บทวิเคราะห์โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์

ต่อจากตอนที่2 ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.2): …เบื้องหลังชัยชนะพรรคภูมิใจไทย
ตอน 3: ผลกระทบและอนาคตการเมืองไทยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย (Implications and Future Trajectory)
เสถียรภาพระยะสั้นและการปิดกั้นขั้วก้าวหน้า
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทย และการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ช่วยคลี่คลาย “ทางตันทางการเมือง” และสร้างเสถียรภาพชั่วคราวให้กับกลุ่มอนุรักษ์นิยม รัฐบาลชุดนี้สามารถสกัดกั้นพรรคประชาชนและพรรคร่วมฝ่ายก้าวหน้าไม่ให้เข้าสู่อำนาจได้สำเร็จ โดยไม่ต้องพึ่งพาวิธีการนอกระบบที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหารหรือการใช้มาตรการตุลาการภิวัตน์ ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับเสถียรภาพของประเทศเช่นในอดีต
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมโดยตรง เช่น การประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) กับกัมพูชาเพื่อตอบสนองกลุ่มชาตินิยม และการควบคุมกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการเสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่เปิดให้ผู้ทรงคุณวุฒิและวุฒิสภา (ที่พรรคกุมเสียงข้างมากผ่านเครือข่าย) มีอำนาจยับยั้ง เพื่อปกป้องโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ให้ถูกรื้อถอน รวมถึงการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมที่ตัดสิทธิ์คดีมาตรา 112 ออกอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อปิดฉากข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันของกลุ่มเยาวชน
ความเปราะบางและกับดักระยะยาว: เมื่อการเมืองอุปถัมภ์ย้อนกลับมาทำลายเสถียรภาพ
แม้ในระยะสั้นรัฐบาลภูมิใจไทยจะดูมั่นคง แต่ในระยะยาว บทวิเคราะห์เตือนว่าโครงสร้างอำนาจนี้เต็มไปด้วยความเปราะบาง และอาจนำไปสู่วิกฤติครั้งใหม่ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้
1. ปัญหาการจัดสรรโควตาและการพึ่งพิงเครือข่ายอุปถัมภ์: การที่รัฐบาลต้องตอบแทนตระกูลบ้านใหญ่ด้วยการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญตามโควตาเครือข่าย ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นรัฐบาลผู้เชี่ยวชาญ (Technocracy) ลดลงอย่างมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการมอบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ทายาทบ้านใหญ่ ซึ่งเผชิญข้อครหาเรื่องความโปร่งใสและการดำเนินโครงการเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (เช่น โครงการ TH-AI Passport) จนสร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนและชนชั้นกลาง
2. ความเสี่ยงจากการไม่มีรากฐานอุดมการณ์รองรับ: พรรคภูมิใจไทยไม่มีฐานมวลชนที่ผูกพันด้วยอุดมการณ์ระยะยาว ความเหนียวแน่นของพรรคขึ้นอยู่กับทรัพยากร งบประมาณ และผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือทรัพยากรเหล่านี้ไม่เพียงพอ เครือข่ายบ้านใหญ่และ สส. มุ้งต่างๆ ย่อมมีแรงจูงใจสูงที่จะแตกแยก แย่งชิงทรัพยากร หรือแปรพักตร์ไปหาขั้วการเมืองอื่น
3. ชนวนเหตุความขัดแย้งของชนชั้นกลาง: หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาปากท้องได้ และยังคงปล่อยให้ระบบอุปถัมภ์และการทุจริตเบ่งบาน ชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษนิยมสายสุจริตที่เคยหนุนพรรคเพราะความจำยอม อาจหันมาต่อต้านและมองว่ารัฐบาลชุดนี้ไร้ความชอบธรรม ซึ่งอาจนำมวลชนลงสู่ท้องถนนอีกครั้ง
บทสรุปส่งท้าย
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ชัยชนะทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไม่จำเป็นต้องมาจากอุดมการณ์อนุรักษนิยมเสมอไป พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็น “ยานพาหนะทางอำนาจ” ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรวบรวมบ้านใหญ่และกลไกราชการเพื่อค้ำจุนขั้วอำนาจเดิมในสภา
แต่ทว่า การฝากอนาคตไว้บนความเปราะบางของระบบอุปถัมภ์และการเมืองบ้านใหญ่ โดยปราศจากรากฐานอุดมการณ์ที่มั่นคง อาจทำให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและระเบียบการเมืองไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงครั้งใหญ่ เมื่อแรงกดดันจากความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในอนาคต
ถอดความจาก: “Bhumjaithai’s Victory : A Conservative Win?” By Napon Jatusripitak ที่มา: สถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute (ตีพิมพ์ในชุด Trends in Southeast Asia, ฉบับที่ 28/2026)



