอง เพราะกฎหมายระบุว่าเป็นอำนาจศาลในการออกคำสั่งและนักโทษไม่ได้จำคุก และมีข้อบังคับเขียนไว้ว่า ผู้ใดพบนักโทษที่ศาลสั่งไว้แล้วไม่ได้จำคุกจริง ให้ร้องต่อศาลได้ ศาลต้องพิจารณาโดยธรรม…ผมไม่ได้จะหาเรื่อง หรือเอาเรื่องคุณทักษิณ ไม่ใช่ มันมีข้อกฎหมายให้ทำ และเราต้องไปค้นหลักฐานพวกนี้ 6 เดือน ยื่นให้ศาล”

แล้วครั้งที่ 3 เผื่อใจไว้อย่างไร หากศาลยกคำร้องอีกครั้ง นายชาญชัย ตอบทันทีว่า “เรื่องนี้ถ้าศาล หรือ องค์คณะไม่พิจารณา ผมจะยื่นเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา เพราะเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง ยืนยันไม่ได้คิดจะเอาชนะศาล หรือ อะไรทั้งสิ้น แต่มันเป็นกระบวนการยุติธรรม…ถ้าผมยื่นครั้งนี้ได้และศาลรับ ผมทวงความเป็นธรรมคืนให้ประเทศไทยได้”

เขาย้ำว่า ตลอดเวลาที่นายทักษิณอยู่โรงพยาบาลตำรวจ สังคมส่วนมากก็เชื่อว่านายทักษิณไม่ได้รับโทษจริง ขณะเดียวกันศาลก็ถูกตำหนิติติงจากทั่วทุกสารทิศว่าไม่ทำอะไรเลย ทั้งที่กระบวนการนำนักโทษออกไปพักรักษาตัว ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ทำผิดกฎหมายทั้งหมด

“ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ ต้องรวมคนมาช่วยกันคิด ใครไม่ทำไม่เป็นไร ผมจะทำของผม ก็ต้องใช้ความอดทน แต่ไม่ได้สู้ด้วยอย่างอื่น สู้กันด้วยความรู้ สติ กับปัญญา และดูด้วยความถูกต้องความจริงจะทำลายความไม่ถูกต้อง…ผมเห็นกระบวนการยุติธรรมถูกทำลายโดยคนเดียว ด้วยคดีเดียว มันรับไม่ได้ในฐานะที่เราอยู่กับการปราบปรามการทุจริต”

แต่แล้วความพยายาม ก็ไม่สูญเปล่า เพราะศาลรับคำร้องในวันที่ 30 เมษายน 2568 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการไต่สวนความจริงทั้งหมด

“ในกระบวนการทั้งหมด เป็นวิธีการที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนแบบเปิดเผย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เปิดโอกาสให้คุณทักษิณต่อสู้คดีได้เต็มที่เลย จะมาแอบอ้างว่า ศาลลำเอียง หรือ ถูกกลั่นแกล้ง และออกไปด่าศาลไม่ได้ ซึ่งศาลก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผย แต่เป็นเพราะกฎหมายเขียนว่าถ้าศาลนี้จะไต่สวนต้องเปิดเผย ไม่ให้ปิดบัง จึงอนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังได้ แต่ไม่ให้จดคำต่อคำ เพราะเกรงว่าการไต่สวนพยานในครั้งถัดไปจะล่วงรู้ว่าศาลจะถามประเด็นไหน”

กว่า 5 เดือนนับตั้งแต่ศาลรับคำร้อง และเริ่มไต่สวน จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษาคดีชั้น 14 ศาลมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ป่วย แต่ไปดำเนินการเหมือนเป็นผู้บงการ จะมาอ้างว่าไม่ใช่ความผิดของจำเลยไม่ได้ เท่ากับจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ป่วย แต่สั่งให้เขาทำเพื่ออ้างว่าตัวเองป่วย เพื่อเอาประโยชน์จากการป่วย ทำให้ไม่ต้องติดคุกจริง และขอพระราชทานอภัยลดโทษ สุดท้ายศาลจึงตัดสินให้นายทักษิณ จำคุก 1 ปี

ถามว่ารู้สึกอย่างไร ผมรู้สึกเฉยๆ…ผมเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่า ดีใจ เสียใจ หรือ สะใจ วันก่อนผมยังพูดถึงคุณทักษิณว่าคิดดีๆ นะ ถ้าคุณหนี คุณตกนรกทั้งเป็น ซึ่งศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจในการตัดสินคดีและลงโทษนักการเมืองได้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ใช้บรรทัดฐาน ‘คดีชั้น 14’ แก้ทุจริตคอร์รัปชั่น ‘เช็คบิล’ นักการเมือง

เมื่อถามว่าต้องการอะไรกันแน่ ทำไมถึงกัดไม่ปล่อยขนาดนี้ นายชาญชัยหยุดคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “สิ่งที่ผมทำและเรียกร้องทั้งหมด ไม่ได้ทำเพื่อตัวผมเอง ไม่ได้คิดจะเอาชนะ หรือ อะไรทั้งสิ้น แต่ด้วยความที่ผมเคยทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก เคยตรวจสอบนักการเมือง หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดต่อหน้าที่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อทราบข่าวว่า นายกฯทักษิณไม่ได้ติดคุก ตามที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มันเหมือนกับความฝันของผมถูกทำลาย

นายชาญชัย ย้ำว่า หากผมไม่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม และกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องแล้ว คดีนี้ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของศาล ซึ่งถูกทำลายเพียงคนๆ เดียว

คำพิพากษาในมุมของนายชาญชัยนั้น คดีนี้ถือเป็นคดี ‘ประวัติศาสตร์‘ ของประเทศไทย เพราะเป็นคดีที่มีอดีตนายกฯ ซึ่งมีอิทธิพลมากเป็นทศวรรษ และสามารถผลักดันให้เครือญาติขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้หลายคน อีกทั้งยังมีกลไกควบคุมอำนาจรัฐ เพื่อทำให้ตนเองไม่ต้องติดคุกได้

“คดีนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะกับนักการเมือง และบรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย ขอให้พึงรำลึกไว้ว่า ถ้าคุณโกงบ้าน โกงเมือง ค้าบ้าน ค้าเมือง ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใหญ่ขนาดคุณทักษิณ ยังโดน แล้วพวกคุณเป็นใคร ”

ตราบใดที่ผมยังมีแรงทำงานอยู่ ผมจะทำเรื่องนี้ให้จบ ให้บ้านเมืองมันสะอาดมากขึ้น แต่มันอาจไม่หมดไปจากสังคมไทยหรอก ต้องพยายามสนับสนุนคนดีขึ้นมาทำงานบ้าง ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมันเจริญ ช่วยให้ประชาชนมีสุขจริง ถ้ามีนักการเมือง ซื้อเสียงเข้ามานั่งในสภา แสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเอง และพวกพ้อง วนเวียนอย่างนี้มา 20 – 30 ปี มันต้องล้างให้หมด ปล่อยต่อไปไม่ได้แล้ว

“วันนี้ผมต้องขอร้องประชาชนให้มาช่วยกันทำบ้านเมืองให้มีความโปร่งใส ไม่ใช่บอกมาว่า ไม่ใช่ธุระของตนเอง คนดีในประเทศนี้มีเยอะมาก ควรมาช่วยกันมาคิดช่วยกันทำ” 

นายชาญชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลังจากนี้ผมกำลังศึกษาว่าจะ ‘ล้างบาง’ และ ‘เช็คบิล’ นักการเมืองที่ทำผิดอย่างไรต่อ โดยใช้บรรทัดฐานของคดีชั้น 14 มาจัดการ และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นอีกครั้ง”