
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร
กรมศุลฯโชว์ผลงานปราบ ‘ขยะพิษ’ ข้ามชาติ ปิดงบปี’69 ยอดจับกุมพุ่งกระฉูดกว่า 4 เท่าตัว แนะกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้า ‘เศษโลหะ
ตามที่กรมศุลกากรได้ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมควบคุมมลพิษ สนธิกำลังกันลงพื้นที่ “ท่าเรือแหลมฉบัง” เปิดตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจหา “ขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย” ที่แอบซุกซ่อนปะปนเข้ามากับสินค้าประเภท “เศษโลหะ” และ “เศษกระดาษ” ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากได้รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยอง และปราจีนบุรี ที่กำลังเผชิญกับปัญหาโรงงานแปรรูปของเสียผิดกฎหมายส่งกลิ่นเหม็น สารเคมีรั่วไหลตกค้างลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้แค่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
คำถามที่น่าคิดก็คือ… ทำไมขยะพิษพวกนี้ถึงหลุดเข้ามาในประเทศเราได้?
ถ้าไปเปิดดูข้อกฎหมายของบ้านเรา จะพบเรื่องน่าแปลกใจอย่างหนึ่ง คือ ประกาศกระทรวงพาณิชย์ห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ , ของเสียอันตราย และขยะเทศบาลแบบเด็ดขาด แต่ไม่ได้ห้ามนำเข้า “เศษโลหะ” หรือ “เศษกระดาษ”
ตรงนี้แหละคือ “ช่องว่าง” (Loophole) ขนาดใหญ่ หลังจากที่อุตสาหกรรมรีไซเคิลเริ่มเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 ก็มีการนำเข้าเศษโลหะต่าง ๆมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเศษเหล็ก เศษทองแดง เศษอะลูมิเนียม รวมถึงเศษกระดาษเข้ามาเพื่อคัดแยกและผลิตใหม่ และเมื่อกฎหมายเปิดช่องให้นำเข้า “เศษโลหะ” ได้ โดยไม่ได้กำหนดรูปแบบ หรือ ลักษณะของเศษโลหะไว้อย่างชัดเจน จึงมีผู้ประกอบการบางรายจึงใช้ช่องทางนี้สำแดงเอกสารว่าเป็น “เศษโลหะเทกอง” หรือ บรรจุในถุงขนาดใหญ่ (Big Bag)

แต่ทว่า… ไส้ในกลับแอบซุกซ่อน “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” สารเคมี หรือ ของเสียอันตรายเอาไว้ข้างใน เมื่อศุลกากรนำตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเครื่องเอกซเรย์ ภาพที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์ก็เห็นเป็นแค่เงาสีดำ ๆ ของโลหะกองทับกันอยู่ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อันไหนคือเศษเหล็กดี และอันไหนคือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ติดสารพิษ นอกจากจะใช้วิธี “เปิดตู้แล้วเทออกมาตรวจด้วยตาเปล่า” ซึ่งในทางปฏิบัติที่ท่าเรือแหลมฉบังมีตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเข้า-ออกวันละหลายพันหลายหมื่นตู้ หากจะใช้วิธีนี้ตรวจทุกตู้คอนเทนเนอร์กำลังเจ้าหน้าที่ไม่พอ หรือแม้พื้นที่ท่าเรือกว้างใหญ่แค่ไหน ก็ไม่พอให้เทกองสินค้า และยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการขนส่งสินค้า
นี่คือความท้าทายที่ศุลกากรต้อง “การบริหารความเสี่ยง” (Risk Management) คัดกรองจากข้อมูลข่าวกรอง ตรวจสอบพฤติกรรมผู้ประกอบการ และสุ่มเปิดตรวจทางกายภาพให้ตรงจุดที่สุด

การลงพื้นที่ของศุลกากร และ DSI ครั้งนี้ มีข้อมูลสถิติการจับกุมที่น่าสนใจ กล่าวคือ ในปีงบประมาณ 2569 เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้จับกุมผู้กระทำผิดในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง 134 ราย คิดเป็นจำนวน 431 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักของเสียรวมกว่า 9,622 ตัน ขณะที่ยอดการจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายทั่วประเทศ 10,290 ตัน โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ดำเนินการสั่งคดีและส่งสินค้ากลับประเทศต้นทางไปแล้วมีสัดส่วนมากที่สุด คือ 96 ราย จำนวน 317 ตู้ น้ำหนัก 7,022 ตัน , สั่งคดี รอส่งกลับอีก 22 ราย จำนวน 60 ตู้ น้ำหนัก 1,396 ตัน อยู่ระหว่างดำเนินคดี 15 ราย จำนวน 52 ตู้ น้ำหนัก 1,153 ตัน และ สั่งคดี ยกของกลาง 1 ราย จำนวน 2 ตู้ น้ำหนัก 52 ตัน ส่วนในปีงบประมาณ 2570 ศุลกากรตรวจพบและจับกุม 14 ราย จำนวน 39 ตู้ น้ำหนักรวม 891 ตัน อยู่ระหว่างการดำเนินคดี
และจากการที่กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการปราบปรามอย่างเข้มงวดในระหว่างวันที่ 1–22 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ทำการตรวจสอบ 63 ราย จำนวน 226 ตู้ ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างการอายัดสินค้า 53 ราย จำนวน 190 ตู้ , ไม่พบการกระทำความผิด 8 ราย จำนวน 29 ตู้ และตรวจพบลัดลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และของเสีย 2 ราย จำนวน 7 ตู้ น้ำหนักรวม 188 ตัน อยู่ระหว่างดำเนินคดี
หากพิจารณาจากประเทศต้นทางที่มีการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย เรียงลำดับตามจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ตรวจพบการกระทำผิด 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกาจำนวน 224 ตู้ , สหราชอาณาจักรจำนวน 47 ตู้ , ออสเตรเลียจำนวน 32 ตู้ , สิงคโปร์จำนวน 16 ตู้ เฮติและมาเลเซียจำนวน 12 ตู้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 เจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย คิดเป็นมูลค่าการจับกุมอยู่ที่ 1.8 ล้านบาท , ปีงบประมาณ 2566 มีมูลค่าการจับกุมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1 ล้านบาท , ปีงบประมาณ 2567 เริ่มเห็นการขยับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 17.9 ล้านบาท , ปีงบประมาณ 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นมาอยู่ที่ 58.6 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2569 มูลค่าการจับกุมพุ่งสูงถึง 243.1 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี และเติบโตขึ้นกว่าปี 2568 ถึง 4.15 เท่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า เป็นผลสำเร็จจากการยกระดับมาตรการปราบปรามอย่างจริงจังของกรมศุลกากร หรือ แท้จริงแล้วเป็นผลลัพธ์จากการปล่อยเกียร์ว่างในอดีตที่เปิดช่องให้ขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เติบโตขึ้นเรื่อยๆกันแน่

นอกจากนี้กรมศุลกากรยังได้รับแจ้งเบาะแสจากเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network : BAN) แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบขนส่งของเสียและขยะอิเล็กทรอนิกส์มายังประเทศไทยทั้งหมด 861 ตู้ กรมศุลกากรตรวจสอบพบข้อมูลซ้ำซ้อน 28 ตู้ คงเหลือเพื่อตรวจสอบจริง 833 ตู้ โดยผลการสืบสวน พบว่า 447 ตู้ ไม่ได้นำเข้ามาในประเทศไทย , เป็นการนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกต้องตามกฎหมาย และตรงตามเอกสารสำแดง 187 ตู้ , ตรวจพบการกระทำความผิด 89 ตู้ กรมศุลกากรผลักดันออกนอกประเทศแล้ว 77 ตู้ อีก 12 ตู้ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี , ตู้สินค้าที่เดินทางมาถึงท่าเรือแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ 74 ตู้ และตู้สินค้าที่อยู่ในบัญชีความเสี่ยงสูง (Watchlist) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางอีก 36 ตู้
ในช่วงเดือนตุลาคม 2569 กรมศุลกากรได้รับแจ้งข้อมูลตู้สินค้าต้องสงสัยเพิ่มเติมจาก BAN อีก 113 ตู้ ซึ่งกำลังนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง และเฝ้าระวังในรอบถัดไป
จากการหารือร่วมกันระหว่างกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมการค้าต่างประเทศ ได้การกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าเศษโลหะให้เข้มงวด โดยมีข้อเสนอแนะ และแนวทางดำเนินการในระดับนโยบายที่สำคัญดังนี้
- ข้อเสนอด้านกฎหมายและการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เสนอแนะให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าเศษโลหะทุกประเภท ตามแนวทางที่หน่วยงานเห็นสมควร โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าควบคู่กันไป
- จำกัดรูปแบบสินค้า หากจำเป็นต้องนำเข้า เห็นควรจำกัดรูปแบบให้อยู่ในลักษณะโลหะที่ผ่านการหลอมและแปรรูปเป็นแท่งสำเร็จรูปแล้วเท่านั้น
- ยกเลิก หรือไม่อนุญาตให้นำเข้าเศษโลหะ ในลักษณะเทกอง อัดก้อน หรือ บรรจุถุงขนาดใหญ่ (Big Bag) เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการปะปน หรือ ซุกซ่อนวัสดุที่ไม่ตรงตามเงื่อนไข และกระบวนการหลอมในประเทศอาจก่อให้เกิดสารพิษอันตรายหากไม่มีการกำจัดอย่างถูกวิธี
- มาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) กำหนดให้การนำเข้าเศษโลหะเป็นสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาตนำเข้า โดยกำหนดเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบของโรงงานภายในประเทศ
- การควบคุมจากต้นทางและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พิจารณากำหนดให้มีการตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออกจากประเทศต้นทาง และวางระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม ตรวจสอบ และป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมด้วยการสำแดงประเภทสินค้าในพิกัดอื่น




