
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯจ่ายสินไหม 2 ล้าน ให้ทายาทผู้เสียชีวิตน้ำป่าไหลหลาก เชียงใหม่
- สั่ง รมต.ทุกคนเตรียมรับศึกซักฟอก 27-30 ต.ค.นี้
- ปลื้มผู้เข้าร่วมงาน IMF-World Bank ชื่นชมประเทศไทย
- เปิด ‘งานพืชสวนโลก’ พร้อมจัด ครม.สัญจร 2-3 พ.ย.นี้
- ปรับเกณฑ์ขึ้นทะเบียน ‘บัญชีนวัตกรรม’ เพิ่มความโปร่งใส
- มติ ครม.วนคืนที่ดิน 3 จว.สร้าง ‘ไฮสปีด เทรน’ นครราชสีมา-หนองคาย
- เลื่อนเก็บเงินสะสม–เงินสมทบประกันสังคม 3 เดือน-เยียวยาน้ำท่วม
- ทุ่ม 1.26 หมื่นล้าน วางท่อผันน้ำเขื่อน “ประแสร์–หนองค้อ–บางพระ”
- ไฟเขียวสินเชื่อบ้านคนละหลัง พลัส 5 หมื่นล้าน ผ่อนนาน 40 ปี
- บี้สรุปผลสอบปลาตาย–คราบน้ำมันสีรุ้ง แม่น้ำปราจีนบุรีใน 1 สัปดาห์
- ตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี’ อธิบดีกรมอุตุฯ
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
จ่ายสินไหม 2 ล้าน ให้ทายาทผู้เสียชีวิตน้ำป่าไหลหลาก เชียงใหม่
ก่อนการประชุม ครม. นายอนุทิน กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางสาวเกศลิน ต่าสินี ซึ่งเสียชีวิตจากอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ในอำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569
“ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดให้มีการคุ้มครองการประสบภัยภายใต้โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ผ่านกรรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติ ทั้งอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการนำระบบประกันภัยเป็นกลไกรับรองความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับการเยียวยาและช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อว่า “การจ่ายสินไหมทดแทนในวันนี้ ถึงแม้เราไม่ต้องการให้เกิด ไม่อยากจ่าย อยากให้พี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตมากกว่า แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หรือโชคไม่ดีมากๆ จนมีการสูญเสีย…อย่างน้อยครอบครัวของผู้สูญเสีย ก็ยังมีการเยียวยาจากภาครัฐ”
นายอนุทินกล่าวต่อว่า การจ่ายค่าสินไหมทดแทนในวันนี้ถือเป็นรายแรกของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยทางครอบครัวได้รับเงินเป็นจำนวน 2 ล้านบาท และหวังว่าเงินเยียวยาจะทำให้ครอบครัวสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
“ฝากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรายังอยู่ในช่วงฤดูฝน อาจมีเหตุการณ์ที่เป็นภัยต่างๆ ขอให้เตรียมการทุกอย่างให้เรียบร้อย และขอให้เงินนี้ทำให้ชีวิตผ่านพ้นช่วงลำบากนี้ไปได้ด้วยดี ทั้งเรื่องการดำรงชีวิต การศึกษา การใช้โอกาสต่างๆ ให้เงินจำนวนนี้เป็นประโยชน์กับคนในครอบครัว…ระวังที่สุดคือคนมาขอยืมสตางค์ ต้องไม่ให้ เพราะเงินก้อนนี้มาจากการสูญเสีย” นายอนุทิน กล่าว
สั่ง รมต.ทุกคนเตรียมรับศึกซักฟอก 27-30 ต.ค.นี้
นอกจากนี้ นายอนุทิน กำชับ ครม. ว่า ขอให้รัฐมนตรีทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมในการชี้แจงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ซึ่งรัฐบาลมีการวางกรอบไว้ในวันที่ 27 – 30 ตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการหารือกันระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล เนื่องจากหลังจากกรอบเวลานี้มีภารกิจเดินทางไปยังต่างประเทศ
ขอบคุณทุกหน่วยงาน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
ด้านนายเอกภพ รายงานว่า นายกฯ ขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาร่วมมือช่วยเหลือประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตหลังจากภัยพิบัติน้ำท่วม
นายเอกภพกล่าวต่อว่า วันนี้มีการจ่ายเงินสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำนวน 2 ล้านบาท กรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุภัยพิบัติในจังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายเอกภพกล่าวถึงการเยียวยาในภาพรวมว่า นายกฯ กำชับให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้น้ำลดทั้งหมด โดยปัจจุบันมีการเยียวยาไปแล้วมากกว่า 200,000 ครัวเรือน
ปลื้มผู้เข้าร่วมงาน IMF-World Bank ชื่นชมประเทศไทย
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า สัปดาห์นี้ (12-18 ตุลาคม 2569) ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) โดยนายกฯเน้นย้ำให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม พร้อมได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมงานที่แสดงความชื่นชมและความเชื่อมั่นในประเทศไทย รวมถึงศักยภาพของประเทศ
เปิด ‘งานพืชสวนโลก’ พร้อมจัด ครม.สัญจร 2-3 พ.ย.นี้
นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ก็จะมีการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดมธานี (UdonThani International Horticultural Expo 2026) โดยนายกฯ จะเป็นประธานพิธีเปิดในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 และจะมีการจัดประชุม ครม.สัญจร ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยเน้นโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร และนำวาระแห่งชาติเรื่องการปราบปรามยาเสพติดเข้าสู่การพิจารณา
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯ ,นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ปรับเกณฑ์ขึ้นทะเบียน ‘บัญชีนวัตกรรม’ เพิ่มความโปร่งใส
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์และแนวทางการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าบางรายการที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจที่ไม่ได้เป็นนักนวัตกรรมอย่างแท้จริง หรือ ผลิตภัณฑ์ที่เคยขึ้นบัญชีนวัตกรรมแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสามารถผลิตเป็นเครื่องมือ หรืออุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปได้
สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การกำหนดคุณสมบัติผลงานนวัตกรรมให้ชัดเจน โดยปรับปรุงนิยามคำว่า “นวัตกรรม” และ “สิ่งใหม่” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ หรือ หีบห่อของอุปกรณ์ จะไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมได้ พร้อมทั้งลดการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณา รวมถึงการจัดให้มีการอุทธรณ์สำหรับกระบวนการขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย โดยกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อสินค้า รายชื่อผู้ประกอบการ คุณลักษณะจำเพาะพื้นฐานและขอบเขตประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสาธารณะล่วงหน้าก่อนการอนุมัติ
นอกจากนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มอบหมายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และให้ สวทช. สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิคแก่ สนช. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และมอบหมาย สงป. เป็นหน่วยตรวจสอบราคาของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ รวมทั้งจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดความไม่โปร่งใสและยกระดับความโปร่งใสในการขึ้นบัญชีนวัตกรรม ซึ่งเป็นช่องทางที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ในการจัดซื้อจัดจ้าง แบบเฉพาะเจาะจง โดยถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศไทย” นายเอกภพ กล่าว
เวนคืนที่ดิน 3 จว.สร้าง ‘ไฮสปีด เทรน’ นครราชสีมา-หนองคาย
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้ คค. รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย รวมทั้งให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ที่ต้องดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ถือปฏิบัติตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเคร่งครัดต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา มีดังนี้
1. เดิมโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย) (โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ระยะที่ 2) มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเส้นทางสายใหม่ (One Belt One Road : OBOR) และเป็นการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางรางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมายังประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 อนุมัติในหลักการโครงการดังกล่าว โดยให้ คค. (รฟท.) ดำเนินการในส่วนของการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สินและการก่อสร้างงานโยธาภายในกรอบวงเงิน ดังนี้
1.1 ค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน ประกอบด้วย ที่ดินประมาณ 1,345 ไร่ จำนวน 1,991 แปลง และสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,428 รายการ รวมค่าทดแทนในการเวนคืนเป็นเงินประมาณ 12,418.61 ล้านบาท
1.2 ค่างานก่อสร้างโยธา วงเงิน 237,454.86 ล้านบาท
1.3 ค่าควบคุมงานก่อสร้างโยธา วงเงิน 6,530.01 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 256,403.48 ล้านบาท
2. การดำเนินการก่อสร้างตามโครงการฯ มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ DK.251+881.22 – DK.608+997.30 รวมระยะทางประมาณ 357.12 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มศักยภาพและการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านต่าง ๆ ของประเทศ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้รถและเวลาในการเดินทาง ผู้ใช้ทางได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในดัชนีชี้วัดด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้น รฟท.มีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้การก่อสร้างโครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนการที่กำหนดไว้และเพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วน ดังต่อไปนี้
2.1 ในท้องที่ตำบลหนองไผ่ล้อม ตำบลหัวทะเล ตำบลจอหอ ตำบลหนองไข่น้ำ อำเภอเมืองนครราชสีมา ตำบลด่านคล้า ตำบลโนนสูง ตำบลมะค่า ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง ตำบลดอนใหญ่ ตำบลเมืองคง อำเภอคง ตำบลโนนทองหลาง ตำบลบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ ตำบลบัวลาย ตำบลโนนจาน อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา
2.2 ในท้องที่ตำบลหนองมะเขือ ตำบลโนนข่า ตำบลเก่างิ้ว ตำบลหนองแวงนางเบ้า อำเภอพล ตำบลโนนศิลา ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา ตำบลในเมือง ตำบลบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ ตำบลบ้านแฮด ตำบลโนนสนสมบูรณ์ อำเภอบ้านแฮด ตำบลท่าพระ ตำบลเมืองเก่า ตำบลในเมือง ตำบลศิลา ตำบลสำราญ ตำบลโนนท่อน อำเภอเมืองขอนแก่น ตำบลม่วงหวาน ตำบลหนองกุง ตำบลวังชัย ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง ตำบลคำม่วง ตำบลเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น
2.3 ในท้องที่ตำบลทมนางงาม ตำบลโคกกลาง ตำบลโนนสะอาด อำเภอโนนสะอาด ตำบลหนองหว้า ตำบลปะโค ตำบลห้วยเกิ้ง ตำบลตูมใต้ ตำบลพันดอน ตำบลผาสุก อำเภอกุมภวาปี ตำบลห้วยสามพาด อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ตำบลหนองไผ่ ตำบลหนองขอนกว้าง ตำบลโนนสูง ตำบลหมากแข้ง ตำบลหนองบัว ตำบลนากว้าง ตำบลกุดสระ ตำบลบ้านขาว ตำบลนาข่า อำเภอเมืองอุดรธานี ตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
2.4 ในท้องที่ตำบลคอกช้าง ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร ตำบลค่ายบกหวาน ตำบลหนองกอมเกาะ ตำบลมีชัย อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
3. การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย) และ รฟท. ได้ดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับโครงการดังกล่าวตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นโดยรวมต่อโครงการประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว
4. สำนักงบประมาณ (สงป.) แจ้งว่า สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นให้ รฟท. จัดทำแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดย สงป. จะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมเมื่อร่างพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแล้วตามขั้นตอนต่อไป
5. คค. ได้ดำเนินการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตามโครงการฯ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ตามข้อ 4.6 ประกอบด้วย ชื่อโครงการ รายละเอียดโครงการ แผนบริหารโครงการ ประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่ใช้ตลอดระยะเวลาการดำเนินการ และประโยชน์ที่จะได้รับ
6. คค. ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 [เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย] โดยกรมการปกครองได้ตรวจสอบแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกาฯ แล้ว พบว่า สอดคล้องกับคำบรรยายในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยแนวเขตที่ดินที่ปรากฏในแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ตามข้อ 2.1 – 2.4
7. ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในพื้นที่บางส่วนในท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมา อำเภอโนนสูง อำเภอคง อำเภอบัวใหญ่ อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอพล อำเภอโนนศิลา อำเภอบ้านไผ่ อำเภอบ้านแฮด อำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น อำเภอโนนสะอาด อำเภอกุมภวาปี อำเภอประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี และอำเภอสระใคร อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เพื่อนำที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน มีกำหนดใช้บังคับ 5 ปี โดยให้เริ่มต้นเข้าสำรวจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
เห็นชอบผลประชุม กมธ.ร่วมไทย-อียิปต์ ครั้งที่ 3
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกการหารือสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ครั้งที่ 3 (ร่างบันทึกการหารือฯ) และร่างแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ สำหรับปี 2570-2572 (ร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดข้องต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. พิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
ทั้งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (อียิปต์) (คณะกรรมาธิการร่วมฯ) ครั้งที่ 3 โดยจะมีการร่วมรับรองบันทึกการหารือฯ และร่วมลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กต. จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับอียิปต์ ครั้งที่ 3 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศแห่งอียิปต์ ซึ่งที่ผ่านมา กต. ได้จัดการประชุมเตรียมการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยหน่วยงานได้ให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้อง และ กต. ได้ปรับเนื้อหาของร่างบันทึกการหารือฯ และร่างแผนปฏิบัติการฯ ให้สอดคล้องแล้ว โดยร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้
1) ร่างบันทึกการหารือฯ มีสาระสำคัญเป็นการสรุปผลการติดตามพัฒนาการความสัมพันธ์และแสดงเจตนารมณ์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี อาทิ ด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษา การพัฒนาและวิชาการ การส่งเสริมความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มไทย – แอฟริกา
2) ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดทิศทางการดำเนินความร่วมมือระหว่างไทยกับอียิปต์ ทั้งความร่วมมือด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้านการศึกษาการพัฒนาและวิชาการ และความร่วมมือด้านกงสุล
“ร่างทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยยกระดับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับอียิปต์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้น เป็นรูปธรรม และมีเป้าหมายยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
เห็นชอบแถลงการณ์ร่วม รมว.คลัง APEC ปี’69
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ประจำปี 2569 โดยหากมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติมปรับปรุงและแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการคลังดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมให้การรับรองร่างแถลงการณ์ฯ โดยไม่มีการลงนามร่างแถลงการณ์ฯ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปค ประจำปี 2569 มีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค (APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) ครั้งที่ 33ระหว่างวันที่ 20 – 21 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปคจะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ฯ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยเอเปคเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ 21 เขตเศรษฐกิจที่ยึดหลักของความสมัครใจและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยร่างแถลงการณ์ฯ ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราซ 2560 (รัฐธรรมนูญฯ) อย่างไรก็ดี ร่างแถลงการณ์ฯ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามมาตรา 4 (7) แห่งพระราชกฤษฎีกาฯ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ฯ มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อผลักดันนโยบายการคลังที่สนับสนุนภาคครัวเรือน การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล การขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงสำหรับคนทุกกลุ่ม ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพและองค์ความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ฯ ถือเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญของการประชุม ซึ่งสรุปการดำเนินการตามแนวทางของกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ปี 2569 ที่ได้ผลักดันความร่วมมืออันดีระหว่าง 21 เขตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเงินดิจิทัลและนโยบายทางการคลัง เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างครอบคลุมและยั่งยืน
จัดทำ MOU ด้านวัฒนธรรมไทย-อียิปต์
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ หากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำของบันทึกความเข้าใจฯ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสาระสำคัญหรือที่ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงวัฒนธรรมสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกความเข้าใจฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สาระสำคัญของเรื่อง มีดังนี้
1. กระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นต่อร่างบันทึกความเข้าใจฯ (สถานะเดือนตุลาคม 2569) โดยเสนอให้พิจารณาปรับลดระดับการจัดทำร่างข้อตกลงฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับขอบเขตของร่างบันทึกความเข้าใจฯ และหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เข้าร่วมทั้งสองฝ่ายรวมทั้งขอให้ปรับแก้ถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
2. กระทรวงวัฒนธรรมได้ปรับแก้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและได้นำส่งร่างบันทึกความเข้าใจฯ ผ่านช่องทางการทูตให้ฝ่ายอียิปต์พิจารณา โดยฝ่ายอียิปต์ ไม่ขัดข้องต่อการปรับลดระดับการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ จากระดับรัฐบาลเป็นระดับกระทรวง ฝ่ายไทยและฝ่ายอียิปต์จึงได้เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกันแล้ว เมื่อเดือนตุลาคม 2569
3. สาระสำคัญครอบคลุมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยและอียิปต์ที่หลากหลาย อาทิ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณกรรม และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนกำหนดแนวปฏิบัติและเงื่อนไขในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของไทยไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับนานาชาติ มีกรอบระยะเวลา 3 ปี และถือเป็นการต่อยอดจากความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา และวิทยาศาสตร์ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ซึ่งลงนามเมื่อ ค.ศ. 1976 โดยมุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระดับทวิภาคีไทย – อียิปต์ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
4. กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวัฒนธรรมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์มีความเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายและผลประโยชน์ของไทย หากการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ สำเร็จลุล่วง จะส่งผลให้การบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับฝ่ายอียิปต์มีการผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
“บันทึกความเข้าใจฯ จะเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือในด้านศิลปวัฒนธรรม ระหว่างไทยและอียิปต์บนพื้นฐานของการต่างตอบแทนและผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอียิปต์ต่อไปในอนาคต” นางสาวพลอยทะเล กล่าว
เลื่อนเก็บเงินสะสม–เงินสมทบประกันสังคม 3 เดือน-เยียวยาน้ำท่วม
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบหลักการร่างกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้เลื่อนการเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ออกไปอีก 3 เดือน เป็นวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อบรรเทาภาระนายจ้างและลูกจ้างในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ซึ่งบางแห่งต้องหยุดหรือลดการดำเนินกิจการ ขณะที่ลูกจ้างบางส่วนมีรายได้ลดลงหรือขาดรายได้จากการหยุดงาน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากผลกระทบจากน้ำท่วมแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องรับมือกับข้อจำกัดในการขยายธุรกิจ ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้า และกำลังซื้อของประชาชนที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง การเลื่อนจัดเก็บจึงเป็นการเปิดเวลาให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้ตั้งหลักและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่ระบบการจัดเก็บเงินตามกฎหมาย โดยยังคงเป้าหมายการสร้างหลักประกันให้แรงงานในระยะยาว
สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีสาระสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรทราบ ดังนี้
1. เลื่อนเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ จาก 1 ต.ค. 2569 เป็น 1 ม.ค. 2570 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. กำหนดให้เลื่อนวันเริ่มจัดเก็บออกไปอีก 3 เดือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีเวลาฟื้นฟูการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมด้านการเงินก่อนเริ่มจัดเก็บ
2. ปรับกรอบเวลานำส่งเงิน โดยคงอัตราเดิมในช่วงแรก ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. …. ปรับช่วงเวลาการบังคับใช้อัตราเงินนำส่งให้สอดคล้องกับกำหนดเริ่มจัดเก็บใหม่ โดยกำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 ลูกจ้างและนายจ้างนำส่งเงินในอัตราฝ่ายละร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง ก่อนปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป การกำหนดอัตราในช่วงแรกที่ร้อยละ 0.25 มีเป้าหมายเพื่อทยอยเริ่มระบบการจัดเก็บ ไม่ให้ภาระของนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มขึ้นมากเกินไปในคราวเดียว โดยยังคงหลักการให้ทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนตามที่กฎหมายกำหนด
3. ปรับวันเริ่มใช้หลักเกณฑ์การสงเคราะห์ให้ตรงกับกำหนดจัดเก็บใหม่ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมวันใช้บังคับของกฎกระทรวงเดิม พ.ศ. 2567 ให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้หลักเกณฑ์การจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างสอดคล้องกับวันเริ่มจัดเก็บเงินเข้ากองทุน และไม่เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเป้าหมายสร้างหลักประกันให้ลูกจ้าง โดยเงินสะสม เงินสมทบ เพื่อใช้เป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดความเป็นลูกจ้าง การเลื่อนจัดเก็บครั้งนี้จึงเป็นการปรับจังหวะการดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในปัจจุบัน ไม่ใช่การยกเลิกเป้าหมายในการจัดตั้งกองทุน โดยมติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการรับทราบหลักการร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
เตรียม 4 แนวทาง รับมือภัยแล้งเชิงรุก
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งและสภาพอากาศที่แปรปรวน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงรุก เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุน การดำรงชีวิตของประชาชน ภาคเกษตรกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน การเฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมพร้อมรับมือและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานแนวทางดำเนินงานสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. ดูแลน้ำกินน้ำใช้ให้เพียงพอและทั่วถึง โดยบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชลประทานให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการส่งน้ำเข้าสู่ระบบประปา ตลอดจนติดตามสถานการณ์และปรับแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในช่วงวิกฤต
2. เตรียมพร้อมภาคเกษตร ลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพาะปลูก โดยบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและสภาพภูมิอากาศ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) ติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า พร้อมส่งเสริมการวางแผนเพาะปลูกตามปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง เน้นใช้น้ำฝนเป็นหลักและใช้น้ำชลประทานเสริมในช่วงฝนทิ้งช่วง ตลอดจนเตรียมแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
3. วางแผนจัดสรรน้ำ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเตรียมสนับสนุนปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ของแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคการผลิต ควบคู่กับการบริหารจัดสรรน้ำให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ตามลำดับความสำคัญและปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
4. เร่งขุดลอกคลอง–กำจัดวัชพืช เพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขุดลอกคูคลองและแหล่งน้ำ กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนนำเทคโนโลยีสำรวจและวัดระดับน้ำมาใช้ประกอบการวางแผนปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและส่งน้ำให้แก่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
สำหรับผลการดำเนินงานสะสม ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พบว่า มีความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบชลประทานและแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
- กำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักร ดำเนินการแล้ว 5.96 ล้านตัน จากเป้าหมาย 6.61 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 90
- กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคน ดำเนินการแล้ว 39,986 ไร่ จากเป้าหมาย 46,823 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 85.4
- ขุดลอกลำน้ำ ดำเนินการแล้ว 183 รายการ จากแผน 274 รายการ
- ปริมาณดินขุดลอกสะสม ดำเนินการแล้วประมาณ 16.42 ล้านลูกบาศก์เมตร
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง โดยเฉพาะการลดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การปรับปรุงแหล่งน้ำ และการวางแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เพราะภัยแล้งไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ส่งผลโดยตรงต่อปากท้องประชาชน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสียหายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อดูแลประชาชนให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค สนับสนุนการประกอบอาชีพของเกษตรกร และรองรับความต้องการของภาคเศรษฐกิจอย่างสมดุล
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการบริหารน้ำให้เพียงพอ แต่ต้องบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะต้องเผชิญ เพราะการป้องกันภัยแล้งที่ดีที่สุด คือการลงมือก่อนที่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย
ทุ่ม 1.26 หมื่นล้าน วางท่อผันน้ำเขื่อน “ประแสร์–หนองค้อ–บางพระ”
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์–หนองค้อ–บางพระ วงเงินงบประมาณรวม 12,656 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2574 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นของประชาชน ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญทั้งต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ มีทั้งชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำจึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ เตรียมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และสนับสนุนการเติบโตของ EEC อย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงการนี้จะเชื่อมโยงแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ผ่านอ่างเก็บน้ำหนองค้อ ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่
1. สถานีสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อส่งน้ำเข้าสู่ระบบผันน้ำ
2. ระบบท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ จังหวัดชลบุรี
3. ปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิมประมาณ 5.35 กิโลเมตร เชื่อมจากอ่างเก็บน้ำหนองค้อไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำเข้าสู่แหล่งน้ำต้นทุนปลายทาง
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับการใช้น้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC ซึ่งจำเป็นต้องมีทรัพยากรน้ำเพียงพอและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเหมาะสม โดยกรมชลประทานจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและความต้องการใช้ในแต่ละปี เพื่อให้การผันน้ำเกิดประโยชน์สูงสุดและรองรับการใช้น้ำของประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ 2570–2574 โดยการบริหารจัดการน้ำจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้น้ำแต่ละภาคส่วน และการจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านน้ำและสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดชลบุรีและพื้นที่ EEC ในระยะยาว
รับทราบผลประชุม APEC ชู Ai เสริมความมั่นคงอาหาร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค (APEC Food Security Ministerial Meeting) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยการประชุมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร และการสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหาร เพื่อรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการผลิตอาหารในอนาคต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีฉันทามติร่วมกันรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 11 และเอกสารหลักการเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในภูมิภาคเอเปคผ่านนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารให้มีความมั่นคง สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือยกระดับภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการใช้ข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์ประกอบการตัดสินใจ การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเกษตรกรและระบบอาหารในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหาร การส่งเสริมการค้าและการลงทุนในระบบเกษตรและอาหาร การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีและข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยสมัครใจ ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกเอเปคสามารถพัฒนาระบบอาหารที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญ โดยเปิดโอกาสให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงทางอาหารกับสมาชิกเอเปค ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากความร่วมมือนี้สามารถนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความสูญเสีย และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป
ทั้งนี้ เอกสารผลลัพธ์ทั้ง 2 ฉบับ เป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ไม่มีการลงนาม และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันด้านงบประมาณเพิ่มเติมแก่ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสมาชิกเอเปคเป็นสำคัญ
“ความมั่นคงทางอาหารในโลกยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงเพียงการผลิตอาหารให้เพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างระบบเกษตรที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่าง การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในเวทีเอเปคจึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตรไทย เพราะความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริง ต้องเริ่มจากการสร้างความมั่นคงให้กับผู้ผลิตอาหารของประเทศด้วย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ไฟเขียวสินเชื่อบ้านคนละหลัง พลัส 5 หมื่นล้าน ผ่อนนาน 40 ปี
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ พร้อมเสนอให้แยกบัญชีโครงการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account: PSA) เพื่อให้การบริหารจัดการและการตรวจสอบมีความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
นางสาวลลิดากล่าวว่า โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS เป็นการต่อยอดมาตรการสนับสนุนที่อยู่อาศัยของรัฐบาล หลังจากโครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home วงเงิน 20,000 ล้านบาท และมาตรการสินเชื่อซื้อ–สร้าง วงเงิน 50,000 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากประชาชนจน ธอส. ปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินทั้งสองโครงการแล้ว ขณะที่ยังมีประชาชนจำนวนมากต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย รัฐบาลจึงมุ่งเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ในราคาที่เหมาะสม
สำหรับหลักเกณฑ์ของโครงการ กำหนดวงเงินสินเชื่อรวม 50,000 ล้านบาท สนับสนุนประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยสามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 40 ปี ครอบคลุมการซื้อที่ดินพร้อมบ้านหรือห้องชุด การปลูกสร้างบ้าน การซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างบ้าน รวมถึงการซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินของรัฐตามเงื่อนไขที่กำหนด และสามารถขอสินเชื่อสำหรับอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัยได้ตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร
ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย โครงการเสนอเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วงแรก โดยแบ่งตามหลักเกณฑ์การพิจารณารายได้ของผู้กู้ ทั้งกลุ่มที่ได้รับการผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ และกลุ่มผู้กู้ตามเกณฑ์รายได้ปกติ ก่อนปรับเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ของ ธอส. ในระยะต่อไป ทั้งนี้ ธอส. จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของผู้กู้ให้เหมาะสมกับภาระหนี้ตลอดอายุสัญญา โดยเฉพาะภายหลังสิ้นสุดช่วงอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีภาระทางการเงินเกินความสามารถ
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โครงการจะเปิดให้ยื่นขอสินเชื่อตั้งแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่า ธอส. จะปล่อยสินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการ โดย ธอส. สามารถพิจารณาปรับเปลี่ยนระยะเวลาดำเนินโครงการได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยไม่ขอรับงบประมาณชดเชยเพิ่มเติมจากรัฐบาล
สำหรับการแยกบัญชีโครงการเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ หรือ PSA มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลออกจากธุรกรรมเชิงพาณิชย์ของธนาคารอย่างชัดเจน ช่วยให้การกำกับดูแล การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินงานมีความโปร่งใสและเหมาะสม โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่างเคร่งครัด
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อเพื่อมีบ้านเป็นของตนเองแล้ว โครงการสินเชื่อบ้านคนละหลัง PLUS ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งการก่อสร้าง การผลิตวัสดุก่อสร้าง การจ้างงาน และการบริโภคสินค้าและบริการ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าโครงการจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 125,000 ล้านบาท
“รัฐบาลมุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง สามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ด้วยภาระผ่อนชำระที่เหมาะสม เพราะบ้านไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่เป็นรากฐานความมั่นคงของครอบครัว ขณะเดียวกัน การสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังช่วยสร้างงาน กระตุ้นภาคก่อสร้าง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ ไม่สร้างภาระหนี้เกินตัวให้ประชาชน และไม่เพิ่มภาระงบประมาณชดเชยจากภาครัฐ” นางสาวลลิดากล่าว
บี้สรุปผลสอบปลาตาย–คราบน้ำมันสีรุ้ง แม่น้ำปราจีนบุรีใน 1 สัปดาห์
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี หลังพบปลาตายจำนวนมากในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และมีการเผยแพร่ภาพคราบน้ำมันสีรุ้งในแหล่งน้ำ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชน โดยข้อมูลเบื้องต้นพบว่า จุดที่เกิดเหตุปลาตายและจุดที่พบคราบน้ำมันสีรุ้งอยู่คนละบริเวณกัน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและปลา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยคาดว่าจะทราบผลตรวจภายใน 1 สัปดาห์
นางสาวลลิดากล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น บริเวณกระชังปลาในพื้นที่ตำบลบ้านทาม ตำบลท่าตูม ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอศรีมหาโพธิ และตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งพบปลาตายจำนวนมาก มีค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่อาจทำให้ปลาเกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง โดยสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับมวลน้ำท่วมที่พัดพาสารอินทรีย์และน้ำเน่าเสียจากพื้นที่น้ำท่วมขังลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุเดียวของการตายของปลา

สำหรับกรณีพบคราบน้ำมันสีรุ้งในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ผลตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า จะเกิดคนละจุดและอยู่ระดับต่ำกว่าจุดปลากระชังตาย โดยคราบน้ำมันมีขอบเขตการแพร่กระจายจำกัด จึงประเมินเบื้องต้นว่าไม่น่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเหตุปลาตายจำนวนมาก แต่ยังต้องรอผลตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างปลาและน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู รวมถึงตรวจสอบปริมาณแอมโมเนียในน้ำ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนจากแหล่งอุตสาหกรรมและปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ โดยคาดว่าผลการตรวจวิเคราะห์จะมีความชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษรายงานผลการตรวจสอบพื้นที่ใกล้บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม ที่เกิดคราบน้ำมันสีรุ้ง หลังสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 สระบุรี เก็บตัวอย่างน้ำเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จำนวน 3 จุด บริเวณที่พบคราบสีรุ้ง ผลตรวจพบสารเคมีกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณใกล้บ่อฝังกลบดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษจะประสานกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและประเมินผลกระทบเพิ่มเติม พร้อมเตรียมเก็บตัวอย่างตะกอนดินโดยรอบภายหลังระดับน้ำลดลง
“รัฐบาลเข้าใจความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและประชาชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำ ขอยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบอย่างเต็มที่ และคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 สัปดาห์ สิ่งสำคัญคือการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ด่วนสรุปว่าสาเหตุเกิดจากน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว หรือเกิดจากสารเคมีอุตสาหกรรมโดยที่ยังไม่มีผลตรวจยืนยัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้องและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะติดตามผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและปลา รวมถึงการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนดูแลผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ โดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่มีคราบน้ำมันหรือมีลักษณะผิดปกติโดยตรง และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก
วางกรอบเจรจา COP17 ชูอนุรักษ์ความหลากหลายชีวภาพ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทย สำหรับการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 (CBD COP17) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ซึ่งจะจัดให้ระหว่างวันที่ 19–30 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเยเรวาน สาธารณรัฐอาร์เมเนีย เพื่อให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญระดับโลกในการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) โดยมีเป้าหมายผลักดันการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป ทั้งนี้ การประชุมประกอบด้วยการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างวันที่ 19–30 ตุลาคม และการประชุมระดับรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคม 2569 รวมถึงการประชุมภายใต้พิธีสารคาร์ตาเฮนาว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ และพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม
สำหรับกรอบท่าทีเจรจาของไทย จะยึดหลักความเป็นธรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน และการเคารพสิทธิอธิปไตยของแต่ละประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพและทรัพยากรพันธุกรรม โดยคำนึงถึงบริบทและผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและการตัดสินใจร่วมกันโดยฉันทามติ
ประเด็นสำคัญที่ไทยเตรียมผลักดัน ได้แก่ การระดมทรัพยากรและกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การติดตามความก้าวหน้าการฟื้นฟูธรรมชาติ การเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัลของลำดับพันธุกรรมอย่างเป็นธรรม การส่งเสริมบทบาทชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการเชื่อมโยงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพกับภาคเกษตร การจัดการสัตว์ป่า ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสุขภาพของประชาชน
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการพิจารณาข้อตัดสินใจระดับนานาชาติ และนำแนวทางที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
“ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพและพันธุกรรม การเข้าร่วมเวที COP17 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือและกลไกสนับสนุนที่เป็นธรรม เพื่อให้การอนุรักษ์ธรรมชาติสามารถสร้างประโยชน์ต่อชุมชน เกษตรกร และประชาชนในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรอบท่าทีเจรจาที่เสนอครั้งนี้เป็นแนวทางสำหรับการเข้าร่วมเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่การจัดทำความตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายเพิ่มเติมโดยอัตโนมัติ โดยรัฐบาลมุ่งให้การมีส่วนร่วมของไทยในเวทีระหว่างประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ การรักษาความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน
ตั้ง ‘นัฐวุฒิ แดนดี’ อธิบดีกรมอุตุฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายอิทธิพล กุลนรัตน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์และรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้ง นางสาวสุณิสา คำสองสี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปเผยแพร่ (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ) สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
3. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ มอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิ่มเติมอีก 1 ราย คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
4. เรื่อง การรับโอนข้าราชการมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอรับโอน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
5. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงคมนาคม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
6. เรื่อง ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง นายนัฐวุฒิ แดนดี ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ราย ดังนี้ ให้ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพิ่มเติม



