ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.2): …เบื้องหลังชัยชนะพรรคภูมิใจไทย

บทวิเคราะห์โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย

ต่อจากตอนที่ 1 https://thaipublica.org/2026/10/napon-jatusripitak-bhumjaithais-victory-a-conservative-win/

ตอน2:  เบื้องหลังชัยชนะพรรคภูมิใจไทย (Behind the Win: Patronage, Baan Yai, and the Mirage of Ideology)

ความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะระบุว่าพรรคภูมิใจไทย (BJT) เป็นพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประวัติศาสตร์ของพรรคเสียก่อน ซึ่งถูกนิยามด้วยเครือข่ายตระกูลการเมือง (dynastic networks) ความยืดหยุ่นเชิงอุดมการณ์ และฉวยโอกาสทางการเมือง มากกว่าความสอดคล้องทางนโยบายหรืออุดมการณ์

Behind the Win: Patronage, Baan Yai, and the Mirage of Ideology

ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นชื่อเดิมก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นพรรคเพื่อไทย นายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์และอดีตมือขวาของ ทักษิณ ชินวัตร สมัยพรรคไทยรักไทย ได้นำกลุ่ม ส.ส. แยกตัวออกจากค่ายฝั่งสนับสนุนทักษิณ และเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปัตย์ การย้ายขั้วดังกล่าวได้รับการประสานงานโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ร่วมกับนายทหารระดับสูง ซึ่งปูทางให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้การนำโดยพฤตินัยของเนวิน พรรคภูมิใจไทยได้กลายเป็นยานพาหนะทางการเมืองให้กับ สส. กลุ่มที่ย้ายขั้วเหล่านี้ และได้รับผลตอบแทนเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของอภิสิทธิ์

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ในแทบทุกรัฐบาลผสม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประยุทธ์ (พ.ศ. 2562–2566) หรือรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย (พ.ศ. 2566–2568) พรรคภูมิใจไทยต่างเล่นบทบาทเป็น “ผู้ชี้ชะตาจัดตั้งรัฐบาล” (kingmaker) โดยใช้คะแนนเสียงในสภาแลกเปลี่ยนกับโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี และจัดสรรทรัพยากรของรัฐเพื่อหล่อเลี้ยงตระกูลการเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายอุปถัมภ์ซึ่งเป็นฐานเสียงเลือกตั้งของตน

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พันธสัญญาเดียวของพรรคไม่ได้ผูกติดกับอุดมการณ์เฉพาะเจาะจงใดๆ หากแต่เป็นการได้ “อยู่ในอำนาจรัฐ” เท่านั้น ประเด็นเดียวที่อาจทำให้พรรคภูมิใจไทยแตกต่างจากพรรคการเมืองไทยอื่นๆ คือนโยบายหาเสียงเรือธงในปี พ.ศ. 2562 เรื่องการทำให้กัญชาและกัญชงถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์ ทว่าหากเทียบตามมาตรฐานตะวันตกแล้ว สิ่งนี้กลับทำให้พรรคถูกมองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้าด้วยซ้ำ

เมื่อถูกถามโดย ฟาโรส (Farose) ยูทูบเบอร์ชื่อดังชาวไทย ให้ระบุตำแหน่งของพรรคบนเส้นกราฟอุดมการณ์สองมิติที่มีแกน อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม และ ทุนนิยม-สังคมนิยม อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ระบุว่าพรรคของตนอยู่ตรงกลางพอดิบพอดี พร้อมทั้งเปรยเป็นนัยว่าพรรคพร้อมจะเคลื่อนตัวไปทุกที่ที่ “จุดศูนย์ถ่วง” อยู่

อันที่จริงแล้ว ข้อมูลการลงมติในสภาบ่งชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมักจะลงมติไปในทิศทางเดียวกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ตนสังกัดเสมอ รูปแบบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยจัดอยู่ในกลุ่มพรรคการเมืองไทยวงกว้างที่รวมตัวกันขึ้นโดยมีเป้าหมายเรื่องการเข้าถึง “อำนาจรัฐและงบประมาณแผ่นดิน” มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยชุดนโยบายพรรค

ถึงกระนั้น มีพรรคการเมืองจำนวนน้อยมากที่มีขนาดใหญ่เท่ากับพรรคภูมิใจไทยและสามารถโยกย้ายขั้วความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศได้อย่างอิสระเสรีขนาดนี้ โดยสามารถเข้าไปร่วมและโหวตสนับสนุนรัฐบาลผสมที่ตนเคยต่อต้านมาก่อนได้ และมีพรรคยิ่งน้อยลงไปอีกที่สามารถเติบโตใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลังจากการย้ายขั้ว ระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง 2568 ผ่านสองสมัยประชุมสภาและรัฐบาลผสมติดต่อกันสามชุด สถานะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสามารถทำนายพฤติกรรมการลงมติของพรรคภูมิใจไทยได้อย่างแม่นยำแทบจะสมบูรณ์แบบ (ดังกราฟิกที่ 1)

การวิเคราะห์นี้อิงจากข้อมูลการขานชื่อลงคะแนน (roll-call data) เฉพาะร่างกฎหมายที่มีการลงมติแข่งขันกันอย่างแท้จริง กล่าวคือ ร่างกฎหมายที่ฝ่ายเสียงข้างน้อยลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของเสียงทั้งหมดในสภา ในยุครัฐบาลประยุทธ์ พรรคภูมิใจไทยลงมติในทิศทางที่แทบจะไม่ต่างจากพรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษ์นิยมอื่นๆ รวมถึงพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 สัดส่วนของร่างกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยลงมติเห็นชอบสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยได้พุ่งสูงขึ้นจากต่ำกว่าร้อยละ 20 ไปทะลุร้อยละ 90 รูปแบบดังกล่าวพลิกผันอีกครั้งหลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 ส่งผลให้ออนุทินก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยต้องย้ายไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ประวัติการลงมติของพรรคสอดคล้องกับพรรคร่วมรัฐบาลของตนอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่ได้มีความสอดคล้องทางอุดมการณ์แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการรักษาจุดยืนฝ่ายค้านต่อพรรคใดพรรคหนึ่งด้วยเหตุผลทางอุดมการณ์ หรือการรักษาคำมั่นสัญญาต่อชุดนโยบายใดๆ ที่ตรวจสอบได้

พรรคภูมิใจไทยโวตเห็นด้วยกับพรรคการเมืองใหญ่ ในร่างกม.ที่พรรคต่าง ๆ เห็นแย้งกัน ที่มา : ที่มา: WeVis, Parliament Watch, https://parliamentwatch.wevis.info (accessed 3 July 2026)

อย่างไรก็ตาม ประวัติการลงมติไม่ได้สะท้อนเรื่องราวทั้งหมด นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา พรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจน เพื่อวางตำแหน่งตนเองให้เป็นขั้วตรงข้ามทางอุดมการณ์กับพรรคก้าวไกล (MFP) ฝ่ายก้าวหน้า ก่อนหน้าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภาเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 พรรคภูมิใจไทยปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลใดๆ ที่มีพรรคก้าวไกลซึ่งชนะการเลือกตั้งรวมอยู่ด้วย โดยอ้างถึงจุดยืนของพรรคก้าวไกลในการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเป็นการประท้วงการเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล สส. ของพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่งถึงกับเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายใหม่ที่อนุญาตให้ใครก็ตามสามารถยิงผู้ที่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ โดยที่ผู้ยิงไม่ต้องรับโทษจำคุก ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น พรรคภูมิใจไทยได้คัดค้านญัตติของพรรคก้าวไกลที่เสนอให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าประเด็นคำถามประชามตินั้นมุ่งไปที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งจะเปิดช่องให้มีการแก้ไขหมวดว่าด้วยรูปแบบของรัฐและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2568 พรรคภูมิใจไทยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติล้างมลทินหรือนิรโทษกรรมของตนเอง โดยกำหนดให้การยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นหลักการสำคัญที่ไม่สามารถแตะต้องได้ นอกจากนี้ ทางพรรคยังได้เปลี่ยนมาใช้โลโก้พรรคเป็น “สีน้ำเงินเข้ม” ซึ่งอนุทินได้ขยายความว่าเป็นสัญลักษณ์แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความขัดแย้งเชิงประจักษ์: คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ VS ที่นั่ง สส. เขต

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในผลคะแนนการเลือกตั้งปี 2569 จะพบความย้อนแย้งที่ชัดเจนระหว่างคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) กับความสำเร็จในระบบเขตเลือกตั้ง แม้พรรคภูมิใจไทยจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตมาได้ถึง 173 ที่นั่ง แต่ในส่วนของ คะแนนพรรคภาพรวมระดับประเทศ พรรคภูมิใจไทยกลับได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพียงประมาณ 6.5 ล้านเสียง (คิดเป็นร้อยละ 18.5) เท่านั้น พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคประชาชนที่กวาดคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไปมากกว่า 11 ล้านเสียง (ร้อยละ 31.5)

สัดส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ (บัญชีรายชื่อ) และสัดส่วนที่นั่งในสภาของพรรคการเมืองชั้นนำ (การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569) ที่มา: Author’s creation based on data from the Election Commission of Thailand, “ผลการเลือกตั้ ง สส. ทั่ วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569” [General election results, 8 February 2026], https://ectreport69.ect.go.th/general/overview (accessed 3 July 2026)

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคภูมิใจไทยสามารถชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นอันดับหนึ่งในเขตเลือกตั้งทั่วประเทศเพียง 56 เขตเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ที่ชนะจำนวนที่นั่งรวมมากที่สุด แต่กลับไม่ได้ชนะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงสุด สิ่งนี้ยืนยันว่าความนิยมในตัวพรรคหรือนโยบายในภาพรวมระดับประเทศไม่ได้สูงส่งตามจำนวนที่นั่งในสภา และไม่ใช่ชัยชนะที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง

พลังขับเคลื่อนที่แท้จริง: เครือข่าย ‘บ้านใหญ่’ และตระกูลการเมืองท้องถิ่น

หากอุดมการณ์ไม่ใช่คำตอบ แล้วอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จถล่มทลายของภูมิใจไทย? คำตอบอยู่ที่ “เครือข่ายบ้านใหญ่” (Baan Yai) และระบบอุปถัมภ์ท้องถิ่น

พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงดูดและรวบรวมตระกูลการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิพลทั่วประเทศเข้ามาสังกัดภายใต้ร่มธงเดียวกันมากถึง 78 ตระกูล (ส่งผู้สมัครที่เป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ 92 คน และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ถึง 76 คน) โดยเฉพาะฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ) และจังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น ชลบุรี

ข้อมูลเชิงสถิติชี้ว่า ผู้สมัครที่เป็นสมาชิกตระกูลบ้านใหญ่มีอัตราการชนะเลือกตั้งในระบบเขตสูงถึงร้อยละ 49 ขณะที่ผู้สมัครหน้าใหม่หรือนอกเครือข่ายบ้านใหญ่ของพรรคมีอัตราการชนะเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น

ตระกูลบ้านใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนคะแนนเสียงระดับพื้นที่ ผ่านหัวคะแนน เครือข่ายชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และการดูแลผลประโยชน์ท้องถิ่น ทำให้คะแนนเสียงในระดับเขตถูกผูกขาดด้วยตัวบุคคลและเครือข่ายความสัมพันธ์ มากกว่าความผูกพันที่มีต่ออุดมการณ์ของพรรค

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กพรรคภูมิใจไทย

ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง: กระทรวงมหาดไทยและกระแสชาตินิยมชายแดน

นอกจากเครือข่ายบ้านใหญ่แล้ว พรรคภูมิใจไทยยังมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีก 2 ประการ ได้แก่:

1. การกุมกลไกกระทรวงมหาดไทย: การที่แกนนำพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยต่อเนื่อง ทำให้พรรคสามารถสร้างความได้เปรียบในการบริหารจัดการและโยกย้ายข้าราชการระดับภูมิภาค (เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต เครือข่ายการเมืองที่สอดประสานกับฝ่ายปกครองทำให้การหาเสียงในพื้นที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. กระแสชาตินิยมจากวิกฤตชายแดน: เหตุการณ์ข้อพิพาทและปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ประกอบกับความเพลี่ยงพล้ำของพรรคคู่แข่งในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้พรรคภูมิใจไทยฉวยจังหวะชูบทบาทพิทักษ์อธิปไตยเคียงข้างกองทัพ ส่งผลให้คะแนนเสียงใน 7 จังหวัดชายแดนพุ่งสูงขึ้นอย่างโดดเด่น (เฉลี่ยร้อยละ 28.4 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอย่างมีนัยสำคัญ)

ถอดความจาก: “Bhumjaithai’s Victory : A Conservative Win?”  By Napon Jatusripitak ที่มา: สถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute (ตีพิมพ์ในชุด Trends in Southeast Asia, ฉบับที่ 28/2026)