โลกยิ่งแตกแยก ASEAN ยิ่งต้องเชื่อมกัน ปลดล็อกพลังเศรษฐกิจ ‘เติบโตไปด้วยกัน’

ที่มาภาพ:เพจ Facebook ASEAN+3 Macroeconomic Research Office

ภูมิภาคอาเซียน (ASEAN)อยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ ในขณะที่การค้าโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างลึก ซึ่งสร้างความท้าทายใหม่ ๆ ให้กับโมเดลการเติบโตของอาเซียนที่เปิดกว้างและพึ่งพิงการค้าเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสในการกระชับความเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและเสริมสร้างความยืดหยุ่น ซึ่งรวมถึงผ่านความร่วมมือทางการเงินในกรอบอาเซียนบวกสาม (ASEAN+3) โจทย์สำคัญของอาเซียน คือ ในโลกที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติพลังงาน และภัยธรรมชาติเกิดถี่ขึ้น ภูมิภาคนี้จะรักษาการเติบโตได้อย่างไร โดยไม่พึ่งพาอุปสงค์ภายนอกมากเกินไป

การเสวนา ASEAN in a Changing Global Landscape ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569  ที่กรุงเทพฯ  วันที่ 14 ตุลาคม 2569 แลกเปลี่ยนวิธีที่เศรษฐกิจอาเซียนสามารถรักษาความยืดหยุ่นและเสริม ความแข็งแกร่งให้กับแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่มีความไม่แน่นอนและแตกแยกมากยิ่งขึ้น โดย นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิกของ IMF นายอัตสึชิ มิมุระ(Atsushi Mimura) รัฐมนตรีช่วยการว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการต่างประเทศ แห่งญี่ปุ่น(Vice-Minister of Finance for International Affairs, Ministry of Finance, Japan) นายสก็อตต์ มอร์ริส(Scott Morris) รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย(Vice-President, Asian Development Bank:ADB), นายอีไล เรโมโลนา จูเนียร์(Eli Remolona Jr.) ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Governor, Central Bank of the Philippines) นายยาสึโตะ วาตานาเบะ( Yasuto Watanabe) ผู้อำนวยการ สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (Director,ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) และมีนายจอห์น แอกเลียนบี(John Aglionby) บรรณาะิการอาวุโสจากสำนักข่าวนิกเกอิ( Senior Features Editor at Nikkei Asia)

4 ข้อเสนอเสริมความแข็งแกร่ง

นางคริสตาลินา กิออร์กิเอวา (กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียมีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึงสองในสาม และในปี 2026 สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 68% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อาเซียนกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยเศรษฐกิจทั้ง 11 ประเทศมีขนาดรวมกัน 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่าเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มีประชากรราว 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

อย่างไรก็ตาม อาเซียนก็ไม่ต่างจากส่วนอื่นของโลก โดยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมภายนอกหลายด้าน ทั้งความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก และความเสี่ยงจากวิกฤตต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวน ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ตลอดจนความร่วมมือกับภูมิภาคอื่น

องค์กรระหว่างประเทศ ทั้ง IMF สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งต่างมีมีมุมมองและจุดเด่นที่แตกต่างกัน แต่ต่างมุ่งมั่นในเป้าหมายเดียวกันคือสนับสนุนอาเซียนในโลกที่เผชิญความเสี่ยงและความแตกแยกมากขึ้น โดย IMF และ AMRO ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกันเมื่อเร็วๆนี้

แม้อาเซียนจะผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้งและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัว แต่ปัจจุบันยังต้องรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจและปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง ซึ่งในฟิลิปปินส์ถึงกับเรียกว่า “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” จึงมีข้อเสนอสำคัญ 4 ประการ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและปลดล็อกศักยภาพการเติบโตของภูมิภาค

ประการแรก รักษาพื้นที่ทางการคลัง ประเทศต่าง ๆ ต้องรักษาทรัพยากรและพื้นที่ทางการคลัง (fiscal space) ให้เพียงพอสำหรับรับมือวิกฤติ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง แทนการอุดหนุนราคาหรือช่วยเหลือแบบถ้วนหน้า ภายใต้หลักการ “ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องราคา” (Protect people, not prices) เพื่อให้กลไกราคายังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

ประการที่สอง เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ อาเซียนควรเดินหน้าการปฏิรูปที่มุ่งเน้นกลไกตลาดและส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย IMF ประเมินว่าการปฏิรูปดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มระดับ GDP ที่แท้จริงของอาเซียนได้สูงถึง 3% ในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง

ประการที่สาม เพิ่มการค้าภายในอาเซียน ปัจจุบันการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 22% ของการค้าทั้งหมด เทียบกับสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนถึง 60% สะท้อนว่าอาเซียนยังมีโอกาสขยายการค้าและสร้างการเติบโตจากภายในภูมิภาคได้อีกมาก โดย IMF ประเมินว่าการเพิ่มการบูรณาการทางการค้าภายในอาเซียนอาจช่วยยกระดับ GDP ได้สูงถึง 5% ในระยะยาว หรือเทียบเท่ากับการเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยเข้าไปในอาเซียนอีกประมาณหนึ่งในสาม

ประการที่สี่ เร่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค อาเซียนควรเดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงระบบพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาคในระยะยาว

“อาเซียนคือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าการเติบโตไปด้วยกัน “เติบโตไปด้วยกัน” Grow together นั้นเป็นไปได้” นางคริสตาลินากล่าว

ปรับให้เหลือความยาวประมาณ 2 หน้า A4 โดยตัดข้อความซ้ำ จัดลำดับใหม่ให้เป็นข่าวชิ้นเดียว และคงประเด็นสำคัญทั้งวิกฤตพลังงาน พื้นที่การคลัง และการปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี โดยให้น้ำหนักกับข้อเสนอเชิงนโยบายของ IMF

พลังงานและภาษีสหรัฐฯ ยังเป็นความเสี่ยง

นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า แม้อาเซียนจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ภูมิภาคยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งวิกฤติพลังงาน ข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลัง และอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางการค้าภายในภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างแหล่งการเติบโตใหม่

นายกฤษณะระบุว่า วิกฤตพลังงานเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่สุดของอาเซียน เนื่องจากมูลค่าการบริโภคน้ำมันและก๊าซในภูมิภาคคิดเป็นประมาณ 7% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบแตกต่างกันไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยบรูไนและมาเลเซียเป็นผู้ส่งออกพลังงาน ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์เผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานในลักษณะที่แตกต่างกัน

ในด้านการค้า อาเซียนยังมีความยืดหยุ่นสูง แม้ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบรุนแรง แต่ภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 12.4% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้การส่งออกทั้งสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าทั่วไปยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง ปัจจัยดังกล่าว รวมถึงการกระจายแหล่งพลังงานและมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านราคา

เตือนใช้งบอุ้มราคาถ้วนหน้า บั่นทอนกันชนการคลัง

นายกฤษณะเตือนว่า ประเทศอาเซียนกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้ภาครัฐและพื้นที่ทางการคลัง ขณะที่มาตรการช่วยเหลือประชาชนจำนวนมากยังไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณสูงโดยไม่สามารถส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ได้รับผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฤษณะระบุว่า มากกว่า 50% ของมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการในภูมิภาคเป็นมาตรการแบบไม่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Untargeted Measures) ขณะที่รายได้ภาครัฐเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% ของ GDP เทียบกับกลุ่มประเทศอื่นที่มีสัดส่วนมากกว่า 15% ของ GDP ส่งผลให้ความสามารถในการสะสมทรัพยากรเพื่อรับมือวิกฤตในอนาคตลดลง

IMF จึงเสนอให้รัฐบาลยึดหลัก “ปกป้องประชาชน ไม่ใช่ปกป้องราคา” (Protect people, not prices) โดยเปลี่ยนจากมาตรการตรึงราคาหรืออุดหนุนแบบถ้วนหน้า มาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง เพื่อรักษากลไกราคาและลดภาระงบประมาณที่ไม่จำเป็น

“เมื่อจัดเก็บรายได้ได้ไม่ดีนัก และยังใช้มาตรการช่วยเหลือแบบไม่เจาะจงเป้าหมายจำนวนมาก ท่ามกลางวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน กันชนทางการคลังก็ย่อมลดลง” นายกฤษณะกล่าว

นายกฤษณะเสนอให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชน โดยยกตัวอย่างอินเดียที่นำระบบดิจิทัลมาใช้ระบุกลุ่มเป้าหมายและส่งผ่านความช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องนำความเสี่ยงระยะยาว ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสังคมสูงอายุ เข้ามาอยู่ในกรอบการวางแผนการคลังตั้งแต่ปัจจุบัน แทนการมุ่งจัดสรรงบประมาณเพื่อรับมือเฉพาะวิกฤตระยะสั้น

นายกฤษณะยกตัวอย่างการดำเนินงานในภูมิภาคแคริบเบียน ซึ่งนำต้นทุนความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาประเมินในกรอบเศรษฐกิจมหภาคและการคลัง (Macro-Fiscal Framework) เพื่อวางแผนความจำเป็นในการลงทุน ภาระงบประมาณ และการกู้ยืมในอนาคต โดยเห็นว่าอาเซียนควรให้ความสำคัญกับแนวทางดังกล่าวมากขึ้น

ลดกำแพงที่ไม่ใช่ภาษี–เปิดเสรีบริการ เพิ่ม GDP ได้ 5%

สำหรับการสร้างการเติบโตในระยะต่อไป นายกฤษณะเห็นว่า อุปสรรคสำคัญของอาเซียนไม่ได้อยู่ที่ภาษีศุลกากร แต่อยู่ที่มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดต่อการบูรณาการเศรษฐกิจภายในภูมิภาค แม้ประเทศสมาชิกจะลดภาษีระหว่างกันลงมาอยู่ในระดับต่ำแล้วก็ตาม

อุปสรรคดังกล่าวครอบคลุมทั้งข้อกำหนดทางกฎหมาย กฎระเบียบที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ และเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content Requirements) ซึ่งทำให้การค้าข้ามพรมแดนยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร

นายกฤษณะระบุว่า แบบจำลองเศรษฐกิจที่ IMF ศึกษาเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า หากอาเซียนลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ควบคู่กับการเปิดเสรีภาคบริการ อาจช่วยยกระดับ GDP ของภูมิภาคได้ประมาณ 5% ในระยะปานกลาง สะท้อนถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังสามารถปลดล็อกได้จากการปฏิรูปภายในภูมิภาค

แม้อาเซียนจะมีความเชื่อมโยงด้านห่วงโซ่อุปทานสูง โดยเฉพาะการค้าสินค้าขั้นกลาง (Intermediate Goods) ซึ่งนายกฤษณะระบุว่ามีสัดส่วนการค้าภายในภูมิภาคประมาณ 60% แต่การค้าสินค้าสำเร็จรูป (Final Goods) ยังมีการบูรณาการค่อนข้างจำกัด จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดภายในอาเซียน

นายกฤษณะมองว่า แม้ความตกลงทางการค้าของอาเซียนจะมีความครอบคลุมและลึกขึ้น แต่ยังไม่เทียบเท่ากับบางภูมิภาค การยกระดับความร่วมมือจึงต้องก้าวข้ามการลดภาษีศุลกากร ไปสู่การปรับกฎระเบียบ ลดข้อจำกัดทางการค้า และเปิดตลาดบริการให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศสมาชิก โดย IMF หวังว่าผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จะเป็นแรงจูงใจให้อาเซียนเร่งเดินหน้าการปฏิรูป

ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนและความขัดแย้งครั้งล่าสุดอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้ประเทศอาเซียนเร่งเชื่อมโยงระบบพลังงานระหว่างกัน หลังจากหารือเรื่องนี้มานานหลายทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก

นายกฤษณะยังเห็นโอกาสในการพัฒนาความเชื่อมโยงทางการเงิน โดยเฉพาะระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการทำธุรกรรม สนับสนุนการค้า และเพิ่มประสิทธิภาพของตลาดระดับภูมิภาค

ADB ชี้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ต้องลงทุนพลังงานและดึงทุนเอกชน

นายสก็อตต์ มอร์ริส รองประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤต (Resilience) กลายเป็นหลักการสำคัญในการดำเนินงานของ ADB เนื่องจากประเทศในอาเซียนต้องเผชิญความเสี่ยงหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งวิกฤตพลังงาน โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น โดยวิกฤตแต่ละประเภทมีสาเหตุและผลกระทบแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการรับมือที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

นายสก็อตต์ระบุว่า แม้การรักษาวินัยการคลังยังมีความสำคัญ แต่รัฐบาลต้องรับภาระการลงทุนและเตรียมความพร้อมในหลายด้านพร้อมกัน ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังถูกกดดันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น วิกฤตอุปทานพลังงานในปีนี้ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการระยะสั้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการเร่งลงทุนระยะกลางและระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน ขณะที่การเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดยังเป็นภารกิจสำคัญ แม้วิกฤติโควิด-19 จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นยังเพิ่มความจำเป็นในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับความเสี่ยง โดยนายมอร์ริสยกตัวอย่างประเทศไทย ซึ่งกำลังมีการผลักดันการลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย

เมื่อรัฐบาลต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อรับมือความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ภาระดังกล่าวจึงเริ่มกระทบต่อพื้นที่ทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จำเป็นต้องหาแนวทางระดมเงินทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านรูปแบบการลงทุนและเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ

สำหรับบทเรียนสำคัญจากวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา นายมอร์ริสมองว่า แนวทางที่มีความสำคัญที่สุดในระยะยาวคือ การเร่งลงทุนในแหล่งพลังงานที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ (Homegrown Energy) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกลและมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการเร่งดำเนินโครงการพลังงานที่หลายประเทศมีแผนอยู่แล้วให้เกิดขึ้นจริงเร็วขึ้น

นายระบุว่า วิกฤติพลังงานกำลังเป็นแรงผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เร่งการลงทุนด้านพลังงานภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดความเปราะบางต่อแรงกระแทกจากภายนอกในระยะยาว

ชู ASEAN Power Grid เร่งเปลี่ยนแผน 30 ปีให้เป็นโครงการจริง

นายสก็อตต์ กล่าวว่า อาเซียนยังมีศักยภาพอีกมากในการขยายการค้าและเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในภูมิภาค โดย ADB ได้ประกาศคำมั่นสนับสนุนเงินทุน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงการลงทุนในแต่ละประเทศเข้ากับการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคมากขึ้น

นายสก็อตต์ระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนเริ่มตระหนักมากขึ้นว่า ตลาดระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกันสามารถสร้างความแข็งแกร่งและโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้ความร่วมมือภายในภูมิภาคมีความสำคัญมากขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่ง ADB ให้คำมั่นสนับสนุนเงินทุน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าและการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดน โดยมอร์ริสมองว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการสร้างตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกัน และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศสมาชิกได้อย่างกว้างขวาง

นายสก็อตต์ยอมรับว่า ASEAN Power Grid เป็นโครงการที่มีการหารือกันมานานถึง 30 ปี แต่ยังมีความคืบหน้าไม่มากเท่าที่ควร เ และการดำเนินโครงการในอดีตยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามความคาดหวัง

นายสก็อตต์อธิบายว่า วิกฤติอุปทานพลังงานในปีนี้อาจทำให้ประเทศต่าง ๆ เลือกเดินไปได้สองทาง คือหันมาปกป้องความมั่นคงทางพลังงานของตนเองมากขึ้น หรือเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาตลาดพลังงานระดับภูมิภาค ซึ่ง ADB เห็นว่าทางเลือกหลังจะช่วยสร้างความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้มากกว่า

โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยตลาดที่มีขนาดใหญ่เพียงพอเพื่อรองรับการลงทุนและการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โครงการพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงในระดับที่ใหญ่ขึ้น

นายสก็อตต์ย้ำว่า ความสำเร็จของ ASEAN Power Grid ต้องวัดจากการลงทุนและการก่อสร้างโครงการที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการประกาศแผนหรือความร่วมมือ โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีข้างหน้า ซึ่งควรเริ่มเห็นความคืบหน้าของโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดน รวมถึงการติดตั้งและเริ่มใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำ

“บททดสอบไม่ใช่ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คือในอีก 1 ปี เราจะได้เห็นโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่” นายสก็อตต์กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าอาเซียนกำลังมีแรงผลักดันมากขึ้นที่จะเปลี่ยนความร่วมมือด้านพลังงานให้เป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

สถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องประสานนโยบาย

นายสก็อตต์ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศในเอเชียว่ามีความเข้มข้นมากขึ้น โดยทั้ง ADB และธนาคารโลกต่างมีบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุนการปฏิรูปนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ทำให้ความร่วมมือและการประสานงานระหว่างสถาบันมีความสำคัญมากขึ้น

ADB ได้รับความต้องการเงินกู้เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบาย (Policy-Based Lending) ในระดับสูงจากหลายประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการปฏิรูปกฎระเบียบและกรอบนโยบายเศรษฐกิจ

นายสก็อตต์เห็นว่า เมื่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งเข้าไปสนับสนุนการปฏิรูปในประเทศเดียวกัน จำเป็นต้องประสานแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อเสนอเชิงนโยบายที่ขัดแย้งกัน และสร้างพลังร่วมในการสนับสนุนรัฐบาล

พร้อมตัวอย่างการจัดตั้งและดำเนินงานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Danantara ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่ส่งผลต่อหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ กำลังเป็นหัวข้อหารือเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ต่างมีส่วนร่วมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Danantara ตามขอบเขตความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กร เพื่อสนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซียในการดำเนินการ

AMRO เสนอหลัก ACT และชี้โอกาสการรวมตลาด ASEAN+3

นายยาสึโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) กล่าวว่า แม้อาเซียนจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความแข็งแกร่งดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ได้โดยอัตโนมัติ หากต้องอาศัยการดำเนินนโยบายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

โดยเสนอให้รัฐบาลและธนาคารกลางในภูมิภาคยึดหลัก ACT ซึ่งประกอบด้วย Agile (คล่องตัว), Credible (น่าเชื่อถือ) และ Targeted (ตรงเป้าหมาย) เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ประการแรก นโยบายต้องมีความคล่องตัว (Agile) สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่อาจมองผ่านผลกระทบระยะแรกจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ แต่หากแรงกดดันลุกลามไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้างและส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ ธนาคารกลางจำเป็นต้องปรับนโยบายตอบสนองอย่างเหมาะสม

ประการที่สอง นโยบายต้องมีความน่าเชื่อถือ (Credible) โดยรัฐบาลต้องสื่อสารกับภาคเอกชนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นต่อนโยบายสาธารณะและประสิทธิภาพในการสื่อสารจะช่วยเพิ่มประสิทธิผลของมาตรการทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์มีความผันผวนสูง

ประการที่สาม มาตรการต้องตรงเป้าหมาย (Targeted) เนื่องจากหลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจึงต้องมุ่งไปยังกลุ่มที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในปัจจุบันโดยไม่บั่นทอนความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไป

นายวาตานาเบะย้ำว่า การรักษาความสามารถในการรับมือกับวิกฤตของอาเซียนจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่ปรับตัวได้ทันสถานการณ์ มีความน่าเชื่อถือ และใช้ทรัพยากรอย่างตรงจุด ท่ามกลางความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ เปิดแหล่งเติบโตใหม่ในภูมิภาค

นายยาสึโตะ กล่าวว่า การเสริมสร้างความร่วมมือและการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคมีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่แตกแยกและผลกระทบข้ามพรมแดน เนื่องจากอาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปิดกว้างทางการค้ามากที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนมูลค่าการค้าต่อ GDP สูงถึง 110% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 44% ทำให้เศรษฐกิจอาเซียนมีความอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากภายนอกสูง

นายยาสึโตะระบุว่า เป้าหมายของความร่วมมือระดับภูมิภาคไม่ใช่การหลีกเลี่ยงวิกฤตทุกครั้ง แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกและฟื้นตัวจากวิกฤติ ขณะเดียวกัน การบูรณาการทางเศรษฐกิจยังช่วยสร้างแหล่งการเติบโตใหม่จากภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดภายนอกเพียงอย่างเดียว

นายยาสึโตะยกตัวอย่างความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนบวกสาม โดยการค้าภายในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่มอาเซียนบวกสามยังมีสัดส่วนถึง 28% ของอุปสงค์ขั้นสุดท้าย (Final Demand) ของโลก เทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วน 23% สะท้อนถึงขนาดตลาดและกำลังซื้อภายในภูมิภาคที่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

นายยาสึโตะกล่าวว่า ในโลกที่มีความแตกแยกทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น สถาบันความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง AMRO มีบทบาทสำคัญในการรักษาความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ IMF และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤต

“ในโลกที่แตกแยก ความสัมพันธ์ระดับภูมิภาคที่แน่นแฟ้นขึ้นจะช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเสี่ยงมากขึ้น”นายยาสึโตะกล่าว และย้ำว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจไม่เพียงช่วยให้อาเซียนรับมือกับความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นโอกาสสร้างการเติบโตใหม่จากตลาดภายในภูมิภาค ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แบงก์ชาติฟิลิปปินส์ชี้ธนาคารกลางต้องปรับวิธีดำเนินนโยบาย หันใช้ Scenario รับมือความไม่แน่นอน

นายอีไล เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น บทบาทของธนาคารกลางไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แต่กลับมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยการรักษาเสถียรภาพด้านราคายังคงเป็นภารกิจหลัก สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ

นายอีไลระบุว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์นำการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองมาใช้อย่างจริงจังมากกว่าในอดีต โดยพิจารณาทั้งกรณีราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงและต่ำ รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่เอลนีโญทั่วไปไปจนถึงปรากฏการณ์รุนแรงที่เรียกว่า “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” (Godzilla El Niño)

แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินระดับความรุนแรงของเอลนีโญได้อย่างชัดเจน แต่คาดว่าผลกระทบจะเริ่มปรากฏในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2027 จึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไว้ล่วงหน้า

สำหรับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) นายอีไลมองว่า เทคโนโลยี AI อาจทำให้เกิดความแตกต่างด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภูมิภาคมากขึ้น โดยเกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีนมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรม AI ขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมถึงสมาชิกอาเซียนยังต้องพยายามหาบทบาทของตนเองในห่วงโซ่มูลค่า AI ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

นายอีไลหล่าวว่า ประเทศเหล่านี้อาจมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models: LLMs) แต่สำหรับอุตสาหกรรมชิปซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI นั้นมีเงื่อนไขและความท้าทายแตกต่างออกไป

อาเซียนต้องเร่งเชื่อมโยงตลาดทุนเพื่อกระจายโอกาสเติบโต

นายอีไลกล่าวว่า ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับส่วนต่างอัตราผลตอบแทนที่ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น กำลังซ้ำเติมต้นทุนการกู้ยืมและลดพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาล ทำให้การรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจยากขึ้น

นายอีไลสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือประชาชนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Support) แทนมาตรการควบคุมราคาสินค้าแบบถ้วนหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการกำหนดเพดานราคาไม่ได้ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริงลดลง แต่กลับบดบังสัญญาณราคาและอาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น

นายอีไลกล่าวว่า แม้อาเซียนและกลุ่มอาเซียนบวกสามจะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตโดดเด่นของโลก แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องเพิ่มการค้าภายในภูมิภาคควบคู่กับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความลึกและเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ปัจจุบัน ตลาดทุนของประเทศสมาชิกอาเซียนมีระดับการพัฒนาแตกต่างกันอย่างมาก โดยไทยและมาเลเซียมีตลาดทุนที่พัฒนาแล้ว ขณะที่หลายประเทศยังมีตลาดทุนขนาดเล็กและขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชน ซึ่งมาเลเซียและสิงคโปร์มีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่น

นายอีไลระบุว่า ตลาดหุ้นกู้ภาคเอกชนในบางประเทศยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนได้อย่างแท้จริง เพราะตราสารหนี้ที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงมาก จนผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงเงินทุนกลับไม่สามารถระดมทุนผ่านตลาดได้ สะท้อนข้อจำกัดในการพัฒนาตลาดทุนให้รองรับธุรกิจได้อย่างทั่วถึง

สำหรับแนวทางการเชื่อมโยงตลาดทุนอาเซียน นายอีไลเสนอให้ส่งเสริม การจดทะเบียนหลักทรัพย์ข้ามตลาด (Cross-listing) เช่น เปิดโอกาสให้บริษัทมาเลเซียจดทะเบียนในตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ และบริษัทฟิลิปปินส์จดทะเบียนในมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับกฎเกณฑ์และมาตรฐานของแต่ละตลาดให้สอดคล้องกันมากขึ้น

นายอีไลมองว่า แม้การบูรณาการตลาดทุนจะไม่มีสูตรสำเร็จและต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ รวมถึงการหารือเชิงนโยบายอย่างจริงจัง แต่การส่งเสริมการจดทะเบียนข้ามตลาดถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างตลาดทุนระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น และช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้อย่างทั่วถึง

ญี่ปุ่นแนะอาเซียนรับมือวิกฤตด้วยหลัก Triple T

นายอัตสึชิ มิมุระ รัฐมนตรีช่วยการว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการต่างประเทศ แห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า การเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤตของอาเซียนจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยในระยะสั้น ประเทศต่าง ๆ ต้องรับมือกับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ผ่านมาตรการที่ยึดหลัก Triple T ได้แก่ Targeted (ตรงเป้าหมาย), Tailored (เหมาะสมกับบริบท) และ Temporary (ชั่วคราว)

แม้ในทางปฏิบัติรัฐบาลอาจไม่สามารถดำเนินมาตรการตามหลักการดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ทุกครั้ง แต่ถือเป็นแนวทางที่ทั้งอาเซียนและญี่ปุ่นควรยึดถือ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินความจำเป็น

สำหรับระยะยาวนายอัตสีชิเสนอให้อาเซียนเตรียมรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 4 ด้าน ภายใต้แนวคิด ABCD ได้แก่

A – Aging (สังคมสูงอายุ) ประเทศสมาชิกอาเซียนมีโครงสร้างประชากรแตกต่างกัน โดยไทยและสิงคโปร์กำลังเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงอายุ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านระบบประกันสังคมและบำนาญ ขณะที่ประเทศซึ่งยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก เช่น ฟิลิปปินส์ ควรเร่งลงทุนด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการเติบโต

B – Bipolarization (การแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันจากจีนกำลังผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ กระจายห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยและเวียดนามมีโอกาสดึงดูดการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ China Plus One ขณะที่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ เช่น บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ควรใช้ประโยชน์จากความต้องการกระจายแหล่งจัดหาพลังงานและแร่สำคัญ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

C – Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นกำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอาเซียน โดยมิมูระกล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และเน้นย้ำความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือของญี่ปุ่นกับธนาคารโลกและ ADB ในด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

D – Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) ประเทศอาเซียนจำเป็นต้องเร่งลงทุนด้าน AI เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ภูมิภาคยังมีจุดแข็งในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก ทั้งการเป็นแหล่งผลิตแร่สำคัญและฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะมาเลเซียที่ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมดังกล่าว

นายอัตสึชิมองว่า แม้ปัจจัยทั้ง 4 ด้านจะเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของอาเซียน แต่หากรัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและลงทุนได้อย่างเหมาะสม ก็จะสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

จุดแข็งเกื้อหนุนกัน แรงงาน–พลังงาน–การผลิต–การเงิน ศักยภาพสร้างตลาดภูมิภาค

นายอัตสึชิกล่าวว่า การเพิ่มการค้าและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศสมาชิกแม้มีโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากรแตกต่างกัน แต่กลับมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งด้านแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และฐานการผลิต ซึ่งหากนำศักยภาพเหล่านี้มาเชื่อมโยงกัน จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจอาเซียนโดยรวม

โดยยกตัวอย่างว่า บางประเทศกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ขณะที่ประเทศอย่างฟิลิปปินส์ยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ส่วนประเทศอื่นมีทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และแร่สำคัญที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ ความแตกต่างเหล่านี้จึงเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือและแบ่งงานกันตามความได้เปรียบของแต่ละประเทศ

นายอัตสีชิมองว่า อาเซียนมีองค์ประกอบทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างครบถ้วนเมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค ทั้งประชากรวัยแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ฐานการผลิตในประเทศอย่างไทยและเวียดนาม ศูนย์กลางทางการเงินอย่างสิงคโปร์ ตลอดจนเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์สำคัญของโลกอย่างช่องแคบมะละกา

“เมื่อมองอาเซียนในภาพรวม ภูมิภาคนี้มีทั้งประชากร เงินทุน ทรัพยากรธรรมชาติ กำลังการผลิต และระบบโลจิสติกส์ เรียกได้ว่ามีองค์ประกอบเกือบทุกอย่างที่จำเป็นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ” นายอัตสสึชิกล่าว

สำหรับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียน นายอัตสึชิเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินความสัมพันธ์ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคควบคู่กัน โดยญี่ปุ่นสามารถนำจุดแข็งด้านเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงอายุ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การรีไซเคิล และการอนุรักษ์ทรัพยากร มาผสานกับศักยภาพด้านแรงงาน ทรัพยากร และการผลิตของอาเซียน

โดยเชื่อว่า การเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายจะช่วยสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกัน และเพิ่มศักยภาพการเติบโตของทั้งอาเซียนและญี่ปุ่นในระยะยาว

ญี่ปุ่นชี้บทบาท IMF ในอาเซียนเปลี่ยนสู่การเสริมความแข็งแกร่งนโยบายเศรษฐกิจ

นายอัตสึชิล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง IMF กับประเทศสมาชิกอาเซียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่วิกฤติการเงินเอเชียในช่วงทศวรรษ 1990 โดยไม่ควรประเมินบทบาทของ IMF จากการให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพียงด้านเดียว แต่ต้องพิจารณาภารกิจหลักทั้งสามด้าน ได้แก่ การให้เงินกู้ (Lending) การติดตามและประเมินภาวะเศรษฐกิจและนโยบายของประเทศสมาชิก (Surveillance) และการพัฒนาขีดความสามารถเชิงสถาบันและบุคลากร (Capacity Development)

โดยระบุว่า แม้ประเทศอาเซียนจะไม่ได้กลับมาพึ่งพาโครงการเงินกู้ของ IMF นับตั้งแต่วิกฤติการเงินเอเชีย แต่ความร่วมมือด้านการติดตามภาวะเศรษฐกิจและการพัฒนาขีดความสามารถกลับมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยความสัมพันธ์ระหว่าง IMF กับประเทศในภูมิภาคมีความใกล้ชิดและตอบสนองต่อความต้องการด้านนโยบายได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

นายอัตสึชิเห็นว่า การยกระดับขีดความสามารถในการกำหนดและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศอาเซียนตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจในภูมิภาคมีความแข็งแกร่งขึ้น และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้มองว่า การที่ประเทศอาเซียนไม่จำเป็นต้องกลับไปขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF อีก สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการบริหารเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงผลจากความร่วมมือด้านนโยบายและการพัฒนาขีดความสามารถระหว่าง IMF กับประเทศสมาชิก

“เมื่อเทียบกับทศวรรษ 1990 ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง IMF กับประเทศอาเซียนปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก”นายอััตสึชิกล่าว พร้อมย้ำว่า ญี่ปุ่นพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนกับ IMF ต่อไป

อีก 5 ปี: อาเซียนแข็งแกร่งขึ้น

ในช่วงท้าย ผู้ร่วมเสวนาส่วนใหญ่มองอนาคตอาเซียนในแง่ดี โดย

นายยาสึโตะ วาตานาเบะ จากAMRO แสดงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยคาดหวังว่าจะเป็นภูมิภาคที่ แข็งแกร่งขึ้น (Stronger) มีความสามารถรับมือกับแรงกระแทกได้ดีขึ้น (More Resilient) และมีการบูรณาการทางเศรษฐกิจมากขึ้น (More Integrated)

นายยาสึโตะมองว่า ความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือ แต่สามารถเป็นจุดแข็งของภูมิภาคได้ หากประเทศต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างเหล่านั้นเพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและเสริมความสามารถในการรับมือกับวิกฤต

“ความหลากหลายคือพลัง และความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือกับแรงกระแทก” นายยาสึโตะกล่าว

สำหรับตัวชี้วัดความก้าวหน้าในอีก 5 ปีข้างหน้า นายยาสึโตะเสนอให้พิจารณาระดับการบูรณาการทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการผลิต โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายการผลิตที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศมากขึ้น

นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน (Krishna Srinivasan) ผู้บริหาร IMF ด้านเอเชียและแปซิฟิก แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมองว่าการเชื่อมโยงด้านการค้า การเงิน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนจากประเทศพันธมิตรในกรอบอาเซียนบวกสาม

นายกฤษณะระบุว่า ปัจจุบันอาเซียนมีสัดส่วนประมาณ 4% ของ GDP โลก และยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจโลกได้อีกมาก แม้จะไม่ต้องการระบุเป้าหมายเป็นตัวเลข แต่จากประสบการณ์ที่ทำงานในตำแหน่งนี้ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เห็นความก้าวหน้าของการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเชื่อมั่นต่ออนาคตของอาเซียนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายกฤษณะเตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญคือเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตที่เกิดขึ้นถี่ขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจ แม้อยู่ท่ามกลางแรงกระแทกและความไม่แน่นอนจากภายนอก

นอกจากนี้ อาเซียนจำเป็นต้องส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาตลาดทุนและนวัตกรรมทางการเงิน เนื่องจากระบบการเงินของหลายประเทศในเอเชียยังพึ่งพาธนาคารเป็นหลัก (Bank-based Financial System) การมีตลาดทุนที่ลึกและพัฒนาแล้วจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนและสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน

ด้านนายอีไล เรโมโลนา ผู้ว่าการธนาคารกลางฟิลิปปินส์ กล่าวว่า อาเซียนควรตั้งเป้าหมายเพิ่มการบูรณาการตลาดการเงินในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยใช้สหภาพยุโรปเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ แม้จะสามารถก้าวไปได้เพียงครึ่งทางของระดับการบูรณาการตลาดการเงินในยุโรป ก็ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญอย่างมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงระยะใกล้ที่สร้างความกังวลมากที่สุดในปัจจุบัน นายอีไลระบุว่าเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพด้านราคา

ขณะที่นายอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยการว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการต่างประเทศ แห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทำให้การคาดการณ์อนาคตในอีก 5 ปีเป็นเรื่องยาก แม้แต่สถานการณ์ในอีก 5 สัปดาห์ข้างหน้าก็ยังยากที่จะประเมิน แต่ยังคงมองอนาคตอาเซียนในเชิงบวกผ่านแนวคิด E–F–G ได้แก่ Evolution หรือวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ Friendship หรือความสัมพันธ์และความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น และ Growth หรือการเติบโต โดยเชื่อว่าอาเซียนจะยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกต่อไป