IMF ชวน “เควิน วอร์ช” ไขโจทย์ AI เปลี่ยนโลก

เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มองว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญที่สุด ในระยะสั้น การลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีใหม่กำลังกระตุ้นอุปสงค์และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ก่อนที่ประโยชน์ ด้านผลิตภาพและศักยภาพการเติบโตจะปรากฏชัดในระยะกลาง พร้อมชี้ว่า AI จะเปลี่ยนทั้งเศรษฐกิจจริง และวิธีดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ขณะที่ยังเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น และสามารถเป็นผู้นำการเติบโต ของโลกโดยไม่จำเป็นต้องเป็นเกมที่มี ผู้ชนะและผู้แพ้

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ระหว่างการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(Federal Reserve) ให้เข้าร่วมการสนทนาพิเศษในช่วง Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh โดยมีคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) เป็นผู้ดำเนินการสนทนา

คริสตาลินา นำเข้าสู่การสนทนาด้วยการแนะนำนายเควิน สั้นๆว่า ประธานวอร์ชเป็นผู้ที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายมาอย่างเอาจริงจังตลอดทั้งชีวิต ใช้เวลาในอาชีพการงานอยู่ที่จุดตัดระหว่างนโยบายการเงิน การเงิน และการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และสามารถมองประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแค่ระบบการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจากหลากหลายมุมมอง ในฐานะนักวิชาการ ในตลาดการเงิน และในภาคส่วนภาครัฐ

ก่อนหน้าที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เควิน วอร์ชเป็นนักวิชาการรับเชิญ(distinguished visiting fellow) ของ Shepard family ด้านเศรษฐศาสตร์ที่สถาบันแวนคูเวอร์ (Vancouver Institute) เป็นอาจารย์ผู้บรรยายที่บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Graduate School of Business) และเป็นหุ้นส่วนในสำนักงานจัดการทรัพย์สิน Duquesne family office วอรซเคยร่วมงานกับมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) และเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ในประเด็นตลาดทุนและการธนาคาร

คริสตาลินกล่าวว่า “ส่วนที่ชอบที่สุดในเส้นทางอาชีพของเควินคือตอนที่เขาทำงานอยู่ที่ธนาคารกลางสหรัฐเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลาที่ท้าทายและยากลำบากที่สุด เควินอยู่ที่เฟดในช่วงวิกฤติการเงินโลก และอยู่ที่เฟดในฐานะผู้ว่าการที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยวัยเพียง 35 ปี”

คริสตาลินกล่าวต่อว่า เควิน วอร์ซมีความเข้าใจลึกในตลาดการเงิน มีบทบาทสำคัญในการฝ่าฟันช่วงเวลาที่ซับซ้อนที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ และได้ร่วมโต๊ะประชุมกับผู้ที่มีบทบาทในการตัดสินใจครั้งสำคัญในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มีผลกระทบตามมามากที่สุดในชีวิตสำหรับหลายๆ คน ดังนั้น เควิน วอร์ซจึงแก้ไขวิกฤติต่างๆ จากภายใน และในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เควิน วอร์ซได้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมมาก ซึ่งสามารถพูดด้วยความชื่นชมได้เลยว่า มาพร้อมประสบการณ์ แต่คุณภาพอีกประการหนึ่งที่มีซึ่งหาได้ยากมากก็คือ มีคำตอบที่ผ่านการไตร่ตรองอย่างลึกต่อคำถามต่างๆ และไม่เคยหลีกเลี่ยงที่จะรับฟังความคิดเห็นที่อาจแตกต่างไปจากตัวเอง เมื่อเควิน วอร์ซตกลงที่จะมาร่วมการประชุมที่ประเทศไทย ก็หาทางที่จะทำให้การสนทนาพูดถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ และเจาะลึกเข้าไปในความคิดของเควิน วอร์ซให้มากขึ้น

จากนั้นคริสตาลินานำเข้าสู่คำถาม โดยกล่าวว่า จะเริ่มต้นจากจุดที่โลกของเราเป็นอยู่ ณ วันนี้ การประชุมประจำปีในปีนี้ มีการพูดคุยกันถึงเศรษฐกิจโลกที่มีความแข็งกร่ง (resilient)และฟื้นตัวได้ดี แต่ก็พูดถึงความเปราะบางของความแข็งแกร่งนี้ รวมถึงความแตกต่างที่หลากหลายระหว่างแต่ละประเทศด้วย มีการอภิปรายกันว่าอะไรคือแหล่งที่มาของความยืดหยุ่นนั้น และจะยังคงต่อไปได้หรือไม่ จะยั่งยืนไหม และต้องใช้อะไรบ้างเพื่อให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้นจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ สำหรับวันนี้ที่จะขอให้เควิน วอร์ซมองเศรษฐกิจโลก

เควิน วอร์ซ กล่าวขอบคุณคริสตาลินา สำหรับการแนะนำตัว แต่ขอเห็นต่างในประวัติย่อที่คริสตาลีนาพูดถึงว่าส่วนที่เธอชอบที่สุดในประวัติการทำงานของเขาคือช่วงวิกฤติการเงินโลก โดยบอกว่าไม่ใช่ส่วนที่เขาชอบเลย แต่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างมาก

“ผมต้องบอกเลยว่าผมยังมีแผลเป็นหลงเหลืออยู่บ้างจากช่วงเวลาที่มืดมนและลึกที่สุดของวิกฤตการเงินโลก ผมอาจจะมีแผลเป็นจากช่วงเวลานั้นมากเกินไปหน่อย แต่มีแผลเป็นมากเกินไปก็ยังดีกว่ามีน้อยเกินไป”

สิ่งพยายามทำ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากเดิมสำหรับผู้กำหนดนโยบายก็คือ คือการมองไปข้างนอก ในแวดวงธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และการกำหนดนโยบายมักจะมุ่งเน้นไปที่อดีต ประวัติศาสตร์ และดูข้อมูล ซึ่งบางครั้งคิดว่าเป็นข้อมูลร่วมสมัย แต่ที่จริงแล้วคือข้อมูลที่ล่าช้า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แน่นอนว่ายังสามารถมุ่งเน้นเวลาและความสนใจไปที่อนาคตได้เป็นอย่างมาก และย่อมต้องการที่จะรู้ว่าปี 2027 และ 2028 จะเป็นอย่างไร แต่”ไม่มีใครในพวกเราที่เป็นผู้พยากรณ์ที่สมบูรณ์แบบได้”

“สิ่งที่ผมพยายามทำในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ผมพยายามมองออกไปนอกหน้าต่างให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ธนาคารกลางสหรัฐทำแบบนี้ประมาณปีละ 8 ครั้งจากการประชุม FOMC กัน และในการประชุมเดือนกันยายน ก็ได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่เห็นในเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ คืออะไร

“ผมพูดได้กว้างๆ ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่นั้น โลกสอดคล้องกับความคาดการณ์ของเราโดยทั่วไป เราจะประชุมกันอีกสองสามครั้งในปีนี้ และนั่นจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้มองออกไปนอกหน้าต่าง ว่าเห็นอะไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับผลผลิต เกิดอะไรขึ้นกับการจ้างงาน เกิดอะไรขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อ”

วอร์ซยอมรับว่า ธนาคารกลางสหรัฐและนโยบายของเฟดมีผลสืบเนื่อง (spillover)ไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก แต่นโยบายของส่วนอื่นๆของโลกก็ส่งผลสะท้อนกลับมาหาเฟดเช่นกัน ในเดือนที่แล้วเฟดได้ประเมินไปแล้ว และจะประเมินอีกครั้งในการประชุมเดือนตุลาคมและการประชุมเดือนธันวาคม

วอร์ซย้อนกลับมาเล่ามุมมองที่อาจจะเก่า แต่บอกว่าน่าจะยังคงใช้ได้อยู่ คือ เมื่อ 20 ปีที่แล้วในการประชุมแบบนี้ ได้มีการพูดคุยกัน “ภาวะเศรษฐกิจซบเซาเรื้อรัง (Secular Stagnation)” แต่ตอนนี้มีการเติบโตเชิงโครงสร้าง มีคลื่นการลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกประเทศในรูปแบบเดียวกัน แต่ในสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่

ในอดีตแนวคิดเรื่อง “ภาวะซบเซาเรื้อรัง” มักให้ความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้กำหนดนโยบายไม่อาจทำอะไรได้ แต่บทเรียนที่ได้รับนับแต่นั้นมาชี้ว่า “เรามีอะไรให้ทำได้มากมาย” โดยนโยบายมีความสำคัญ และคลื่นการลงทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลจากนโยบายที่ดี ทั้งนโยบายมหภาคที่ดี ประกอบกับรากฐานจุลภาค (Micro-foundations) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดเพิ่งกล่าวถึงในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง”น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่กำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกในด้านบวก”

อย่างไรก็ตาม วอร์ซระบุว่าต้องพิจารณาอย่างสมดุลตามบทบาทของธนาคารกลาง โดยจากการหารือกับผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ที่ร่วมประชุมในช่วงสองวันที่ผ่านมา ต่างได้ยินเสียงสะท้อนคล้ายกันถึงปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศแตกต่างกันไป

“สำหรับธนาคารกลางสหรัฐ เราได้แสดงจุดยืนไว้อย่างชัดเจนมากว่าเราจะรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเราได้ลดมาตรการผ่อนคลายลงไปส่วนหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว ผมจะไม่ตัดสินล่วงหน้าเกี่ยวกับการประชุมในแต่ละครั้งจะมีผลอย่างไร และไม่คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะประกาศตั้งแต่ตอนนี้ว่าเฟดจะดำเนินนโยบายอย่างไรในการประชุมที่เหลือของปี” วอร์ซกล่าว พร้อมแซวคริสตาลินาว่า คงผิดหวังที่เขาไม่ยอมเปิดเผยทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมเฟดครั้งต่อไป “เราเลิกคุยเรื่องนี้กันได้แล้ว เฟดกำลังเข้าสู่บทใหม่ และเราไม่จำเป็นต้องมานั่งกังวลกับเรื่องพวกนี้อีกต่อไป แต่เราสามารถพูดคุยกันต่อในประเด็นไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ”

คริสตาลินา:เมื่อมองออกไปข้างนอก สิ่งที่เห็นคือเศรษฐกิจบางแห่งกำลังเดินหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ในส่วนอื่นๆ ผลกระทบจากสงครามกลับฉุดเศรษฐกิจให้ดิ่งลง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเศรษฐกิจกำลังขึ้นหรือลงก็ตาม คือภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง แรงกดดันด้านราคาที่มาจากทุกสารทิศ และหนึ่งในสาเหตุ คือวิกฤติพลังงานในตะวันออกกลาง แต่อีกหนึ่งสาเหตุคือการลงทุนเกี่ยวกับ AI ที่แข็งขันด้วยเช่นกัน ดังนั้น คำถามก็คือ จากมุมมองด้านนโยบายการเงิน เราควรคิดอย่างไรกับผลกระทบของ AI ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อะไรที่เรากำลังให้ความสนใจน้อยเกินไป จนควรต้องหันมาให้ความสนใจมากกว่านี้ในวันนี้หรือไม่

วอร์ซ: “เทคโนโลยีใหม่นี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกในชั่วชีวิตของผมในสายงานนี้ ดังนั้น ผมจึงมองเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ในฐานะธนาคารกลาง ก็มองด้วยความรอบคอบและมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน”

AI จะส่งผลหลายๆ อย่าง ประการแรก เปลี่ยนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยส่งผลกระทบต่อ “ด้านอุปสงค์” ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อ “ด้านอุปทาน” หมายความว่า AI คือแรงกระแทกทางอุปทานที่เป็นบวก (Positive supply shock) ในระยะกลาง แต่บนเส้นทางที่จะไปสู่แรงกระแทกทางอุปทานที่เป็นบวกนั้น กลับเห็นอุปสงค์รวมที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มองว่าแรงกระแทกนี้แตกต่างจากแรงกระแทกอื่นๆ เช่น แรงกระแทกจากสงคราม ความขัดแย้งทางทหาร และเรื่องอื่นๆ AI มีประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในอนาคตข้างหน้า

ประการที่สอง จะเปลี่ยนวิธีดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง เป็นเรื่องใหญ่สำหรับธนาคารกลาง เพราะมีการดำเนินงานที่ต้องพยายามกลั่นกรองข้อมูลที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (Noisy data) จากทั่วโลกในบางรูปแบบ โดยได้ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากสถิติทางการในสหรัฐฯ จากสำนักสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics) จากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Affairs) และนำมากลั่นกรองและปรับใช้ข้อมูลด้วยโมเดลแบบเก่าเพื่อพยายามหาแนวโน้มเงินเฟ้อ แต่อีกไม่นานนี้ก็จะไม่ใช่วิธีแบบเดิมที่ยากอีกต่อไป

ธนาคารจะสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดในโลกได้เพียงแค่ปลายนิ้ว สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์ใหม่ๆ เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเหล่านั้น เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าข้อมูลนั้นบอกอะไร

“ผมคิดว่ามันจะเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินไปอย่างสิ้นเชิง”

ประการที่สาม AI จะเปลี่ยนแปลงภาคเศรษฐกิจจริง (Real economy) แม้เรายังไม่อาจคาดการณ์ผลกระทบต่อการจ้างงานในอีก 12-18 เดือนข้างหน้าได้ แต่เชื่อว่าเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจในประเทศที่นำไปใช้อย่างมีประสิทธิผล และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่เส้นทางสู่จุดนั้นน่าจะ “ขรุขระมาก” ทั้งจากความเข้าใจต่อเทคโนโลยีที่ยังจำกัด และความไม่แน่นอนว่าโครงสร้างตลาดของเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางการเงิน และผู้ที่วางเดิมพันไว้ว่าจะทำเงินได้จะได้รับผลกระทบอย่างไร หากโครงสร้างตลาดไม่เอื้ออำนวย

“แม้ผมมีมุมมองเชิงบวกต่อเรื่องนี้ แต่ต้องถ่วงดุลด้วยความมุ่งมั่นต่อภารกิจประจำวันของธนาคารกลาง และมองว่านี่เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้น ซึ่งในอีกหนึ่งทศวรรษหรือหนึ่งศตวรรษข้างหน้า คนรุ่นหลังจะหันกลับมามองและเห็นว่าส่งผลกระทบอย่างมหาศาล”

“งานของเราในฐานะผู้กำหนดนโยบายคือการรับมือกับมันด้วยความมุ่งมั่นในระดับเดียวกัน” พร้อมระบุว่า สำหรับคำถามใหญ่ที่ยากและยังไม่มีความสำคัญต่อสถานการณ์นโยบายปัจจุบันมากนัก ธนาคารกลางจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์นโยบายในยุคถัดไป

ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาคณะทำงานเฉพาะกิจภายนอก (external task forces) ที่เฟดริเริ่มขึ้นเมื่อราว 4-5 เดือนก่อน จึงมีคณะหนึ่งที่เน้นเรื่องผลิตภาพและการจ้างงาน โดยจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นภาคสนามครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ย่านเบย์แอเรีย (Bay Area) เพื่อถกเถียงและหาแนวทางรับมือประเด็นดังกล่าว

“ผมเชื่อว่าเฟดตั้งโจทย์ได้ถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่ามีคำตอบที่ถูกต้องหรือยัง” จึงเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก ทั้งในคณะทำงานและชุมชนวงกว้าง เข้ามามีส่วนร่วม โดยหวังว่าจะเกิดผลงานเชิงรูปธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะสหรัฐฯ เท่านั้น เพราะสิ่งที่เฟดกำลังดำเนินการและตรวจสอบนี้ถือเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก (global public goods) และไม่แน่ว่า IMF หรือธนาคารกลางของกลุ่ม G20 อื่น ๆ อาจนำบางส่วนไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง

“นั่นคือความหวังและความคาดหวัง ยิ่งพวกเขาทำได้ดีเท่าไร เราก็ยิ่งทำได้ดีขึ้นเท่านั้น”

คริสตาลิน่า:เมื่อมองถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ควบคู่ไปกับความตื่นเต้นต่อศักยภาพด้านผลิตภาพ (productivity) ซึ่งประกอบกันเป็น “สามเหลี่ยม” ของประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ (หรืออาจเป็นภาวะเงินเฟ้อชะลอลงในอนาคต) ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน และด้านบวกของผลิตภาพ คำถามคือ ในสามประเด็นนี้ คณะทำงานเฉพาะกิจ (task forces) ควรให้น้ำหนักกับประเด็นใดมากที่สุด และในมุมมองของคุณเอง อะไรคือประเด็นหลักที่ครอบงำความคิดของผู้กำหนดนโยบายการเงินในเวลานี้

วอร์ซ: ผมเคยอยู่ในคณะทำงานแบบนี้มาก่อนที่จะมารับตำแหน่งปัจจุบัน จึงเข้าใจดีว่าสิ่งที่คณะทำงานต้องการคือโจทย์คำถาม และเพื่อความตรงไปตรงมา ผมจะติดตามความคืบหน้าของคณะทำงานทั้งห้ากลุ่มเป็นระยะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องให้อิสระแก่พวกเขาด้วย

สำหรับคณะทำงานด้านผลิตภาพและการจ้างงาน ด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล และด้านอัตราเงินเฟ้อ เเป้าหมายคือให้สร้างทุนทางปัญญาชิ้นใหม่ แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินแห่งสหรัฐฯ (FOMC) และและแบ่งปันมุมมองกับสาธารณชนในวงกว้าง เพื่อดูว่าจะจุดประกายความคิดใหม่ได้หรือไม่ มิฉะนั้นผู้กำหนดนโยบายในแวดวงธนาคารกลางก็อาจวนเวียนอยู่กับความคิดเดิม ๆ

ความเสี่ยง tail risks เกิดขึ้นได้กับแรงกระแทกทุกครั้ง ดังนั้นจะไม่พยายามเลือกความเสี่ยงหางด้านใดด้านหนึ่งขึ้นมาแล้วบอกว่าดีไปเสียทั้งหมด สิ่งที่จะบอกคือ สหรัฐฯ กำลังลงทุนผ่านเงินทุนภาคเอกชนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลากหลายประเภท ในบริษัทใหม่ ๆ จำนวนมาก โดยมีการวางเดิมพันในส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างตลาด ซึ่งการตัดสินว่าใครถูกหรือผิดเป็นหน้าที่ของตลาดการเงิน ส่วนหน้าที่ของธนาคารกลางคือการถอยออกมาประเมินว่าสถานการณ์จำลองต่าง ๆ จะกระทบต่อพันธกิจ (remit) ของเฟดอย่างไร

พันธกิจของเฟดคือเสถียรภาพด้านราคาและการจ้างงานเต็มที่ แต่จากประสบการณ์ที่เคยมาทำงานที่ IMF เมื่อ 20 ปีก่อน เฟดจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินด้วย อย่างไรก็ตาม มองว่าธนาคารกลางและกลุ่มผู้กำหนดนโยบายระหว่างประเทศไม่ควรทำหน้าที่หยุดยั้งความเบี่ยงเบนจากผลลัพธ์แบบฐาน (modal outcome) แต่ควรถามว่ามีความเสี่ยงหางด้านลบ(negative tail risks) ใดบ้างที่สามารถรับมือได้ และต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองอย่างมากในการตอบคำถามนี้

“ผมได้มอบอำนาจเต็มให้คณะทำงานตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือข้อดี อะไรคือข้อเสีย และสิ่งเหล่านี้กระทบเราอย่างไร เช่นเดียวกับที่ผมจะไม่ตัดสินล่วงหน้าเกี่ยวกับการประชุม FOMC ผมก็จะไม่ด่วนสรุปผลการศึกษาของคณะทำงานเช่นกัน”

คริสตาลิน่า: วันนี้เป็นวันที่ 148 ที่คุณเข้ารับตำแหน่ง ได้ข้อสรุปอะไรที่ไม่มีในวันแรกของการทำงาน และมองการทำงานในตำแหน่งนี้ต่อไปอย่างไร

วอร์ซ: ยอมรับว่าอาจไม่เก่งเรื่องการสำรวจตัวเองนัก แต่ขอเริ่มด้วยการบอกว่า ดีใจที่เคยทำงานอยู่ในเฟดมาก่อน เพราะหากไม่เคยอยู่ที่เฟดมาห้าปีครึ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญบางช่วง ก็คงลังเลมากกว่านี้ในการนำเสนอและทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ภายในองค์กรที่มีพนักงานราว 23,000 คน เพื่อสำรวจว่าเฟดจะ “เขียนบทใหม่” ได้หรือไม่ ท่ามกลางการใช้ประโยชน์สูงสุดจากธรรมเนียมปฏิบัติของเฟด แต่ก็ตระหนักว่านี่คือโลกใบใหม่

“มักมีคนพูดว่าผู้ที่เข้ามาร่วมองค์กรควรนำมุมมองแบบคนนอกเข้ามา แต่ผมขอถ่วงดุลว่าองค์กรก็ต้องการความรู้แบบคนวงในเช่นกัน และผมพยายามมองว่ายืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนนอกกับคนวงใน”

สำหรับบทเรียนจาก 148 วันแรกในตำแหน่ง สิ่งแรกคือขีดความสามารถของเฟดที่ลึกมาก ซึ่งยอมรับว่าเคยกังวลอยู่บ้าง เพราะออกจากองค์กรไปนานถึง 15 ปี และไม่แน่ใจว่าบุคลากรที่มีความสามารถอาจโยกย้ายออกไปแล้ว แต่ความจริงคือยังมีบุคลากรคุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโชคดีที่ตอนยังอายุน้อย คนกลุ่มนี้ก็ยังหนุ่มสาวเช่นกัน พวกเขาทุ่มเทต่อพันธกิจของเฟดอย่างยิ่ง และภูมิใจที่ได้พูดว่าทำงานที่เฟดไม่น้อยกว่ากัน

การดำเนินนโยบายให้ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่กุญแจสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ถูกต้อง และเมื่อลงลึกเข้าไปในองค์กร ก็พบผู้คนที่ปราดเปรื่องกำลังทดลองแนวคิดใหม่และท้าทายกันเอง “สำหรับคนภายนอก เฟดอาจดูเหมือนทุกคนอ่านบทเดียวกัน แต่ลึกลงไปมีบางสิ่งที่น่าประทับใจมาก” ยอมรับว่าประหลาดใจในแง่บวกกับจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถ

สิ่งที่ต้องทำในการบริหารองค์กรเหล่านี้คือการดึงศักยภาพของบุคลากรออกมาใช้ ให้ได้ประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขารู้ ควบคู่ไปกับการทบทวนและจัดระเบียบใหม่ พร้อมกับหาวิธีนำสิ่งเหล่านั้นไปปรับใช้

สิ่งที่ทำได้ไม่ดีในช่วง 148 วันแรก ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ทุกคนรวมถึงสื่อมวลชนต่างมุ่งเน้นไปที่นโยบายการเงิน ทั้งที่ 75% ของบุคลากรในเฟดไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง แต่ดูแลภารกิจอื่นที่สภาคองเกรสมอบหมาย ทั้งการกำกับดูแลและกฎระเบียบ ระบบการชำระเงิน และกิจการผู้บริโภคและชุมชน “ผมยังทำได้ไม่ดีพอในการสื่อสารให้บุคลากรเหล่านี้รู้ว่า ใส่ใจประเด็นของพวกเขาไม่น้อยไปกว่านโยบายการเงิน และผู้นำเฟดต้องเป็นผู้นำของทุกส่วนในองค์กร”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับธนาคารกลางไม่ใช่แท่นพิมพ์ธนบัตร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่พลังที่แท้จริงมาจากความน่าเชื่อถือของสถาบัน” ความน่าเชื่อถือนี้เป็นสิ่งที่ประธานเฟดในอดีตได้สร้างไว้ และหนทางเดียวที่จะดำเนินนโยบายให้สำเร็จคือการรักษาความน่าเชื่อถือนั้นไว้ หากส่วนใดของเฟดพลาดพลั้ง เช่น ด้านการกำกับดูแลหรือการชำระเงิน ก็จะสะท้อนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือของสถาบันทั้งหมด

ในช่วง 100 วันข้างหน้า จะพยายามให้ความสำคัญกับส่วนงานอื่น ๆ เหล่านั้นอย่างเท่าเทียมกัน เพราะมีความสำคัญเช่นกัน และเมื่อมารับตำแหน่งแบบนี้ ก็ต้องเป็นผู้นำในทุกส่วน และต้องรักองค์กรนี้มากพอที่จะย้อนกลับไปพิจารณาหลักการพื้นฐาน (first principles) แทนที่จะยึดติดกับความคิดว่า “เราทำแบบนี้เพราะทำกันมาตลอด”

คริสตาลินา:ในฐานะประธานเฟดคนที่ 17 เมื่อมองย้อนกลับไป อะไรคือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเป็นผู้นำของอดีตประธานเฟด และเคยคิดไปถึงสิ่งที่อยากทิ้งไว้เบื้องหลังหรือไม่ และอยากให้ผู้คนจดจำประธานเฟดคนที่ 17 ในฐานะอะไร

วอร์ซ:“148 วัน ผมไม่ได้อยู่ในงานที่สร้างคุณค่าทางประวัติศาสตร์ (legacy business) งานส่วนหนึ่งคือการพยายามทำนโยบายให้ถูกต้อง”

“ผมไม่คิดว่าเข้ารับตำแหน่งในช่วงเวลาที่ง่ายที่สุด แต่เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด จึงไม่ได้คิดเรื่องสิ่งที่จะทิ้งไว่ในแง่นั้น” แต่ขอกล่าวถึงอดีตประธานเฟด ซึ่งโชคดีที่ได้รู้จักหรือเคยร่วมงานกับอดีตประธานห้าคนล่าสุด

ตอนถูกเรียกตัวในฐานะผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการเฟดตั้งแต่อายุ 35 ปี สมาชิกอาวุโสของคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภารายหนึ่งดูไม่แน่ใจว่าผมเหมาะสมหรือไม่ จึงส่งไปพบพอล วอลก์เกอร์ (Paul Volcker) ผมเรียกวอลก์เกอร์ว่า “ท่านประธาน” และกล่าวติดตลกว่า หากเป็นยุคนี้คงถ่ายเซลฟีและพกหนังสือไปขอลายเซ็น เพื่อแสดงว่ายังเป็นแค่เด็กอยู่เลย

วอร์ซได้เรียนรู้จากอดีตประธานแต่ละคน ทั้งยุควอลก์เกอร์ กรีนสแปน และเบอร์นันเก้ ซึ่งต่างรับมือกับช่วงเวลาของยุคสมัยแต่ละคนได้ดี แม้ต้องเผชิญความท้าทายที่ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าไม่เคยเจอ และสามารถนำพาสถาบันให้ก้าวทันช่วงเวลานั้นได้

“ผมหวังว่าจะไม่ต้องเผชิญความท้าทายเช่นนั้น และหวังให้ช่วงเวลาราว 3 ปี 8 เดือนข้างหน้าราบรื่น แต่พวกเขาก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว พวกเขาทำสำเร็จ”

อดีตประธานเฟดทั้งสามรายทำสำเร็จ เพราะรักสถาบันมากพอที่จะไม่กลัวท้าทายและเปลี่ยนแปลง และการคิดเรื่องการปฏิรูปไม่ใช่เรื่องแย่ โดยแต่ละรายทำการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อรับมือกับช่วงเวลาของตนเอง

อดีตประธานทั้งสามแตกต่างกันมาก แต่ล้วนพบบุคลากรที่มีความสามารถมหาศาลในสถาบันเช่นเดียวกันา และต้องเผชิญสถานการณ์นโยบายที่ไม่มีตำราเล่มไหนเขียนไว้ แต่ก็หาทางจัดการได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีผลงานสมบูรณ์แบบ แต่ทุกคนพยายามดำเนินนโยบายให้ดีที่สุด ซึ่งเป็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

ประธานเฟดคนที่ 17 ไม่อาจทำตัวเหมือนประธานคนที่ 13, 14 หรือ 15 ได้อีก เพราะ “ไม่มีสถานะเดิม (status quo ante) ให้กลับไปหาแล้ว” โดยโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าช่วงใด ๆ ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องตื่นตัวและถามอยู่เสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหมายถึงอะไร

แม้ได้แรงบันดาลใจจากอดีตประธาน และภูมิใจที่ทั้งสามทิ้งสถาบันไว้พร้อมความน่าเชื่อถือที่มากขึ้น ซึ่งทำให้งานของเฟดรุ่นหลังง่ายขึ้น แต่”ผมไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการมองย้อนหลัง หากใช้เวลาส่วนมากมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อตั้งคำถามว่าจริง ๆ แล้วอะไรกำลังเกิดขึ้น”

ถึงตรงนี้วอร์ซโยงไปที่สุนทรพจน์ที่กล่าวไว้ที่แจ็กสันโฮล (Jackson Hole) เมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในธีมของสุนทรพจน์นั้นคือ งานแรกของธนาคารกลางคือการซักถามความจริง ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจริง ๆ พร้อมอ้างถึงออร์เวลล์ (Orwell) ว่า สิ่งที่ยากที่สุดที่จะรู้คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

“อย่างน้อยสำหรับผมเอง การรู้ว่าข้างนอกนั้นเกิดอะไรขึ้นอย่างแม่นยำเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่าการประชุมแบบนี้ การได้ฟังมุมมองของผู้อื่นและดูว่าเกิดอะไรขึ้นในเศรษฐกิจของพวกเขา สำคัญอย่างแน่นอน และผมวางแผนจะทำเช่นนี้ให้มากขึ้น”

คริสตาลินา:“แล้วการประชุมเหล่านี้จนถึงตอนนี้สร้างความประทับใจอะไรให้คุณบ้าง ในอดีตที่ผ่านมา และอะไรคือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากที่นี่และอยากนำกลับไปบอกเพื่อนร่วมงานของคุณ”

วอร์ซ: มีสองสามเรื่องที่จะนำกลับไปบอกเพื่อนร่วมงาน โดยเรื่องแรกคือทุกประเทศมีความท้าทายร่วมกัน ซึ่งในสหรัฐฯ เศรษฐกิจจริงมีความยืดหยุ่น และคลื่นการลงทุนที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะ AI แต่กำลังแผ่ขยายวงกว้าง เป็นลมส่งท้าย (tailwinds) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งและทนทาน ซึ่งแรงส่งแบบนี้ไม่ได้พบเห็นได้ทั่วโลก

มีสองเรื่องที่โดดเด่น เรื่องแรก เกือบทุกแห่งในเศรษฐกิจโลกมีความแข็งกร่งมากกว่าคาดการณ์ได้เมื่อห้าหรือหกเดือนก่อน หากให้คาดการณ์แบบ IMF ในเวลานั้น ก็ไม่แน่ใจว่าจะเห็นสมาชิก G20 จำนวนมากประคองตัวได้ แต่ขณะนี้หลายเศรษฐกิจกำลังไปได้สวย ซึ่งกับสหรัฐฯก็พูดได้ แต่ไม่คิดว่าจะพูดได้กับประเทศจำนวนมากขนาดนี้

เรื่องที่สอง คือความท้าทายร่วมกันเรื่องเงินเฟ้อซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ละประเทศเลือกทำสิ่งที่จำเป็นภายใต้อำนาจหน้าที่ในประเทศที่ได้รับมอบจากสภาของแต่ละประเทศ แม้จะมีผลสืบเนื่อง (spillovers) และผลสะท้อนกลับ (spillbacks) แต่ได้ยินความมุ่งมั่นจากเพื่อนร่วมงานทั่วโลกในการส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา

เรามีเครื่องมือต่างกันและลำดับขั้นตอนต่างกัน แต่ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ทุกฝ่ายทำในสิ่งที่ถูกต้องตามการวินิจฉัยและขอบเขตอำนาจของตน ก็เกิดการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียงกัน (synchronous tightening) ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วโลก นั่นหมายความว่าไม่มีใครเป็นผู้โดยสารฟรี (no free riders) เรามองเห็นสิ่งเดียวกันและกำลังลงมือทำ และผมมองว่านี่คือพัฒนาการเชิงบวก”

“แม้แต่ละประเทศมีเครื่องมือและลำดับขั้นตอนต่างกัน แต่ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเกิดการใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอย่างสอดคล้องพร้อมเพรียงกัน (synchronous tightening) ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครเกาะกระแสโดยไม่ทำอะไร (no free riders) เรามองเห็นสิ่งเดียวกันและกำลังลงมือปฏิบัติ ผมมองว่านี่เป็นพัฒนาการเชิงบวก”

คริสตาลินาปิดท้ายด้วยคำถามว่า มีอะไรที่วอร์ซอยากบอกกับผู้เข้าร่วมฟังในห้องนี้ ซึ่งเธอไม่ได้ถาม

วอร์ซ ตอบว่า “ผมซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อทุกคนที่ทำงานอยู่ในเฟด โลกกำลังเคลื่อนตัวเร็วขึ้น และวิธีที่ผู้กำหนดนโยบายคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนไปในระดับที่เมื่อ 5-10 ปีก่อนอาจยากจะเชื่อ ผมซาบซึ้งในเพื่อนร่วมงานและบุคลากรของเฟด รวมถึงความเปิดกว้างต่อแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งสัมผัสได้ทั้งจากการหารือส่วนตัวกับผู้ดำเนินรายการและจากผู้ว่าการธนาคารกลางในกลุ่ม G20

เป้าหมายของเฟดคือการดำเนินนโยบายให้ถูกต้องและคิดทบทวนคำถามใหม่ โดยสิ่งที่ไม่ต้องการได้ยินคือคำพูดทำนอง “เราทำแบบนี้มาตลอด” หรือ “โมเดลบอกว่าเป็นเช่นนี้” “ผมชอบกรอบแนวคิด (frameworks) มากกว่าโมเดลที่มีพฤติกรรมย้อนกลับเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (mean-regressing models)”

“ด้วยความช่วยเหลือจากคริสตาลินาและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก เราจะผ่านช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งนี้ไปได้” และแม้อาจฟังดูมองโลกในแง่ดีเกินไป แต่มีความหวังว่าอย่างน้อยสหรัฐฯ สหรัฐฯ จะก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีความทนทานมากขึ้น พร้อมศักยภาพที่เพิ่มขึ้นในการเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยการเติบโตนั้นไม่ใช่เกมที่ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสีย

“พร้อมหวังว่าแนวคิดใหม่ ๆ ที่เฟดคิดค้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่น ๆ”