ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
ในจำนวนนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวของเมียนมาและรัฐฉาน เชื่อว่ามีไม่น้อยเลยที่ต้องรู้จัก เคยได้ยินชื่อ หรือเคยนั่งรถไฟข้ามสะพาน “ก๊กเทค”
“ก๊กเทค” เป็นสะพานรถไฟเก่าแก่ที่อังกฤษได้มาสร้างไว้ตั้งแต่สมัยเป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า เพื่อต้องการขยายอิทธิพล โดยสร้างทางรถไฟจากภาคมัณฑะเลย์เชื่อมขึ้นไปยังพื้นที่รัฐฉานที่ในตอนนั้นมีสถานะเป็นรัฐในอารักขา
นับอายุการใช้งานของสะพานก๊กเทคมาจนถึงปัจจุบัน ยาวนานถึง 125 ปีแล้ว
แต่เมื่อช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2568 ที่เพิ่งผ่านมา สะพานก๊กเทคได้ถูกวางระเบิดจนได้รับความเสียหาย!
เป็นข่าวที่สร้างความเสียดายและความไม่พอใจแก่ผู้ที่รู้จักสะพานแห่งนี้อย่างยิ่ง
จุดที่ถูกระเบิดเป็นสะพานทางฝั่งเมืองจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ ช่วงระหว่างฐานสะพาน AB-2 กับตอม่อเลขที่ P-16 ทำให้ตัวสะพานขาด ทรุดตัวลงมาเป็นระยะทาง 18.2 เมตร หรือเกือบ 60 ฟุต


สื่อทุกแห่งและทุกฝ่ายในเมียนมา รายงานตรงกันว่า กลุ่มติดอาวุธที่วางระเบิดทำลายสะพานก๊กเทค คือ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอั้ง หรือ TNLA(Ta’ang National Liberation Army) ซึ่งกำลังสู้รบกับกองทัพพม่าอยู่ในหลายเมืองในภาคเหนือของรัฐฉาน และพื้นที่บางส่วนของภาคมัณฑะเลย์
…..
สะพานก๊กเทคเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสาย ย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์-ปินอูลวิน-ล่าเสี้ยว ซึ่งเมื่อครั้งที่เมียนมายังสงบ ทางรถไฟสายนี้เป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากจากนักท่องเที่ยว โดยมีบรรยากาศขณะที่รถไฟกำลังแล่นข้ามสะพานก๊กเทคเป็นแม่เหล็กดึงดูด
ไม่เฉพาะความเก่าแก่ที่เป็นเสน่ห์ของสะพานก๊กเทค แต่ขณะที่รถไฟกำลังแล่นข้ามสะพานที่พาดผ่านด้านบนของหุบเขาก๊กเทค ผู้โดยสารบนขบวนรถสามารถมองเห็นความสูงชันของโครงเหล็กที่สร้างขึ้นเป็นตอม่อสะพาน วางเรียงต่อกันเป็นทางโค้งพาดผ่านหุบเหว ทิวทัศน์ด้านล่างเป็นป่าเขาแน่นหนา อุดมสมบูรณ์ และสวยงาม
หุบเขาก๊กเทค เป็นหุบเหวขนาดใหญ่ลึกกว่า 600 เมตร ที่เป็นรอยต่อระหว่างเมืองปินอูลวิน เมืองตากอากาศชื่อดังของภาคมัณฑะเลย์ กับจังหวัดจ๊อกแม รัฐฉานเหนือ
การได้นั่งรถไฟข้ามสะพานก๊กเทค จึงเป็นความใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวหลายคนจากทั่วโลก
สะพานก๊กเทคเริ่มสร้างในปี 2442 มีบริษัท Pennsylvania and Maryland Bridge Construction จากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เหล็กและวัสดุต่างๆที่ใช้เป็นองค์ประกอบของสะพานถูกนำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา โดยส่งทางเรือมายังท่าเรือย่างกุ้ง มีบริษัท Burma Railway ของอังกฤษเป็นผู้ควบคุมงาน
ที่ตั้งของสะพานก๊กเทค อยู่ตรงหลักไมล์ที่ 463/09 ห่างจากสถานีรถไฟเมืองหนองเขียวขึ้นไป 7 ไมล์ ห่างจากสถานีรถไฟเมืองจ๊อกแม 14 ไมล์
การก่อสร้างสะพานก๊กเทค วิศวกรต้องใช้เหล็กน้ำหนักรวมถึง 4,311 ตัน ใช้หมุดย้ำเหล็กถึง 1 ล้านชิ้น ตัวสะพานยาว 689 เมตร สูง 102 เมตร มีตอม่อที่สร้างจากการประกอบเป็นเสาโครงเหล็ก 15 ต้น ใช้เวลาในการประกอบโครงสร้างเหล่านี้ 9 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับเทคโนโลยี่ในสมัยนั้น
สะพานก๊กเทคสร้างเสร็จและเปิดใช้งานในปี 2443
ตามสถิติที่มีการบันทึกไว้ สะพานก๊กเทคเป็นสะพานรถไฟที่สูงที่สุดในเอเซีย และสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ข้อมูลใน Wikipedia ระบุว่า เมื่อครั้งที่สะพานก๊กเทคสร้างเสร็จ สะพานแห่งนี้ถือเป็นสะพานรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก…
กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอั้ง เป็นกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ตะอั้ง หรือปะหล่อง ที่เคลื่อนไหวอยู่ในภาคเหนือของรัฐฉาน
ชาติพันธุ์ตะอั้ง เป็น 1 ใน 135 ชาติพันธุ์ในเมียนมา ชาวตะอั้งมีพื้นที่ปกครองตนเองอยู่ในรัฐฉานเหนือ ประกอบด้วย 2 อำเภอ คือ เมืองน้ำสั่น และหม่านโต่ง เมืองน้ำสั่นมีพื้นที่ติดกับจังหวัดเมืองมีต จังหวัดจ๊อกแม และล่าเสี้ยว ส่วนเมืองหม่านโต่งมีพื้นที่ติดกับจังหวัดล่าเสี้ยวและหมู่เจ้ แต่ทั้งน้ำสั่นและหม่านโต่งไม่มีพรมแดนติดกับจีน
เมื่อรัฐฉานเหนือเกิดความไม่สงบ เนื่องจากกองทัพชาติพันธุ์ 3 กลุ่มที่รวมตัวกันในนามพันธมิตรภาคเหนือ เปิดศึกสู้รบกับกองทัพพม่าภายใต้ชื่อ”ปฏิบัติการ 1027″ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2566 จนถึงปลายเดือนสิงหาคม 2567 กองทัพตะอั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกพันธมิตรภาคเหนือ ร่วมกับกองทัพโกก้าง(MNDAA) และกองทัพอาระกัน(AA)
ปฏิบัติการ 1027 รอบแรก(ตุลาคม 2566-มกราคม 2567) กองทัพตะอั้งเข้ายึดพื้นที่เมืองน้ำคำ ที่อยู่ทางเหนือจากเมืองหม่านโต่ง และมีพรมแดนติดกับจีน ส่วนกองทัพโกก้างได้เข้ายึดเมืองเล่าก์ก่าย ชิงส่วยเหอ และเมืองกุ๋นโหลง
ปฏิบัติการ 1027 รอบสอง(มิถุนายน-สิงหาคม 2567) กองทัพตะอั้งเข้ายึดเมืองสีป้อ จ๊อกแม หนองเขียว เมืองมีต และเมืองกุ๊ต
ในอดีตเมืองกุ๊ตซึ่งพม่าอ่านออกเสียงว่าโมโก๊ะเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน แต่ถูกโยกไปขึ้นกับภาคมัณฑะเลย์ ที่นี่เป็น 1 ใน 3 แหล่งอัญมณี ที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา อีก 2 แหล่ง คือ เมืองผากั้น รัฐคะฉิ่น และเมืองสู้ในรัฐฉาน
ส่วนกองทัพโกก้างได้ขยายลงมายึดเมืองแสนหวี กับล่าเสี้ยว
รัฐบาลจีนไม่สบายใจและไม่พอใจในปฏิบัติการ 1027 รอบสอง ของกองทัพตะอั้งและโกก้าง เพราะเมืองส่วนใหญ่ที่ 2 กองทัพนี้ยึดเพิ่มมาได้ ล้วนอยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา(โปรดดูแผนที่ประกอบ)
จีนได้เรียกตัวแทนกองทัพโกก้างกับตะอั้งไปคุย กดดันให้กองทัพโกก้างคืนเมืองแสนหวีกับล่าเสี้ยว และกดดันกองทัพตะอั้งให้คืนเมืองสีป้อ จ๊อกแม กับหนองเขียวแก่กองทัพพม่า
กองทัพโกก้างยอมส่งมอบเมืองล่าเสี้ยวคืนแก่กองทัพพม่าเมื่อปลายเดือนเมษายน 2568 และอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาเพื่อส่งมอบเมืองแสนหวีคืนเพิ่มอีก 1 เมืองในปัจจุบัน
ส่วนกองทัพตะอั้งได้ปฏิเสธไม่ยอมทำตามแรงกดดันจากจีน ทำให้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา กองทัพพม่าได้ทุ่มเทกำลังพล โหมบุกและส่งเครื่องบินมาโจมตีทางอากาศอย่างหนักในเมืองที่กองทัพตะอั้งยึดครองอยู่ โดยเฉพาะที่เมืองหนองเขียวและจ๊อกแม
สื่อในรัฐฉานรายงานว่า เฉพาะวันที่ 25 มิถุนายน 2568 เพียงวันเดียว เครื่องบินรบจากกองทัพอากาศพม่าได้บินมาทิ้งระเบิดลงในเมืองหนองเขียวถึง 82 ลูก ในนี้เป็นระเบิดขนาด 300 ปอนด์ 2 ลูก และขนาด 500 ปอนด์ อีก 1 ลูก
กองทัพพม่ามีเหตุผลที่ต้องยึดเมืองหนองเขียวกลับคืนมาให้ได้
เมืองหนองเขียวตั้งอยู่ตรงจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหนองเขียวคือหุบเขาหุบเขาก๊กเทค ที่ด้านบนคือสะพานรถไฟก๊กเทค ทางหลวงหมายเลข 3 ที่เชื่อมระหว่างเมืองหนองเขียวกับเมืองจ๊อกแม ซึ่งต้องวิ่งผ่านหุบเขาก๊กเทคเป็นถนน 2 เลน ที่โค้ง คดเคี้ยว ลัดเลาะขึ้น-ลงไปตามหุบเขาสูงชัน ด้านล่างสุดตรงก้นเหวเป็นลำน้ำ มีสะพานข้ามที่มีชื่อว่า”สะพานก๊กตวิน” ชาวไทใหญ่เรียก”โขกึ๊ต”
ด้วยสภาพภูมิประเทศและเส้นทาง หากเกิดอุบัติเหตุ มีรถเสีย หรือมีกองกำลังติดอาวุธมาตั้งด่านปิดบนทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงที่ต้องผ่านหุบเขาก๊กเทค จะมีผลต่อเนื่องถึงทางหลวงหมายเลข 3 เกือบตลอดทั้งเส้นโดยทันที โดยเฉพาะถนนช่วงที่อยู่ในรัฐฉานเหนือ ที่อาจต้องเป็นอัมพาตไปหลายวัน
ทางหลวงหมายเลข 3 ในเมืองหนองเขียว จึงเป็นเหมือนคอขวดของระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา การควบคุมเมืองหนองเขียวให้ได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 หลังถูกกองทัพพม่านำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดถล่มต่อเนื่องมาหลายวัน กองทัพตะอั้งได้ถอนทหารทั้งหมดออกจากเมืองหนองเขียว กำลังพลส่วนหนึ่งเคลื่อนขึ้นไปประจำการอยู่ที่เมืองจ๊อกแม อีกส่วนหนึ่งเคลื่อนขึ้นไปทางเมืองกุ๊ต

แต่ระหว่างถอนกำลัง กองทัพตะอั้งได้วางระเบิดสะพานก๊กตวิตที่อยู่ก้นเหวก๊กเทคจนได้รับความเสียหาย ใช้การไม่ได้ ทำให้การสัญจรบนทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงที่ผ่านหุบเขาก๊กเทคถูกตัดขาดโดยทันที
เมื่อกองทัพพม่าทุ่มกำลัง โหมบุกโจมตีทางอากาศที่เมืองจ๊อกแมต่อ ตลอดเดือนสิงหาคม เพื่อจะยึดเมืองแห่งนี้คืนจากกองทัพตะอั้งเพิ่ม
สะพานก๊กเทค สะพานรถไฟเก่าแก่ อายุ 125 ปี ก็ถูกวางระเบิดเสียหายไปอีกแห่งหนึ่ง ในช่วงเช้าของวันที่ 24 สิงหาคม…
ก่อนการรัฐประหารของกองทัพพม่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 รัฐบาลเมียนมามีแผนพัฒนาทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงที่ต้องวิ่งผ่านหุบเขาก๊กเทคอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เริ่มดำเนินการ
ตามข่าวซึ่งถูกเปิดเผยในสื่อของเมียนมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 บริษัท Oriental Highway ผู้ได้รับสัมปทานขยายทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงตั้งแต่เมืองหมู่เจ้-ล่าเสี้ยว-มัณฑะเลย์ ระยะทาง 450 กิโลเมตร ได้ออกแบบก่อสร้างสะพานแขวนข้ามหุบเขาก๊กเทค เชื่อมเมืองหนองเขียวกับเมืองจ๊อกแม เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพการเป็นคอขวดของถนนช่วงนี้
ตามแผนของบริษัท Oriental Highway งบประมาณสร้างสะพานแขวนแห่งนี้สูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผู้รับเหมา 3 ราย นอกจาก Oriental Highway แล้ว ยังมีบริษัท China Harbour Engineering และ China Communications Construction จากจีน โดยบริษัท China Harbour Engineering จะรับผิดชอบการสร้างสะพาน
สะพานแขวนที่จะสร้าง อยู่ระหว่างหลักไมล์ที่ 72/5 กับ 92/5 ระยะทางรวม 19.3 กิโลเมตร ตัวสะพานเป็นคอนกรีตขนาด 4 เลนไป-กลับ สูงจากพื้นดิน 887 เมตร หรือประมาณ 2,100 ฟุต สามารถรองรับน้ำหนักรถบรรทุกขนาด 60 ตัน(โปรดดูภาพประกอบ)
ตามแผน สะพานแขวนแห่งใหม่จะใช้เวลาสร้าง 3 ปี แต่การรัฐประหาร ทำให้สะพานแขวนแห่งนี้ ยังไม่ได้เกิด…
เดือนมกราคม 2564 ก่อนการรัฐประหารไม่กี่วัน เว็บไซต์กระทรวงสารสนเทศ และเพจทางการของกระทรวงการโรงแรมและท่องเที่ยว เมียนมา ได้เผยแพร่ภาพระเบียงกระจก(Skywalk)แห่งแรกของเมียนมา ที่รัฐบาลรัฐฉานมีแผนจะสร้างบนพื้นที่ 17 เอเคอร์ หรือประมาณ 43 ไร่ ริมหุบเขาก๊กเทค ฝั่งเมืองหนองเขียว
ตามข่าว ระบุว่าบริษัทเชอรี่ หมู่เจ้(Cherry Muse) บริษัทสัญชาติจีนจากเมืองหมู่เจ้ ได้เซ็นบันทึกความเข้าใจ(MOU) เพื่อสร้างระเบียงกระจกแห่งนี้กับรัฐบาลรัฐฉานแล้ว
รัฐบาลรัฐฉานตั้งใจให้ระเบียงกระจกแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองหนองเขียว ที่สามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพของหุบเขา และสะพานรถไฟก๊กเทคได้อย่างชัดเจน

บริษัทเชอรี่ หมู่เจ้ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านดอลลาร์ ในการสร้างระเบียงกระจกแห่งนี้ คาดว่าต้องใช้เวลาสร้าง 2 ปี
แต่หลังจากเป็นข่าวได้ไม่นาน ก็เกิดการรัฐประหาร เรื่องราวของระเบียงกระจกริมหุบเขาก๊กเทค ก็เงียบหายไป
…..
การวางระเบิดสะพานก๊กเทคเมื่อเช้าวันที่ 24 สิงหาคม นับเป็นเหตุการณ์ที่ช็อคและสร้างความเดือนแค้น ไม่พอใจแก่ชาวเมียนมาทั่วประเทศ
เย็นวันที่ 24 สิงหาคม หลังเกิดเหตุระเบิดในตอนเช้า เพจ Eleven Media Group ได้เผยแพร่ปฏิกริยาของผู้คนผ่านการโพสต์ แสดงความคิดเห็นในชุมชนออนไลน์ของเมียนมา ซึ่งทั้งหมดต่างประณามการกระทำของกองทัพตะอั้ง และเรียกร้องความรับผิดชอบจากกองทัพตะอั้งในการกระทำครั้งนี้
ได้รวมรวมความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่ล้วนประณามการกระทำของกองทัพตะอั้ง
ความคิดเห็นที่รวมรวมโดย Eleven Media Group ระบุว่า แม้สถานการณ์ในเมียนมาไม่สงบ มีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่ากับกลุ่มติดอาวุธกลุ่มต่างๆหลายกลุ่ม แต่ไม่เคยมีกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใด ที่แตะต้องสะพานรถไฟเก่าแก่อันเป็นเหมือนมรดกโลกแห่งนี้มาก่อน
เช้าวันที่ 26 สิงหาคมหลังเหตุระเบิด 2 วัน เพจ Popular News Journal ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้านคน ได้รวบรวมเอกสารแถลงการณ์ที่ออกโดยกลุ่ม-คณะบุคคล และองค์กรต่างๆ รวม 22 แห่ง
เนื้อหาในแถลงการณ์ทุกฉบับต่างแสดงออกในทิศทางเดียวกัน คือประณามกองทัพตะอั้ง จากพฤติกรรมที่ได้วางระเบิดทำลายสะพานรถไฟก๊กเทค
ระเบิดของกองทัพตะอั้งลูกนี้ ไม่เพียงทำลายแค่สะพานก๊กเทค แต่ยังทำลายฐานมวลชนของตนเองไปด้วย…



