เมื่อเกาหลีใต้จ่ายเงินให้วัยรุ่นออกจากบ้าน

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

ในโลกที่รัฐคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาการว่างงาน ความยากจน หรือการเข้าไม่ถึงการศึกษา เกาหลีใต้กำลังเผชิญปัญหาอีกชนิดหนึ่งที่วัดได้ยากกว่ามาก นั่นคือคนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งที่ค่อย ๆ หายออกไปจากสังคม

พวกเขาอาจไม่ได้ตกงานในความหมายปกติ เพราะบางคนไม่ได้หางานอีกแล้ว ไม่ได้เป็นนักเรียนเพราะไม่ได้กลับไปเรียน และไม่ได้ปรากฏตัวในพื้นที่สาธารณะมากพอที่จะถูกนับเป็นประชากรกลุ่มเปราะบางแบบที่รัฐคุ้นเคย บางคนใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหรือห้องของตัวเองเป็นเวลาหลายเดือน หลายปี หรือในกรณีหนึ่งอาจยาวนานกว่าทศวรรษ

เกาหลีใต้เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “고립·은둔 청년” หรือ isolated and reclusive youth เยาวชนและคนหนุ่มสาวที่อยู่ในภาวะโดดเดี่ยวหรือถอนตัวออกจากสังคม แนวคิดนี้มีความใกล้เคียงกับคำญี่ปุ่น hikikomori แต่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามมองมันไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล หากเป็นปัญหาทางสังคมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ตลาดแรงงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว สุขภาพจิต ไปจนถึงโครงสร้างสวัสดิการ

คนที่หายไปจากสังคมอาจมีมากกว่าครึ่งล้านคน

ในปี 2023 กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการเกาหลีใต้ประกาศมาตรการระดับชาติสำหรับคนหนุ่มสาวที่อยู่ในภาวะโดดเดี่ยวและเก็บตัวเป็นครั้งแรก หลังงานศึกษาประเมินว่าจำนวนประชากรกลุ่มเสี่ยงอายุประมาณ 19–34 ปีอาจสูงถึง ราว 540,000 คน ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่จำนวนผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยหรือขึ้นทะเบียนกับรัฐ จึงต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง แต่ขนาดของมันก็เพียงพอให้รัฐบาลเริ่มมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคลอีกต่อไป

ข้อมูลในช่วงต่อมายิ่งทำให้ประเด็นนี้น่าสนใจ งานวิเคราะห์ของ Korea Institute for Health and Social Affairs หรือ KIHASA จาก Youth Survey พบว่า สัดส่วนคนหนุ่มสาวที่เข้าข่ายถอนตัวจากสังคมเพิ่มจาก 2.4% ในปี 2022 เป็น 5.2% ในปี 2024 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า ไม่ควรตีความตรง ๆ ว่าจำนวนคนเก็บตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในสองปี เพราะส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่คนกลุ่มนี้ถูกมองเห็นและยอมเปิดเผยสถานการณ์ของตัวเองมากขึ้น

อีกตัวเลขหนึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมเกาหลีได้ดี จำนวนประชากรอายุ 20–39 ปีที่อยู่ในสถานะ “พัก” คือไม่ได้ทำงานและไม่ได้ให้เหตุผลอย่างการเรียน การดูแลครอบครัว หรือความเจ็บป่วย เพิ่มจากประมาณ 622,000 คนในปี 2022 เป็น 644,000 คนในปี 2023 และ 708,000 คนในเดือนตุลาคม 2024 แม้คนกลุ่มนี้จะไม่เท่ากับ isolated youth ทั้งหมด แต่การเพิ่มขึ้นก็ทำให้รัฐบาลกังวลกับคนรุ่นใหม่ที่กำลังหลุดออกจากทั้งระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน

พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องเพราะ “ขี้เกียจ”

สิ่งที่น่าสนใจจากการสำรวจระดับชาติของเกาหลีใต้ในปี 2023 คือสาเหตุของการถอนตัวออกจากสังคมไม่ได้มีคำตอบเดียว ประมาณ 24.1% ระบุปัญหาเกี่ยวกับการหางานหรือความล้มเหลวด้านการจ้างงาน เป็นเหตุผลหลัก ขณะที่ 23.5% ระบุปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น อีก 12.4% เป็นปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว และ 12.4% เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

นี่ทำให้ภาพของคนหนุ่มสาวที่ “เลือกขังตัวเองอยู่ในห้อง” เริ่มเปลี่ยนไป เพราะการถอนตัวอาจไม่ใช่เหตุการณ์หนึ่งครั้ง แต่เป็นปลายทางของความล้มเหลวที่สะสมต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัครงานแล้วถูกปฏิเสธ ความขัดแย้งในครอบครัว ประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง ความรู้สึกล้มเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อน ไปจนถึงปัญหาทางสุขภาพกายและใจ

ในกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ระยะเวลาที่อยู่ในภาวะโดดเดี่ยวก็แตกต่างกันมาก กลุ่มใหญ่ที่สุดประมาณ 26.3% อยู่ในสภาพดังกล่าวมาแล้ว 1–3 ปี และมีถึง 6.1% ที่อยู่ในภาวะนี้มานานกว่า 10 ปี

ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการอยู่เช่นนั้นตลอดไป ผลสำรวจพบว่า 80.8% ต้องการหลุดออกจากภาวะโดดเดี่ยวหรือเก็บตัว ตัวเลขนี้ทำลายสมมติฐานง่าย ๆ ว่า คนที่ไม่ออกจากบ้านเพียงแค่ “พอใจกับชีวิตแบบนั้น”

จากปัญหาส่วนตัว สู่ปัญหาสาธารณะ

หากคนหนึ่งไม่ออกจากห้อง เราอาจมองว่าเป็นเรื่องของเขา แต่ถ้ามีคนหลายแสนคนทำเช่นเดียวกัน ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่หลังประตูห้องนอน

National Assembly Budget Office ของเกาหลีใต้รวบรวมงานศึกษาที่ประเมินว่าปัญหาการแยกตัวของเยาวชนสร้างต้นทุนทางสังคมประมาณ 22 ล้านวอนต่อคนต่อปี และเมื่อคำนวณจากฐานประชากรที่ใช้ในการศึกษาปี 2019 ต้นทุนรวมอาจอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านล้านวอนต่อปี โดยส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่อีกส่วนมาจากสวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ตัวเลขนี้เป็นการประมาณทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่งบประมาณที่รัฐบาลจ่ายจริง แต่ทำให้เห็นว่าการปล่อยให้คนจำนวนมากหลุดออกจากระบบก็มีราคาของมันเช่นกัน

มิติทางสังคมอาจรุนแรงกว่าเรื่องเงิน ในกลุ่มผู้ตอบการสำรวจปี 2023 คนที่อยู่ในภาวะ isolated/reclusive ให้คะแนนความพึงพอใจในชีวิตเฉลี่ยเพียง 3.7 จาก 10 เทียบกับ 6.7 ในประชากรหนุ่มสาวทั่วไป และ 28.7% ระบุว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเลยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับเพียง 0.9% ในกลุ่มทั่วไป

เมื่อปัญหามีขนาดระดับนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงเริ่มเปลี่ยนคำถามจาก “ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ช่วยตัวเอง” เป็น “ระบบสาธารณะจะพาพวกเขากลับมาเชื่อมต่อกับสังคมได้อย่างไร”

แล้วเกาหลีใต้ ‘จ่ายเงินให้ออกจากห้อง’ จริงหรือไม่?

ในปี 2023 กระทรวงความเท่าเทียมทางเพศและครอบครัวของเกาหลีใต้ขยายระบบ Special Support for Youth in Crisis ให้ครอบคลุมเยาวชนที่อยู่ในภาวะเก็บตัวด้วย ระบบดังกล่าวรองรับเยาวชนอายุ 9–24 ปีที่เผชิญปัญหาทางสังคมหรือเศรษฐกิจ และสามารถให้ความช่วยเหลือเป็นเงินหรือสิ่งของ ครอบคลุมค่าครองชีพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าตรวจและให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และค่าเล่าเรียน โดยเพดานความช่วยเหลือด้านการดำรงชีพถูกเพิ่มเป็น 650,000 วอนต่อเดือน

สื่อบางแห่งจึงพาดหัวในทำนองว่าเกาหลีใต้ “จ่ายเงินเดือนละ 650,000 วอนให้คนหนุ่มสาวออกจากบ้าน” แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้หมายความว่าคนที่เก็บตัวทุกคนสามารถลงทะเบียนแล้วรับเงินจำนวนนี้โดยอัตโนมัติ เงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบช่วยเหลือเยาวชนในภาวะวิกฤติ ซึ่งกลุ่ม reclusive youth ถูกเพิ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีสิทธิเข้าถึงการช่วยเหลือ

ขณะเดียวกัน นโยบายสำหรับคนหนุ่มสาวอายุ 19–34 ปีของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการเดินไปอีกทางหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2024 รัฐเริ่มระบบค้นหาและให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะทาง มีบริการฟื้นฟูชีวิตประจำวัน การให้คำปรึกษา การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมกลุ่ม การสนับสนุนครอบครัว ตลอดจนการเชื่อมกลับเข้าสู่การศึกษา การฝึกอาชีพและตลาดแรงงาน

สำหรับวัย 9–24 ปี รัฐบาลยังเริ่มโครงการนำร่องแบบ one-stop ใน 12 พื้นที่ในปี 2024 ตั้งแต่การค้นหาคนที่กำลังเก็บตัว การประเมินระดับปัญหา การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว การรักษาและฟื้นฟู ไปจนถึงการเรียนและการกลับเข้าสู่สังคม

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การเอาเงินไปล่อให้ใครเปิดประตูห้อง แต่คือการสร้าง “ทางกลับ” ให้คนที่ต้องการกลับมา

บางครั้งปัญหาอาจไม่ใช่คนที่อยู่ในห้อง แต่อยู่ที่โลกข้างนอกห้อง

กรณีของเกาหลีใต้น่าสนใจเพราะมันบังคับให้เรากลับมาถามว่าเส้นแบ่งระหว่าง “ปัญหาส่วนตัว” กับ “ปัญหาสาธารณะ” อยู่ตรงไหน

หากคนหนุ่มสาวหนึ่งคนหางานไม่ได้ เราอาจบอกให้เขาพยายามมากขึ้น แต่ถ้าคนหลายแสนคนกำลังหลุดออกจากตลาดแรงงานพร้อมกัน เราอาจต้องเริ่มตั้งคำถามกับโครงสร้างตลาดแรงงาน หากคนหนึ่งไม่มีเพื่อน เราอาจเรียกมันว่าปัญหาความสัมพันธ์ แต่ถ้าสัดส่วนประชากรที่บอกว่าไม่มีใครให้พูดด้วยเวลารู้สึกหดหู่เพิ่มจาก 21.8% ในปี 2019 เป็น 31.6% ในปี 2023 นั่นอาจกำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างของสังคมเอง

การมอง social withdrawal เป็นปัญหาสาธารณะจึงไม่ได้หมายความว่ารัฐต้องบังคับทุกคนให้ออกมามีชีวิตแบบเดียวกัน หรือถือว่าการอยู่คนเดียวเป็นความผิดปกติ แต่หมายถึงการยอมรับว่ามีความแตกต่างระหว่าง “ฉันเลือกอยู่คนเดียว” กับ “ฉันอยากกลับไปใช้ชีวิต แต่ไม่รู้ว่าจะกลับอย่างไร”

ตัวเลข 80.8% ที่บอกว่าต้องการออกจากภาวะโดดเดี่ยวอาจเป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ เพราะมันชี้ให้เห็นว่าหลังประตูห้องจำนวนมากไม่ได้มีคนที่ปฏิเสธสังคมอยู่เสมอไป แต่อาจมีคนที่เคยพยายามเข้าร่วมกับมันแล้วล้มเหลวซ้ำ ๆ จนการหายตัวไปกลายเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า

และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเกาหลีใต้จึงเริ่มมองว่า หน้าที่ของรัฐไม่ควรเริ่มต้นเมื่อคนเหล่านี้เดินออกมาขอความช่วยเหลือเท่านั้น ในที่สุดแล้ว หน้าที่ของรัฐอาจเป็นการสร้างเงื่อนไขให้พวกเขารู้สึกว่า ข้างนอกห้องยังมีพื้นที่ให้กลับมาได้อีกครั้ง