
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ชูไทยเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ ทำหน้าที่สร้างสะพานท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่แตกขั้วและการแข่งขันของมหาอำนาจที่รุนแรงขึ้น โดยใช้บทบาทของประเทศขนาดกลางเชื่อมประเทศใหญ่เข้ากับประเทศเล็ก พร้อมผลักดันความร่วมมืออาเซียนด้านการค้า พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล และย้ำว่าการสร้างความเชื่อมั่นต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและภายในประเทศ
ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในการเสวนา Thai MOF Flagship Event เป็นกิจกรรมของประเทศเจ้าภาพ หัวข้อ “Building Resilience in a Fragmented World” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ที่กรุงเทพฯ มีผู้ร่วมอภิปรายได้แก่ นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก (World Bank) นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) นางริกกา ปูร์รา (Riikka Purra) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศฟินแลนด์ และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยมี นายไฟซาล อิสลาม (Faisal Islam) บรรณาธิการเศรษฐกิจ BBC ดำเนินการเสวนา
นายไฟซาลเปิดเวทีด้วยการวางประเด็นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความแตกแยกจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤติพลังงานที่ก่อตัวขึ้นจากภูมิภาคอ่าว แต่หากย้อนไปเมื่อ 6–8 เดือนก่อน หลายฝ่ายคงคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกจะหนักหนากว่าที่เกิดขึ้นจริงมาก เรื่องราวที่เห็นจึงเป็นเรื่องของความสามารถในการปรับตัว คำถามต่อผู้ร่วมเวทีคือ โลกกำลังใช้ “ทุนสำรอง” ของความยืดหยุ่นอยู่หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันสำรอง สินค้าคงคลัง หรือแม้แต่ความเป็นมิตรระหว่างกัน และความยืดหยุ่นนี้จะอยู่ไปได้อีกนานเพียงใด
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับเชิญให้ตอบเป็นคนแรกในฐานะเจ้าภาพ เห็นด้วยว่าโลกอยู่ในภาวะแตกขั้ว และกลับมาขยายความข้อเสนอเรื่อง “Trusted Connector” อีกครั้งในช่วงที่สองของเวที โดยเสนอให้ไทยใช้จุดยืนประเทศขนาดกลางเชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก แต่ย้ำว่าความไว้วางใจระหว่างประเทศจะไร้ความหมาย หากประชาชนในประเทศไม่ได้รับประโยชน์ จึงต้องเปลี่ยนเงินลงทุนต่างชาติให้เป็นขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และโอกาสของ SMEs ไทย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
แต่ข้อเสนอของไทยไม่ได้ลอยขึ้นมาโดดๆ เนื่องจากผู้ร่วมอภิปรายอีกสามคนได้ปูภาพใหญ่ไว้ ตั้งแต่โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ต้นทุนของความแตกแยก ไปจนถึงบทเรียนของประเทศขนาดเล็กที่ไม่ยอมตกเป็นผู้เสียเปรียบ

World Bank โลกแตกขั้วเปิดโอกาสการค้า–เงินทุน แต่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น
นายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ริ่มจากการชี้ว่า โมเดลเศรษฐกิจโลกที่ใช้กันมาตลอด 30–40 ปี ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วเป็นตลาดบริโภค ส่วนประเทศกำลังพัฒนาเป็นฐานการผลิต และสร้างงาน ขีดความสามารถ ความรู้ ตลอดจนชนชั้นกลางให้ประเทศกำลังพัฒนา กำลังเปลี่ยนไป “ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันบนฐานของความไว้วางใจและการไหลเวียนของสินค้า ได้เปลี่ยนไปแล้วสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในบางมิติ”
นายอาเจย์อ้างข้อมูลจากผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การค้าโลกขยายตัวถึงสี่เท่า สัดส่วนของประเทศกำลังพัฒนาในการค้าโลกเพิ่มจาก 20% เป็น 40% และครึ่งหนึ่งของการค้าในกลุ่ม 40% นี้ เกิดขึ้นระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง “โมเดลเก่าแบบประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนากำลังเปลี่ยนไป เป็นประเทศกำลังพัฒนาค้าขายระหว่างกันและสร้างห่วงโซ่ของตัวเองขึ้น ซึ่งก็คือสะพานข้ามกำแพงในแบบหนึ่ง”
นายอาเจย์ยังกล่าวถึงตัวเลขที่เขาเห็นว่าคนไม่ค่อยให้ความสนใจ คือ ระดับการค้าภายในภูมิภาค โดยการค้าของอาเซียนประมาณ 50% ถึง 55% เป็นการค้าขายกันเองภายในภูมิภาค นับว่าเกาะเกี่ยวกันค่อนข้างดี ขณะที่เอเชียใต้ลดลงเหลือราว 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนแอฟริกาตัวเลขยิ่งต่ำลงไปอีกและละตินอเมริกายิ่งต่ำกว่านั้น โอกาสจากการทำให้การค้าภายในภูมิภาคเข้มแข็งขึ้นจึงยังมีอีกมาก และปัญหาก็ไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อตกลงการค้า เพราะในรอบทศวรรษที่ผ่านมามีการลงนามข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคและทวิภาคีไปราว 100 ฉบับ “ไม่ใช่ว่าเราไม่มีข้อตกลง แต่เราไม่ได้ลงมือทำตามข้อตกลงเหล่านั้น” นายอาเจย์กล่าว สิ่งที่ต้องทำคือลดอุปสรรคทางการค้าและภาษี ทำให้ขั้นตอนศุลกากรสะดวกและง่ายขึ้น
ในด้านเงินทุน นายอาเจย์ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารภาคเอกชนก่อนมาอยู่ธนาคารโลก บอกว่าสมัยก่อนเงินทุนไหลไปทั่วโลกได้อย่างเสรี และไม่ต้องพิจารณาหลายครั้งในการนำเงินไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง แล้วสามารถมั่นใจว่าจะทำงานร่วมกับเงินทุนนั้นได้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปมากแล้ว กระนั้นเมื่อนักลงทุนต้องการกระจายแหล่งลงทุน ก็กลายเป็นโอกาสของตลาดเกิดใหม่เช่นกัน
ในมุมมองของนายอาเจย์ เงินในคลังของรัฐบาลมีไม่มากพอ สถานะทางการเงินของภาครัฐทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในโลกที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ทั้งหมดล้วนตึงตัวทั้งสิ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า เงินทุนบริจาคเพื่อสังคม (Philanthropic Capital) และเงินทุนจากภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมมือกัน เพราะไม่สามารถพึ่งพาแค่เงินทุนภาครัฐได้
นายอาเจย์กล่าวว่า เงินทุนภาคเอกชนจะไหลเข้าไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งๆ จะพิจารณาจาก 3 สิ่ง
ประการแรก ประเทศนั้นมี โครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้หมายถึงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น สะพาน ถนน สนามบิน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ระบบดิจิทัล เท่านั้น แต่รวมถึง โครงสร้างพื้นฐานทางมนุษย์ ด้วย เช่น การศึกษา การฝึกทักษะ และการสาธารณสุข
ประการที่สอง ซึ่งสำคัญมาก คือ ธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม กฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายล้มละลาย และความสะดวกในการเริ่มต้นธุรกิจ หากต้องใช้ใบอนุญาตถึง 61 ใบในการเปิดโรงแรมในประเทศนี้ เทียบกับเพียง 7 ใบในอีกประเทศหนึ่ง เงินจะไปที่ไหน เรื่องนี้ฟังดูง่ายและเป็นเรื่องพื้นฐานมาก แต่ความเป็นจริงของการเมืองในชีวิตประจำวันกลับเข้ามาแทรกแซง
“นั่นคือสิ่งที่สร้างอุปสรรคที่แท้จริงต่อการเข้ามาของเงินทุนภาคเอกชน การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและทางมนุษย์ รวมถึงกฎระเบียบที่ซับซ้อนหรือคุณภาพธรรมาภิบาลที่ต่ำลง ซึ่งลดความไว้วางใจในระบบ และลดความแน่นอนคาดเดาได้ของผลลัพธ์ที่จะได้” นายอาเจย์กล่าว
เมื่อจัดการสองข้อแรกได้แล้ว ก็สามารถพยายามลดความเสี่ยง (De-risk) ให้แก่เงินทุนภาคเอกชนผ่านหลายๆ เครื่องมือ ซึ่งนายอาเจย์กล่าวว่า มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีประเทศแคนาดาได้ช่วยจัดตั้งขึ้นในห้องปฏิบัติการภาคเอกชน (Private Sector Lab) ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังดำเนินการอยู่ ตั้งแต่ความแน่นอนทางกฎระเบียบ ประกันความเสี่ยง การสนับสนุนการเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ไปจนถึงการที่เข้ามารับความเสี่ยงชั้นแรก (First Risk)
ในปัจจุบัน งานที่ธนาคารโลกกำลังทำคือการสร้าง “ประเภทสินทรัพย์” (Asset Class) ในโอกาสการลงทุนของตลาดเกิดใหม่ เพื่อให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันเข้ามาลงทุน ผลลัพธ์ที่ได้คือตัวเลข 112,000 ล้านดอลลาร์ “และมีความหวังในระดับหนึ่งว่า ในปีต่อๆ ไป เราจะได้เห็นเงินทุนภาคเอกชนไหลเข้ามาในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้มากขึ้น”
การระดมทุนภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ของธนาคารโลกจึงเพิ่มจาก 32,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสามปีก่อน เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว สะท้อนว่านักลงทุนกำลังมองหาที่ลงเงินใหม่ ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสมดุลกับความเสี่ยง
แต่เงินทุนไม่ได้ไหลไปอย่างเท่าเทียม ประเทศอย่างอาร์เจนตินา อินเดีย และกาบอง ดึงเงินทุนเอกชนได้เพิ่มขึ้นราว 4 เท่าในสามปี บังกลาเทศและแองโกลา 3 เท่า แอฟริกาโดยรวม 2.5 เท่า แต่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำที่สุดและประเทศเปราะบางที่เผชิญความขัดแย้ง ตัวเลขนิ่งอยู่กับที่ ทางเดียวที่จะดึงทุนเอกชนเข้าไปได้ คือการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (MSMEs) ซึ่งสร้างงานราว 75% ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
ส่วนประเด็นสุดท้ายคือเรื่องทรัพยากรมนุษย์ นายอาเจย์กล่าวว่า เขาเติบโตในอินเดียและได้มาบริหารทั้ง MasterCard และธนาคารโลก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศที่เปิดรับผู้คนจากทุกมุมโลกด้วยเหตุผลของความสามารถ ไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก คือประเทศที่ได้ประโยชน์ แต่ก็กังวลว่าโลกที่แตกขั้วอาจทำให้แนวทางนี้อ่อนแรงลง ทั้งที่โลกกำลังพัฒนามีผู้มีความสามารถอยู่มากมาย
“Talent is everywhere, but opportunities are not.” คนที่มีความสามารถมีอยู่ทุกแห่ง แต่โอกาสไม่ได้กระจายไปอย่างทั่วถึง นายอาเจย์กล่าว
นายอาเจย์กล่าวว่า มีประชากรถึง 1,200 ล้านคนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปีในช่วง 12-15 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งหมายถึงโอกาสมหาศาล หากโลกมีอากาศสะอาด น้ำสะอาด การสาธารณสุข และการศึกษาที่ดีให้ และเมื่อพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาต้องการ “งาน”
นายอาเจย์อธิบายว่า “งาน” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการทำงานในบริษัทใหญ่ หรือทำงานในองค์กรเพียงอย่างเดียว อาจเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพมากขึ้นในการดำรงชีวิตอยู่บนที่ดินของตนเองและแข่งขันได้ แค่ความสามารถในการเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสรรค์และมีคุณค่าต่อสังคม
นายอาเจย์เตือนก่อนปิดเวทีว่า คนรุ่นใหม่จะไม่รอให้ผู้นำหาคำตอบ หน้าที่ของทุกคนคือทำให้คนหนุ่มสาวมีศรัทธาในอนาคต

IMF เตือนต้นทุนโลกแตกขั้วอาจสูงถึง 7% ของ GDP โลก ชี้ความไว้วางใจกำลังสูญหาย
ด้านนางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) เริ่มจากงานวิจัยของ IMF ที่เคยประเมินไว้ว่า ต้นทุนจากความแตกแยกทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 7% ของ GDP โลก “ข่าวดีคือเรายังไปไม่ถึงระดับนั้น ข่าวร้ายคือเรายังไต่ระดับสูงขึ้นอยู่”
แต่ต้นทุนที่นางคริสตาลินาเห็นว่าถูกมองข้ามมากที่สุด ไม่ใช่ตัวเลข GDP หากคือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาสของความร่วมมือที่หายไป” (Opportunity Cost of Foregone Cooperation) ซึ่งมี 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือความซ้ำซ้อน สิ่งที่ควรทำครั้งเดียวเพื่อทุกคน กลับต้องทำซ้ำหลายแห่ง เรื่องที่สองคือการค้นพบและนวัตกรรมที่สูญเสียไป เมื่อทีมวิจัยทำงานร่วมกันน้อยลง และเรื่องที่สามซึ่งนางคริสตาลินาบอกว่ารู้สึกได้มากที่สุด คือการปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างผู้คนที่ลดลง พร้อมกับความไว้วางใจที่เสื่อมถอย ทั้งที่ความไว้วางใจคือรากฐานของความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ
นางคริสตาลินาเล่าว่า เธอเติบโตในยุคสงครามเย็นฝั่งตะวันออกของม่านเหล็ก และบอกว่า “ฝั่งนั้นหนาวเหน็บทีเดียว” และการที่ต้องสูญเสียการสร้างปฏิสัมพันธ์และสะพานเชื่อมโยงที่เคยทำให้ทุกคนแข็งแกร่งขึ้นก็น่าเสียดายยิ่งนัก
นางคริสตาลิน่าย้อนไปถึงการประชุม IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 1991 ซึ่งประเทศอดีตกลุ่มยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่กลับเข้าสู่สถาบัน Bretton Woods ทำให้โลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น และผลประโยชน์ที่ตามมาคือ ความคล่องตัวและพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในยุโรป การเปิดกว้างให้แก่พรสวรรค์ที่เคยถูกกดทับเอาไว้ หลักฐานของเรื่องนี้ก็อยู่ตรงนี้แล้ว โดยยกตัวอย่างของตัวเธอเอง ” ดิฉันไม่อยากพูดเรื่องส่วนตัว แต่ดิฉันจบจาก Karl Marx University และวันนี้เป็นผู้บริหารสูงสุดของ IMF”
ในส่วนของทางออกนางคริสตาลินายอมรับว่าความกังวลด้านความมั่นคงของชาติมีเหตุผล เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทั้งการที่มหาอำนาจทางทหารบุกประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป และการที่บางประเทศใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องต่อรอง โลกที่เคยให้ค่ากับประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวและไม่เผื่อส่วนสำรอง จึงต้องนำเรื่องความมั่นคงเข้ามาคิดด้วย
“เราต้องยอมรับว่าโลกที่เคยให้คุณค่ากับสิ่งเดียว นั่นคือ “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” โดยไม่มีระบบสำรอง (Redundancies) เราพึ่งพาการค้า เราพึ่งพาคนอื่น บัดนี้ได้กลายเป็นโลกที่จำเป็นต้องนำปัจจัยด้านความมั่นคงเข้ามาพิจารณาด้วยแล้ว” นางคริสตาลินากล่าว
นางคริสตาลินนาย้ำในสองประเด็น ประเด็นแรก เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและการเงินคือแนวป้องกันด่านแรก และเป็นที่มาของความมั่นคงอย่างหนึ่ง เมื่อฐานะการคลังสั่นคลอน หรือปล่อยให้เงินเฟ้อพุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรด้านความมั่นคงก็อาจไม่เพียงพอ
โดยยกตัวอย่างหลายประเทศตลาดเกิดใหม่ที่วางนโยบายการคลัง การเงิน และภาคการเงินไว้เข้มแข็งตลอดหลายทศวรรษ รวมถึงกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ ที่วันนี้กลับกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีผลงานดีที่สุดกลุ่มหนึ่งในยุโรป เพราะได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และเตือนว่าเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางแห่ง และเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีความสำคัญเชิงระบบ ที่ขาดดุลและหนี้เพิ่มขึ้นพร้อมต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กำลังแบกภาระหนักขึ้นทุกที
ประเด็นที่สอง ประเทศต่าง ๆ ในโลกที่แตกขั้วต้องการปกป้องเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประชาชนของตน ซึ่งเหลือทางเลือกใหญ่สองทาง คือกระจายความเสี่ยง (Diversification) หรือ พึ่งตนเอง (Self-sufficiency)และปิดประตู ซึ่งนางคริสตาลินาถามผู้ร่วมฟังการเสวนาในห้องด้วยการให้ยกมือ ว่าใครเห็นว่าควรกระจายความเสี่ยง และใครเห็นว่าควรปิดประเทศ ก่อนแซวว่าอาจมีผู้เห็นต่างอยู่บ้าง แต่คงถูกเธอทำให้กลัวไปเสียแล้ว เพราะเปิดเผยความเห็นของตัวเองก่อนถาม
นางคริสตาลินาย้ำว่า การกระจายความเสี่ยงคือคำตอบ เช่นที่ยุโรปควรทำให้ตลาดเดียวสมบูรณ์ ซึ่งหากเชื่อมโครงข่ายพลังงานได้ ราคาพลังงานอาจลดลงมากกว่า 10% ส่วนเอเชีย งานศึกษาของ IMF ระบุว่า หากลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีลงได้ เอเชียอาจเติบโตเร็วขึ้นราว 1.8% ของ GDP ในระยะยาว
“ความร่วมมือและการรวมตัว ไม่ใช่สิ่งที่ในโลกอันแตกแยก ควรมองข้ามหรือหลงลืมไป ในทางตรงกันข้าม เราต้องยิ่งทำงานหนักขึ้นเพื่อมุ่งไปสู่สิ่งนั้น และแน่ใจว่าเราจะได้เห็นการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ เช่น อาเซียน และเราจะได้เห็นการสร้างเสาหลักแห่งเสถียรภาพระดับโลกเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น” นางคริสตาลินากล่าว และว่า หน้าที่ของ IMF คือการสร้างสะพานเชื่อมข้ามกลุ่มเหล่านั้น เพื่อให้ยังคงมีโลกที่เป็น “โลกใบเดียวสำหรับทุกคน”
นายไฟซาลถามว่า แปลกใจหรือไม่ที่เศรษฐกิจโลกยืดหยุ่นได้ขนาดนี้ นางคริสตาลินาตอบว่า IMF ไม่เคยอยู่ในฝั่งที่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป และไม่ได้คาดการณ์ภาวะถดถอยทั้งตอนเริ่มสงครามการค้าและหลังวิกฤติพลังงานรอบนี้ เพราะรากฐานของความยืดหยุ่นคือนโยบายที่แข็งแรงและกันชนที่ตลาดเกิดใหม่สร้างไว้ โดยมีภาคเอกชนที่คล่องตัวเป็นเครื่องยนต์ของการเติบโตในเกือบทุกประเทศ ผิดจากยุคที่รัฐเข้าไปบริหารวิสาหกิจเองเพราะคิดว่ารู้ดีที่สุด แต่ก็เตือนว่า เมื่อผ่านแรงกระแทกมาหลายครั้ง ความประมาทอาจเริ่มก่อตัวขึ้น
“Don’t take this resilience for granted. We have to work for it.” อย่าคิดว่าความสามารถในการรับมือวิกฤติจะคงอยู่ตลอดไป แต่เราต้องสร้างและรักษามันไว้

ฟินแลนด์ชี้ประเทศเล็กรับมือโลกแตกขั้วได้ ใช้จุดแข็งสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรอง
นางริกกา ปูร์รา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งกล่าวว่ามาในฐานะตัวแทนของ “ประเทศเล็กทางเหนือที่มีเศรษฐกิจเปิด” โดยฟินแลนด์เจริญรุ่งเรืองจากการบูรณาการเชิงลึกกับห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนไปให้น้ำหนักกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจึงทำให้การพึ่งพาที่มีมานานปรากฏชัดและกลายเป็นประเด็นทางวิชาการและการเมืองมากขึ้น
นางริกกายังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ช่วงเวลานี้อาจยากเป็นพิเศษสำหรับประเทศขนาดเล็กที่มีเศรษฐกิจแบบเปิด ประเทศที่ไม่พร้อมในการดูแลการป้องกันประเทศและความมั่นคงของตนเอง อาจต้องดิ้นรนและเผชิญความยากลำบากในตอนนี้มากกว่าประเทศอื่นๆ
อีกทั้งยังมองว่าช่วงเวลานี้อาจยากลำบากเป็นพิเศษสำหรับ”ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง” ที่เคยพึ่งพาพันธมิตรรายใหญ่ ซึ่งฟินแลนด์เอง ก็อ่อนไหวต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทั่วโลกและวิกฤติห่วงโซ่อุปทาน (Supply Shocks) และอื่นๆ เช่นกัน
นางริกกากล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนลักษณะเฉพาะ (Features) ของเศรษฐกิจสไตล์นอร์ดิกรวมถึงประเทศเปิด มากกว่าที่จะเป็นเพียงอุปสรรคชั่วคราว
ส่วนฟินแลนด์นั้นเป็นรัฐเอกราชที่เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสองจักรวรรดิ คือสวีเดนและรัสเซีย จึงเรียนรู้ที่จะปรับตัวและพัฒนาตัวเองเสมอ “ประเทศขนาดเล็กจริงๆ แล้วสามารถรับมือและทำได้ดีทีเดียวในสภาวการณ์เช่นนี้” นางริกกากล่าว หากพัฒนาความสามารถที่ถูกต้อง และช่วยลดแรงกดดันจากจุดคอขวดที่ก่อให้เกิดความเสียดทานและสงครามการค้า ประเทศเล็กก็อาจ “ช่วยถ่วงดุลโลกในส่วนของตน” ได้
สำหรับความเสี่ยงใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบสนองทางนโยบาย เนางริกกามองว่า ความเสี่ยงเหล่านี้ใหญ่กว่าการตอบสนองระดับชาติ
ตัวอย่างเช่น เหตุผลการขยายตัวของนโยบายอุดหนุนภาคอุตสาหกรรมภายในสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำลังมีบทบาทใหญ่ขึ้นมาก เพราะประเทศฟินแลนด์มีศักยภาพน้อยมากที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอุดหนุนเหล่านี้ ฟินแลดน์อาจเสียเปรียบในการแข่งขันรับเงินอุดหนุนระดับ EU หรือการจัดซื้อจัดจ้างร่วม หากสิ่งเหล่านั้นเอื้อประโยชน์ต่อประเทศขนาดใหญ่กว่าและบริษัทที่ใหญ่กว่า
สิ่งเหล่านี้บิดเบือนกลไกตลาดและกัดเซาะความสามารถในการแข่งขันซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ
แนวทางที่นางริกกาเสนอคือ Selective De-risking การลดความเสี่ยงเฉพาะจุด โดยบอกว่าต้นทุนบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือรักษาสมดุล ด้วยมาตรการที่มุ่งเป้าไปยังจุดคอขวด (Critical Choke Points)และความเสี่ยงสำคัญ โดยไม่ทำลายการเติบโตและความเปิดกว้างโดยรวม เป้าหมายคือลดการถูกบีบบังคับและการหยุดชะงักที่เกิดโดยไม่คาดคิด ไม่ใช่ความพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้และไม่มีประสิทธิภาพ “การให้น้ำหนักกับความมั่นคงมากเกินไปก็เป็นการทำลายตัวเองสำหรับเศรษฐกิจเปิดเช่นกัน”
ฟินแลนด์สร้างความแข็งแกร่งจากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่ความรู้เรื่องอาร์กติก เรือตัดน้ำแข็ง โทรคมนาคม แร่สำคัญ เทคโนโลยีอวกาศ ไปจนถึงควอนตัมคอมพิวติง ขณะที่ไฟฟ้าของฟินแลนด์มีราคาต่ำที่สุดในยุโรปในเวลานี้ เพราะ 95% เป็นพลังงานคาร์บอนต่ำหรือไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
นางริกกามองว่าการสร้างความพึ่งพากันแบบสองทาง (reciprocal dependencies) เพื่อรรเทาแรงกดดันจากความแตกแยกและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่แล้วในเรื่องความมั่นคงแบบรอบด้าน (Comprehensive Security) และความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Security of Supply) ทำได้ง่ายกว่าสำหรับเศรษฐกิจขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับการตัดการพึ่งพาที่ฝังรากมานานหรือการพยายามพึ่งตนเอง ด้วยการเป็นผู้ที่ประเทศอื่นให้คุณค่าในเรื่องสำคัญ ควบคู่กับห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย เครือข่ายโลจิสติกส์ที่แข็งแรง ความสัมพันธ์ทางการค้าที่ได้รับความไว้วางใจ พันธมิตรที่ไว้ใจได้ และแหล่งนำเข้าทางเลือกสำหรับสินค้าสำคัญ
นางริกกาบอกว่าการมีรัสเซียเป็นเพื่อนบ้านทำให้ฟินแลนด์ต้องเรียนรู้ที่จะขยับตัวให้เร็ว และคาดการณ์ภัยคุกคามล่วงหน้า
“เราไม่ตกใจง่าย ๆ เราจึงมีความยืดหยุ่นโดยนิยาม” นางริกกากล่าว

เอกนิติชู “Trusted Connector” เชื่อมประเทศใหญ่กับเล็ก
- โลกเปลี่ยนจาก Efficiency First สู่ Security First
ในฐานะเจ้าภาพที่ได้รับเชิญให้ตอบเป็นคนแรก ดร.เอกนิติเห็นด้วยว่าโลกอยู่ในภาวะที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ (Fragmented World) และสิ่งที่เปลี่ยนไปในเชิงโครงสร้างคือ วิธีทำธุรกิจของทั้งประเทศและบริษัท “ในอดีต ประเทศและบริษัทต่างๆ มุ่งเน้นไปที่ “ประสิทธิภาพ” เป็นอันดับแรก แต่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนมาเน้นที่ “ความมั่นคง” เป็นอันดับแรก ทุกคนต้องการกระจายตลาดเพื่อให้มั่นใจว่ามีความยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ดีพอ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ผลกระทบเกิดขึ้นผ่านสามช่องทาง ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน ซึ่งใกับนช่องทางการค้า ได้เปรียบสินค้าว่าเหมือนน้ำ เมื่อไหลมากระทบกำแพงก็ย่อมหาทางออกได้เสมอ ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และนำเข้าราว 50% จากตะวันออกกลาง แต่ใน 7–8 เดือนที่ผ่านมาไทยหาทางออกได้ โดยหันไปนำเข้าพลังงานจากประเทศในแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกา “แม้คนอื่นกำลังสร้างกำแพง เรากำลังสร้างสะพานข้ามกำแพง”
ในช่องทางการเงิน ดร.เอกนิติชี้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ซึ่งเตือนให้เห็นความสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่รัดกุมและเหมาะสม ในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเพียง 0.60% ขณะที่พันธบัตรสหรัฐฯ อายุเท่ากันเพิ่มขึ้นถึง 1.20% “สะท้อนให้เห็นว่าตลาดตอบรับต่อวินัยการเงินการคลังที่เรายึดมั่น ซึ่งได้ผล”
ส่วนช่องทางการลงทุน ดร.เอกนิติชี้ว่า ในโลกที่ไม่แน่นอน นักลงทุนพยายามหาพื้นที่เพื่อกระจายความเสี่ยงในตลาดไม่ “ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว” และไทยก็โชคดีที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์ โดยในครึ่งแรกของปีนี้ คำขอลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามายังไทยเพิ่มขึ้น 47% ถือเป็นจำนวนที่สูงมาก แต่เป้าหมายคือ การเปลี่ยนคำขอเป็นการลงทุนจริง ด้วยการลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคทางราชการ (cutting red tape) ซึ่งส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเกิน 10% ติดต่อกันสองไตรมาส “นั่นคือวิธีที่เรารับมือกับโลกแตกขั้ว”
- ประเทศขนาดกลางต้องสร้างสะพาน ไม่ใช่สร้างกำแพง
เมื่อถามว่าประเทศขนาดกลางอย่างไทยควรสร้างความยืดหยุ่นอย่างไร โดยไม่ตัดขาดจากโลก ดร.เอกนิติอธิบายผลกระทบแบบ K-shaped ว่าประเทศใหญ่ บริษัทใหญ่ และผู้มีความพร้อม อยู่บนขาบนของตัว K จึงได้ประโยชน์มากกว่า ขณะที่ประเทศเล็ก SMEs และประชาชนบางกลุ่ม อยู่บนขาล่าง จึงปรับตัวต่อแรงกระแทกได้ยาก “เราอยู่ตรงกลาง เราจึงเชื่อมทั้งสองฝั่งได้ นั่นคือบทบาทของ trusted connector และไทยขอเสนอตัวเป็นหนึ่งในผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อเชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก”
เงื่อนไขแรกคือการสร้างความไว้วางใจในระดับโลก ไทยเชื่อมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่มีกติกาเป็นฐาน “เราเชื่อมั่นในระเบียบระหว่างประเทศ (International Orders) และระบบที่อิงกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ (Rules-based System) แม้ว่าผู้เล่นรายใหญ่จะไม่เชื่อมั่น แต่เรายังคงเชื่อมั่น และเราสามารถเชื่อมโยงพวกเขาในระดับภูมิภาคได้”
- อาเซียนเป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือรูปธรรม
ดร.เอกนิติยกตัวอย่างวิกฤติพลังงาน ซึ่งไทยยังเผชิญราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด พร้อมชี้ว่าแม้อาเซียนจะมีความหลากหลาย แต่ความแตกต่างนั้นกลับเป็นโอกาส ลาวมีทรัพยากรพลังน้ำอุดมสมบูรณ์ ขณะที่สิงคโปร์มีความต้องการพลังงานมหาศาล ไทยและมาเลเซียจึงเป็นสะพานเชื่อมพลังงานจากลาวไปถึงสิงคโปร์ได้ “นั่นคือบทบาทของผู้เชื่อมโยง ในอาเซียนเราเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความยืดหยุ่นได้”
ข้อเสนอที่ตามมาคือการเพิ่มการค้าภายในอาเซียน ซึ่งดร.เอกนิติระบุว่า ปัจจุบันอาเซียนค้าขายกันเองราว 22% เทียบกับยุโรปที่ราว 60% จึงยังทำได้อีกมาก และไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า แต่รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาท ร้อมกับเตือนว่า “ในวันหนึ่ง มันก็อาจพลิกเป็นขาลงได้” จึงต้องเตรียมกรอบความร่วมมือไว้ โดยอาเซียนเพิ่งเปิดตัวกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกัน เพื่อช่วยให้ภูมิภาครับมือแรงกระแทกได้ดีขึ้น พร้อมกับเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐเข้าด้วยกัน
ดร.เอกนิติเสนอด้วยว่า ความร่วมมือไม่ควรหยุดอยู่ในภูมิภาค แต่ควรขยายไปยังยุโรปด้วย รวมถึงฟินแลนด์ โดยไทยกำลังขยายความตกลงการค้าเสรีกับยุโรป และอาจตั้งเวทีหารือร่วมกันระหว่างอาเซียนกับยุโรป และยังขอให้สถาบันระดับโลกทั้ง IMF และธนาคารโลกช่วยสนับสนุน โดยเปรียบว่าสะพานที่ไทยกำลังสร้างข้ามกำแพงต้องการ “เหล็กคุณภาพสูง” และ “ซีเมนต์ที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
“ถ้าเราเชื่อในเศรษฐกิจเปิด เชื่อในการค้าและการลงทุน เราก็ควรทำงานร่วมกันและหาทางยกระดับผลิตภาพของคน” ดร.เอกนิติกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ “นำระเบียบระหว่างประเทศกลับมา”
- จาก Global Trust สู่ Local Trust เปลี่ยนทุนเป็นขีดความสามารถของคนไทย
ดร.เอกนิติย้ำว่า การสร้างความไว้วางใจระดับนานาชาติ ไม่อาจทำได้เพียงลำพัง ต้องสร้างความไว้วางใจในประเทศควบคู่ไปด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีนี้ และเรียกว่าเป็น “Olympics of Finance” ครั้งที่สอง นับจากปี 1991 เมื่อ 35 ปีก่อน ความไว้วางใจระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากประชาชนในประเทศไม่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เงินลงทุนระหว่างประเทศที่เปิดกว้างจึงต้องเชื่อมถึงคนในพื้นที่จริง เพื่อสร้างความไว้วางใจกับพวกเขา
ดร.เอกนิติยอมรับว่า ไทยโชคดีที่อยู่บนขาบนของตัว K เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้าน AI โดยในครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ขยายตัวราว 40% แต่โจทย์ที่ใหญ่กว่าคือการเชื่อมการลงทุนจาก FDI ให้กลายเป็นความสามารถของคนไทย ผ่านการเชื่อมห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก ยกระดับทักษะแรงงาน และฝึกทักษะใหม่ (reskill) เพื่อให้ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่
ไทยจึงมีโครงการ Skill Bridge ที่เชื่อมความต้องการของนักลงทุนต่างชาติเข้ากับมหาวิทยาลัยในประเทศ และในสิทธิประโยชน์ด้าน FDI ก็กำหนดให้การลงทุนใหม่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกคนไทย เพื่อใช้โอกาสนี้ยกระดับเศรษฐกิจไทย ขีดความสามารถของคนไทย และ SMEs ท้องถิ่น
ดร.เอกนิติปิดท้ายด้วยสองประโยคที่สรุปแกนของข้อเสนอทั้งหมด
“Turn capital into capabilities.” เปลี่ยนทุนให้เป็นขีดความสามารถ
“นั่นคือนโยบายที่เราต้องทำ สร้างความเชื่อมั่นระดับโลก และสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ” ดร.เอกนิติกล่าว
“We need to build trust globally. And we need to build trust at home, locally.” เราต้องสร้างความเชื่อมั่นในระดับโลก และต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศด้วย



