ครม.เคาะลดภาษีน้ำมัน 3 เดือน ดึงราคาเบนซิน E20 ลง 2.19 บาท-ดีเซล B20 ลง 3.69 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

ดร. พรชัย  ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

ครม.เคาะปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 3 เดือน กบน.มีมติลดราคาเบนซิน E20 ลง 2.19 บาท -ดีเซล B20 ลง 3.69 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี

ดร.พรชัย  ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและค่อนข้างผันผวน รัฐบาลจึงมีนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน  โดยคำนึงถึงการส่งเสริมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569  ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลประเภท B20 จาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 จาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึง วันที่ 27 มกราคม 2570

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยปกติรัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระในการชดเชยจำนวนมาก จึงต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลัง จึงเลือกปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตเฉพาะน้ำมันบางประเภทที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลงมีการอุดหนุนในอัตราที่สูง โดยกำหนดระยะเวลาของมาตรการเพียง 3 เดือน โดยมาตรการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนลดต้นทุนในภาคการขนส่งและภาคธุรกิจ และการสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรไทย

ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิติด้านสิ่งแวดล้อม จึงยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอน ที่ได้กำหนดราคาคาร์บอน “200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ไว้ตามเดิม และปรับลดอัตราภาษีในสัดส่วนของภาษีสรรพสามิตลงทั้งหมด 

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวย้ำว่า การปรับโครงสร้างภาษีในลักษณะดังกล่าว  เป็นการบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนในท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการรักษามาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกจากผลิตผลทางการเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)         

ในวันเดียวกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติในวันนี้อนุมัติปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไบโอดีเซล B20 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละกว่า 5 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั้งสองชนิดอยู่ที่ 33.50 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ทำให้ B20 ถูกกว่าดีเซล B7 ถึง 10.04 บาทต่อลิตร และ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 8.54 บาทต่อลิตร ส่วนต่าง 8 – 10 บาท ดึงราคากลับใกล้ระดับก่อนวิกฤต ราคา 33.50 บาทต่อลิตร เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ 95 ส่งผลให้ราคาขายปลีก B20 ลดลง 3.69 บาทต่อลิตร ส่วนราคาขายปลีก E20 ลดลง 2.19 บาทต่อลิตร (จาก 35.69 บาท) มีผลบังคับใช้วันที่ 28 ตุลาคม 2569 หลังเวลา 00.00 น. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 ราคาดีเซลอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 30.55 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันราคาดีเซล B7 อยู่ที่ 43.54 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.04 บาทต่อลิตร กล่าวคือ ผู้ใช้รถที่หันมาเติม B20 หรือ E20 จะรับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตเพียงราว 3 – 3.6 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นราว 11.5 – 13.6 บาทต่อลิตร หรือแบกภาระน้อยลงประมาณสามในสี่ ตัวอย่างเช่น รถกระบะที่เติม B20 เต็มถัง 70 ลิตร จะประหยัดได้กว่า 700 บาทต่อถัง และรถยนต์นั่งที่เติม E20 เต็มถัง 45 ลิตร จะประหยัดได้ราว 380 บาทต่อถัง เมื่อเทียบกับการเติมดีเซล B7 และแก๊สโซฮอล์ 95

นอกจากนี้ทุกลิตรที่เติม คือรายได้ของเกษตรกรไทย น้ำมันดีเซล B20 มีส่วนผสมของไบโอดีเซล (B100) ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มดิบถึงร้อยละ 20 หรือมากกว่าดีเซล B7 เกือบ 3 เท่าต่อลิตร ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E20 มีส่วนผสมของเอทานอลร้อยละ 20 ซึ่งผลิตจากอ้อย (กากน้ำตาล) และมันสำปะหลัง มากกว่าแก๊สโซฮอล์ E10 ถึง 2 เท่าต่อลิตร ดังนั้น ยิ่งประชาชนหันมาใช้ B20 และ E20 มากเท่าไร ความต้องการผลผลิตปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลังภายในประเทศก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เป็นแรงหนุนราคาผลผลิตให้แก่เกษตรกรไทยโดยตรง อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เงินหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจฐานรากแทนการไหลออกนอกประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล

สำหรับรายละเอียดการปรับอัตราเงินกองทุนฯ กบน. ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล B20 ลง 2.58 บาทต่อลิตร เหลือ 5.86 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 3.75 บาทต่อลิตร เหลือ 2.08 บาทต่อลิตร ควบคู่กับมติ ครม. ที่ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลง 5.6420 บาทต่อลิตร จากเดิม 6.0000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.3580 บาทต่อลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ลง 5.5220 บาทต่อลิตร จากเดิม 5.9530 บาทต่อลิตร เหลือ 0.4310 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีก B20 ลดลง 3.69 บาทต่อลิตร (จาก 37.19 บาท) และ E20 ลดลง 2.19 บาทต่อลิตร (จาก 35.69 บาท) โดยส่วนต่างที่เหลือช่วยลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ กบน. ยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำมันประเภทอื่นไว้ที่ระดับเดิม แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงผันผวน และอยู่ในระดับสูง โดยในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์อยู่ที่ระดับประมาณ 180 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ระดับประมาณ 143 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยประมาณวันละ 287.11 ล้านบาท

มาตรการนี้มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม ทั้งนี้ ขอให้ผู้ใช้รถตรวจสอบคู่มือรถหรือสอบถามศูนย์บริการว่ารถยนต์รองรับน้ำมัน B20 หรือ E20 ก่อนเติม เพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์