
20 ตุลาคม 2569 : นายสันติธาร เสถียรไทย แถลงความสำเร็จการจัดประชุม IMF-World Bank 2026 ชี้ ประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) เจ้าภาพที่โลกรัก จากผู้ร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ต่อยอดสู่การจับจ่ายใช้สอยในประเทศ (2) ผู้นำทางความคิด พร้อมเสนอ Thailand Pavilion กับ 4 แนวคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก และ (3) หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เชื่อมความเข้มแข็งภายนอก ระดับภูมิภาค สู่ระดับภายในประเทศ ปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาทักษะแรงงาน ตอบโจทย์ OECD
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความสำเร็จจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ว่า ผู้เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความยินดีและชื่นชมประเทศไทย นับเป็นความสำเร็จของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และอาสาสมัคร
“กรรมการผู้จัดการ IMF (Kristalina Georgieva) บอกว่า นี่คือ Finance Olympic ที่ประเทศไทยได้เหรียญทอง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือเป็นภาพเจ้าที่โลกหลงรัก กลุ่มที่สอง การเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ และสาม การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่น” นายสันติธาร กล่าว
นายสันติธาร กล่าวถึงประเด็นการเป็นเจ้าภาพที่โลกหลงรักว่า งานประชุม IMF-World Bank 2026 มีผู้ลงทะเบียนเกิน 19,000 คน สูงกว่าเป้าหมาย 27% นับเป็นยอดผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการประชุม IMF-World Bank อีกทั้งผู้ประชุมเป็น กลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง จากข้อมูลพบว่าพักอาศัยในประเทศไทย 9 วัน ทำให้มียอดการจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็น ด้านโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง หรือภาคบริการ แต่ที่สำคัญคือภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาโลก ทั้งการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม MICE อาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ไทย เช่น ผ้าลายท้องถิ่น ผ้าขาวม้า ฯลฯ
นายสันติธาร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยในได้รับยอมรับในการเป็นผู้นำทางความคิดที่โลกยอมรับ เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ แต่เวที IMF-World Bank 2026 ทำให้ประเทศไทยโดดเด่น และสามารถแสดงศักยภาพว่ามีสิ่งที่ดีไม่แพ้ใครในโลก ตัวอย่างสำคัญคือ Thailand Pavilion ซึ่งนำเสนอหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 ตลอดจนการสืบสาน รักษา ต่อยอด ในสมัยรัชกาลที่ 10
นายสันติธาร เสริมว่า ประเทศไทยได้เสนอการแก้ปัญหาเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจโลกอีก 4 ด้าน คือ
- โจทย์ AI กับการเปลี่ยนเศรษฐกิจและการทำงาน ซึ่งประเทศไทยนำเสนอการใช้ Small AI ที่ราคาไม่แพงในการช่วยเหลือสังคมและผู้ประกอบการ เช่น เครื่องมือนกกระซิบ
- โจทย์ภัยทางการเงิน ประเทศไทยเสนอ Bangkok Blueprint เพื่อรับมือการทุจริตทางการเงิน
- โจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีโมเดลเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ในอาคารภาครัฐ ลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงกลไกคาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างตลาดคาร์บอน
- โจทย์โลกที่แตกแยกและแตกขั้ว โดยประเทศไทยเสนอตัวเป็น Plus Connector หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความร่วมมือและความไว้วางใจ
สุดท้าย นายสันติธาร กล่าวถึงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกเชื่อมั่นและอยากลงทุนว่า ประเทศไทยดำเนินการ 2 ด้าน ทั้งความเชื่อมั่นจากภายนอกและความเข้มแข็งจากภายใน
“ด้านภายนอก เราพูดคุยให้โลกเข้าใจเศรษฐกิจและทิศทางของประเทศไทย และเปิดความร่วมมือใหม่ๆ ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ อธิบายให้เข้าใจว่าเรามีนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะน้ำมัน ดอกเบี้ย รักษาวินัยทางการคลัง และเชื่อมกับหุ้นส่วนหลายระดับ ทั้งอาเซียนและองค์กรระดับภูมิภาค และยุทธศาสตร์ระดับทวิภาคี ส่วนการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เช่น กฎระเบียบ ทักษะต่างๆ ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์ในการร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD” นายสันติธาร กล่าว
นายสันติธาร สรุปว่า “ขั้นตอนต่อไปคือการนำเหรียญทองมาให้ประชาชนคนไทย เราต้องใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในอีกหลายสิบปีข้างหน้า แต่นอกจากทำให้โลกรู้จักเราแล้ว เราต้องรู้จักตัวเองด้วยว่า วันที่มีโจทย์มากมาย…งานยากๆ แค่ไหนคนไทยก็สามารถทำได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก”



