สรุปประเด็น ‘คำให้การ’ พยานคดีชั้น 14 

อะไรคือข้อเท็จจริง พยาน และสาระสำคัญสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการไต่สวนคดีชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร ในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า สรุปประเด็นคำให้การของพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเท่าที่สามารถเปิดเผยได้และไม่กระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล

ประเด็นสำคัญคืออาการป่วยของนายทักษิณ โดยผู้ต้องขังรายนี้เข้าเรือนจำพร้อมเอกสารเวชระเบียน ซึ่งระบุอาการป่วยและโรคประจำตัวถึง 2 ฉบับ (จากแพทย์ที่สิงคโปร์และแพทย์ที่ดูไบ) ทำให้แพทย์ประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์นำเอกสารดังกล่าวมาประกอบกับการวินิจฉัยเบื้องต้น แม้จะยังไม่วิกฤติ ณ วินาทีที่เข้าเรือนจำ แต่อาการต่างๆ ชวนให้บ่งชี้ได้ว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง จึงเขียน ‘ใบส่งตัวล่วงหน้า’ ก่อนจะถูกหยิบมาใช้ในช่วงดึกของวันเดียวกัน

สถานะและอาการป่วย ‘วิกฤติ’ เกิดขึ้นครั้งแรกจากปากของพยาบาลเวร หลังจากเข้าไปติดตามอาการอย่างใกล้ชิดทุก 4 ชั่วโมง และพบว่าเวลา 22.00 น. จึงให้ ‘ออกซิเจน’ เพื่อบรรเทาอาการเบื้องต้น จากนั้นโทรศัพท์ไปสอบถามแพทย์เวรที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และได้รับคำแนะนำให้ใช้ใบส่งตัวล่วงหน้า แต่แพทย์เวรช่วงดึกไม่ได้เข้ามาดูอาการเอง เหตุผลคือเป็นอาการวิกฤติ รอไม่ได้ ให้ส่งตัวได้เลย

ระหว่างนี้มีเพียง ‘ออกซิเจน’ ที่ช่วยเยียวยาอาการวิกฤติของนายทักษิณ ส่วนพยาบาลเวรได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาลตำรวจ นำมาสู่ข้อกังขาจากศาลถึงคำว่า ‘วิกฤติ’ คือ จากวินาทีที่รู้ว่าวิกฤติจนถึงเวลาส่งตัวไปโรงพยาบาลตำรวจคือ 2 ชั่วโมง (22.00 – 00.00 น.) คำถามคือ นอกจากออกซิเจนแล้วได้ทำอะไรอย่างอื่นอีกหรือไม่ – แต่พยาบาลเวรก็ให้นอนเฉยๆ และมีเพียงออกซิเจนเท่านั้น

แม้รั้วของเรือนจำและทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์จะติดกัน หรือห่างจากสถานพยาบาลในเรือนจำฯ ประมาณ 200 เมตร แต่แพทย์เวรก็ไม่ได้เดินมาดูด้วยตัวเอง อีกทั้งพยาบาลเวรก็ไม่ได้ส่งตัวตามระเบียบ (กฎกระทรวง การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ข้อ 2) ซึ่งระบุว่าผู้ต้องขังคนใดป่วย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือเป็นโรคติดต่อ ให้ส่งตัวผู้ต้องขังคนนั้นไปรีบการตรวจในสถานพยาบาลของเรือนจำโดยเร็ว แต่เมื่อเป็นกรณีวิกฤติ ทำให้ระเบียบดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นที่เปิดช่องให้ไม่จำเป็นต้องส่งตัวไปสถานพยาบาลเรือนจำเป็นลำดับแรก

เวลาประมาณ 00.00 น. ของวันที่ 24 ส.ค.2566 เมื่อรถพยาบาลมาถึง มีผู้คุม 2 นายขึ้นไปประคองตัวนายทักษิณลงมาจากห้องกักโรคชั้น 2 ของสถานพยาบาลในเรือนจำ แต่มีคำให้การที่ไม่ตรงกัน โดยรายหนึ่งระบุว่า นายทักษิณหิ้วเครื่องออกซิเจนไปด้วย แต่อีกรายระบุว่า ระหว่างเดินไม่มีเครื่องออกซิเจน แต่พอขึ้นไปบนรถพยาบาลก็มีการให้ออกซิเจนอีก 

ตัดมาที่โรงพยาบาลตำรวจ บุคลากรภายใต้สังกัดกรมราชทัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ผู้คุม ผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้บริหารกรมฯ แทบจะไม่มีบทบาทใดๆ กับนายทักษิณอีกต่อไป และไม่ได้มีการติดตามอาการอีกเลย มิหนำซ้ำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้การทำนองเดียวกันว่า เมื่อนายทักษิณอยู่ในการควบคุมของแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ถึงมือหมอแล้ว ต้องเชื่อหมอ เพราะหมอเรียนมาโดยตรง

อาการโรคหัวใจขาดเลือด คือสาเหตุที่ทำให้นายทักษิณถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลตำรวจ ขณะที่แพทยสภามองว่า แพทย์ที่โรงพยาบาลตำรวจไม่ได้รักษาโรคดังกล่าว ซึ่งตามหลักเวชบำบัดผู้ป่วยวิกฤติจะต้องมีการตรวจคลื่นหัวใจภายในสิบนาที ไม่ได้นำตัวเข้าห้อง ICU หรือ CCU และไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายยาตามโรคที่กล่าวอ้าง และไม่ได้จัดให้พบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ จนกว่าจะพบก็อีก 2 วันถัดมา ซึ่งอาการทุเลาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ศาลยังถามย้ำเรื่องการติดตามอาการโดยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ กับแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ทุก 30, 60 หรือ 120 วัน แต่กรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้มีการติดตามอาการใดๆ มีเพียงใบรับรองแพทย์ที่ระบุอาการป่วยเท่านั้น

การขออนุญาตให้นายทักษิณพักรักษาตัวต่อที่ชั้น 14 ในมุมของแพทยสภา วินิจฉัยว่า อาการที่แพทย์โรงพยาบาลตำรวจระบุเป็น ‘โรคใหม่’ จนได้รับการผ่าตัดไปสองครั้ง พร้อมยกตัวอย่างการรักษาโรคกระดูกสำหรับคนทั่วไป แพทย์จะจ่ายยาบำบัดรักษาก่อนผ่าตัด ไม่ใช่โรครักษาแบบเร่งด่วน สามารถนัดผู้ป่วยมาผ่าตัดภายหลังได้…หากเป็นการผ่าตัดเล็กแบบใช้ยาชา กรณีนี้รักษาแบบไป-กลับ…หากเป็นการผ่าตัดใหญ่ ต้องนอนพักรักษาตัวจนแผลแห้งและตัดไหม กลับบ้านได้ไม่เกิน 7 วัน ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล

ส่วนฝั่งแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ โดยเฉพาะผู้ที่เซ็นและออกใบรับรองแพทย์ให้นายทักษิณ ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตน “มีหน้าที่รักษาอย่างเดียว” และหมอไม่ได้รู้ข้อกฎหมายและผลกระทบที่ตามมา ตนมีหน้าที่รักษาคนไข้ตามวิชาชีพเท่านั้น

สุดท้าย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และรมว.ยุติธรรมในขณะนั้น ให้ข้อเท็จจริงกับศาลเรื่องการ ‘เตรียมความพร้อม’ ในการรับตัวนายทักษิณ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี บุคคลสำคัญระดับ VIP และได้เข้าไปดูสถานที่ที่เคยใช้คุมขังบุคคลสำคัญหลายคน และทราบอีกทีเมื่อนายทักษิณถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจแล้ว

นอกจากนี้ นายวิษณุยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยื่นขอพระราชทานอภัยลดโทษตามกระบวนการ ตามปกติแล้วผู้ต้องขังต้องยื่นคำร้องฯ ต่อผู้บัญชาการเรือนจำ จากนั้นผู้บัญชาการเรือนจำจะส่งเรื่องต่อมายังอธิบดีกรมราชทัณฑ์และปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อส่งให้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมพิจารณาเพื่อนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แต่กรณีนี้ไม่ได้ผ่านมาที่ตน ทราบข่าวอีกครั้งเมื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา