ASEAN Roundup ประจำวันที่ 18-24 ตุลาคม 2569
- อินโดนีเซียเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจโต 8%
- เศรษฐกิจอินโดนีเซีย 6 เดือนแรกโต 5.45% โดดเด่นเหนือกลุ่ม G20
- หันพึ่ง “เศรษฐกิจดิจิทัล” ตั้งเป้าโต 6% ในปี 2027
- ชู ” AI” เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่
- ผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโต 8%
- เร่งปกป้องสถานะตลาดเกิดใหม่จาก MSCI
- รัฐมนตรีเศรษฐกิจชี้รายงาน MSCI ไม่สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
- อินโดนีเซียเล็งทบทวนการส่งออกก๊าซเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
- อินโดนีเซียตั้งเป้าได้รับการอนุมัติเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ในเดือนพฤศจิกายน 2026
- ประธานาธิบดีปราโบโวสั่งยกเลิกสัมปทานทรัพยากรที่ไม่ใช้นานเกิน 2 ปี
- นายกฯ มาเลเซียสั่งคณะรัฐมนตรีผลักดันการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่
- มาเลเซียเล็งใช้เส้นทางขนส่งทางบก 4 ประเทศอาเซียนส่งออกทุเรียนไปจีน
- มาเลเซียอนุมัติการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธดิบเป็นครั้งแรกภายใต้กฎระเบียบใหม่
- สิงคโปร์เตรียมใช้ “ไบโอมีเทน” แทนก๊าซฟอสซิลตั้งแต่ปี 2028 ผ่านโครงการนำร่องใหม่
- ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ขยายความร่วมมือด้านตลาดทุน
อินโดนีเซียเร่งเครื่องดันเศรษฐกิจโต 8%

อินโดนีเซียเร่งเครื่องเศรษฐกิจรอบด้าน รับผลการเติบโตครึ่งแรกของปี 2026 ที่แข็งแกร่งถึง 5.45% พร้อมปักหมุดเป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ 8% ภายในปี 2029 โดยเน้นการขยายขีดความสามารถเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) และขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Sovereign AI) พร้อมผนึกกำลังทางการค้าในภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือ ASEAN DEFA และ CPTPP นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (OJK) ยังเดินหน้าปฏิรูปตลาดทุน 8 ประการเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
- เศรษฐกิจอินโดนีเซีย 6 เดือนแรกโต 5.45% โดดเด่นเหนือกลุ่ม G20
เศรษฐกิจของอินโดนีเซียในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เติบโตขึ้นร้อยละ 5.45 ซึ่งขยายตัวได้เร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก และจัดอยู่ในกลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ G20 และอาเซียน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากผลประกอบการด้านการลงทุนที่แข็งแกร่งและภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ได้รายงานข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคแก่รัฐมนตรีและประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายการดำเนินนโยบายช่วง 2 ปีแรกของรัฐบาลชุดนี้
“เศรษฐกิจของเรายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเกินร้อยละ 5 โดยขยายตัวถึงร้อยละ 5.45 ซึ่งสูงกว่า ร้อยละ 3ค่าเฉลี่ยของโลกถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศ G20 และยังเป็นหนึ่งในระดับที่สูงที่สุดในอาเซียนด้วย” นายเออร์ลังกากล่าวในแถลงการณ์
นอกจากนี้ นายเออร์ลังกายังได้เน้นย้ำถึงเสถียรภาพภายในประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงดัชนีชี้วัดเชิงบวก ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตที่ระดับ 52.4 ดุลการค้าที่เกินดุลอย่างแข็งแกร่งถึง 7.25 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคซึ่งอยู่ที่ระดับ 118.1
ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการว่างงานยังลดลงเหลือร้อยละ 4.65 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 ในขณะที่สัมปสิทธิ์จินี (Gini ratio) ปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 0.368 ส่วนตัวเลขทางการเงินและการคลังยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการคงการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้ที่ร้อยละ 1.24 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงถึง 1.463 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรองรับการนำเข้าได้นาน 6.5 เดือน และยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารขยายตัวในอัตราหลักสิบที่ร้อยละ 13.65
เพื่อรักษากำลังซื้อและแรงส่งทางการเติบโตของเศรษฐกิจไปจนถึงสิ้นปี รัฐบาลกำลังเปิดตัวแพ็กเกจ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมสำหรับไตรมาสที่สี่
มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย โครงการ “หนึ่งคน หนึ่งบัญชี” (one person, one account) ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยงบประมาณ 1.28 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 71.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ), โครงการช่วยเหลือด้านอาหารโดยจัดหาข้าวสาร 10 กิโลกรัมต่อเดือนให้แก่ครัวเรือนจำนวน 33.24 ล้านครัวเรือน ด้วยวงเงินจัดสรร 17.54 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (974.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการอุดหนุนค่าจ้างจำนวน 300,000 รูเปียะฮ์ (16.67 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือนเป็นเวลา 3 เดือน สำหรับแรงงานจำนวน 13.3 ล้านคน ด้วยงบประมาณ 11.97 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวช่วงปลายปีสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โดยจัดสรรงบประมาณ 8.834 แสนล้านรูเปียะฮ์ (49.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อผู้เดินทางราว 6.6 ล้านคน
แพ็กเกจนี้ประกอบด้วยการมอบส่วนลดร้อยละ 30 สำหรับตั๋วเดินทางและตั๋วเรือเฟอร์รี่ การกำหนดราคาพิเศษ ณ ท่าเรือ ASDP และการที่รัฐบาลช่วยรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทางอากาศภายในประเทศ
มองออกไประยะข้างหน้าสู่เดือนมกราคม ปี 2027 ประธานาธิบดีปราโบโวได้สั่งการให้เตรียมโครงการต่อเนื่องที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และสวัสดิการของแรงงาน
โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการฝึกงานระดับชาติสำหรับผู้เข้าร่วม 150,000 คน, การฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับบุคคลทั่วไป 300,000 คน และการอุดหนุนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่แรงงานที่มีรายได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านรูเปียะฮ์ (555.56 ดอลลาร์สหรัฐ)
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการประเมินการปรับเพิ่มเกณฑ์เงินได้ยกเว้นภาษี และการขยายเวลานโยบายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลรับภาระแทนสำหรับการซื้อบ้านราคาระหว่าง 2 พันล้านรูเปียะฮ์ (111,111 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 5 พันล้านรูเปียะฮ์ (277,778 ดอลลาร์สหรัฐ) ควบคู่ไปกับโครงการอุดหนุนที่อยู่อาศัยและการปรับเกณฑ์มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำสำหรับภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
- หันพึ่ง “เศรษฐกิจดิจิทัล” ตั้งเป้าโต 6% ในปี 2027
กระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเตรียมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้-ไปถึงร้อยละ 6 ภายในปี 2027 โดยมุ่งเน้นไปที่การลงทุน ผลิตภาพ และการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 5.45 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เป็นรากฐานสำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2027 ที่ระดับร้อยละ 6 และอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2.5″
นายเออร์ลังการะบุว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตได้ อินโดนีเซียต้องเพิ่มการลงทุนร้อยละ 8 ถึง 9 ยกระดับผลิตภาพ และเร่งความพยายามในการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมเน้นย้ำถึงบทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยระบุว่ามูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value :GMV) ของอินโดนีเซียสูงถึงเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อนหน้า
การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลยังสะท้อนให้เห็นผ่านการใช้งานระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของอินโดนีเซีย หรือ QRIS ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผู้ใช้งานถึง 65.77 ล้านคน และมีร้านค้าเข้าร่วม 44.86 ล้านราย
ในด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค นายเออร์ลังกากล่าวว่า อินโดนีเซียได้สรุปการเจรจาเกี่ยวกับกรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีกำหนดลงนามในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้
นายเออร์ลังกาอ้างอิงการคาดการณ์จากบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (Boston Consulting Group) ว่า DEFA ซึ่งคาดว่าจะได้รับการให้สัตยาบันภายใน 180 วันนับจากการลงนาม จะสามารถเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้สูงขึ้นเป็นสองเท่า สู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) รายงานธุรกรรมการชำระเงินดิจิทัลในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 สูงถึง 12,990 ล้านรายการ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.08 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายเออร์ลังกากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูล โดยกำลังพัฒนาวิทยาการรหัสลับหลังยุคควอนตัม (post-quantum cryptography) และจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบรหัสลับที่ต้านทานควอนตัมได้
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล นายเออร์ลังกาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรับประกันว่าจะมีพื้นที่ ที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำประปาที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ ยังระบุด้วยว่าบริษัท NVIDIA กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อลงทุนมูลค่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเขตการค้าเสรีบาตัม (Batam)
นายเออร์ลังกายังได้เน้นย้ำถึงภาคอีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซีย ซึ่งมูลค่าตลาดได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 14 สู่ระดับ 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐบาลตั้งเป้าที่จะเพิ่มธุรกรรมอีคอมเมิร์ซให้สูงถึง 40 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งสูงกว่าปี 2025 อยู่ร้อยละ 10
นอกจากนี้ นายเออร์ลังกากล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ผ่านองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก (WAICO) คาดว่าจะดึงดูดการลงทุนได้ระหว่าง 8,000 ล้านถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2026 ถึง 2030
นายเออร์ลังกาเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างสถาบันภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เพื่อบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีความครอบคลุมมากขึ้น
- ชู “AI” เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ได้วางให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงถึงร้อยละ 8 ภายในปี 2029
“เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่เหล่านี้” นายเออร์ลังกากล่าวผ่านระบบเสมือนจริงในการประชุม ‘AI Impact Summit: Sovereign AI for Indonesia 2045’ ซึ่งจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน Bali Tech Week ณ เมืองเดนปาซาร์ เมื่อวันพุธ (21 ตุลาคม 2569) ที่ผ่านมา
นายเออร์ลังการะบุว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 5.8 ถึง 6.5 ภายในปี 2027 และคาดหวังไว้สูงที่การเติบโตจะพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 8 ภายในปี 2029 ซึ่งต้องอาศัยแหล่งการเติบโตใหม่ๆ ที่ยึดโยงกับการลงทุน ผลผลิต และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
Goldman Sachs ประเมินว่าการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกจะสูงเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 ในขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศของอินโดนีเซียคาดว่าจะสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจ AI ของอินโดนีเซียอาจพุ่งทะยานขึ้นไประหว่าง 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
นายเออร์ลังกาเน้นย้ำว่า AI จะต้องเป็นตัวเร่งผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) การสร้างงานที่มีมูลค่าสูง และการบริการประชาชนที่ดีขึ้น
นายเออร์ลังกากล่าวด้วยมว่า อธิปไตยทางเทคโนโลยีหมายถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบุคลากร ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเปิดกว้างสำหรับการลงทุนและความร่วมมือระดับโลก
ความคืบหน้าสู่อธิปไตยดังกล่าวมีหมุดหมายจากการเปิดตัวโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น AI.ID, เอเจนต์ AI ‘Korika Claw’ และ ‘Korika Token’ ในระหว่างการประชุมสุดยอดดังกล่าว
เพื่อเป็นแนวทางในการเปลี่ยนผ่านนี้ ได้มีการกำหนด 4 ลำดับความสำคัญหลักขึ้น ดังนี้:
- ประการแรก ลำดับความสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน มุ่งเน้นไปที่การขยายกำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลควบคู่ไปกับแผนธุรกิจการจัดหาพลังงาน (RUPTL) ปี 2025–2034 ของบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ PLN และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 100 กิกะวัตต์พีค (GWp)
- ประการที่สอง ลำดับความสำคัญด้านบุคลากรดิจิทัล มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาบุคลากรดิจิทัล 9 ล้านคนภายในปี 2030 ผ่านการศึกษา ทุนการศึกษา การลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสูงถึงร้อยละ 200 และการฝึกอบรมวิศวกรออกแบบชิปจำนวน 15,000 คนในระยะเวลา 3 ปี
- ประการที่สาม การนำ AI ไปใช้เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 229 ล้านคน และ MSMEs ที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล 22 ล้านราย เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตและการบริการประชาชน
- ประการสุดท้าย ความร่วมมือระดับโลกมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากบทบาทของอินโดนีเซียในองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก (World Artificial Intelligence Cooperation Organization) ซึ่งอาจปลดล็อกการลงทุนได้ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการหนุนเสริมจาก “โครงการ NUSA” (Project NUSA) ที่ร่วมมือกับสิงคโปร์
“ผมหวังว่าโครงการ NUSA จะขับเคลื่อนการเติบโตบนพื้นฐานของ AI ซึ่งนำไปสู่การบริการที่ดีขึ้น โอกาสในการทำงานที่มากขึ้น และแหล่งรายได้ใหม่ๆ ในขณะที่เราก้าวไปสู่ ‘Golden Indonesia 2045” นายเออร์ลังกากล่าวสรุป
นอกจากนี้อินโดนีเซียกำลังขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนพลังงานให้กับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
นายเออร์ลังกา เปิดเผย ว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่แข็งแกร่งขึ้นและความมั่นคงทางด้านพลังงาน ถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งสู่การบรรลุอธิปไตยทางด้าน AI
รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 70 กิกะวัตต์ (GW) ภายใต้แผนจัดหาพลังงานของบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ PLN ประจำปี 2025-2034 และกำลังผลักดันโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 กิกะวัตต์พีค (GWp)
ปัจจุบันกำลังการผลิตของศูนย์ข้อมูลในอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 0.45 ถึง 0.58 กิกะวัตต์
นายเออร์ลังกากล่าวว่า รัฐบาลจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทรัพยากรมนุษย์เพื่อเร่งการนำ AI ไปปรับใช้ในทุกภาคส่วน โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลให้ได้ 9 ล้านคนภายในปี 2030
การสนับสนุนดังกล่าวรวมถึงทุนการศึกษาด้านดิจิทัล (Digital Talent Scholarship) มาตรการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสูงถึงร้อยละ 200 สำหรับการฝึกอบรมวิชาชีพ และความร่วมมือระหว่าง Danantara กับ Arm เพื่อฝึกอบรมวิศวกรออกแบบชิปเซมิคอนดักเตอร์จำนวน 15,000 คนในระยะเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ AI จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการบริการประชาชน ซึ่งรวมถึงการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจผ่านระบบ Online Single Submission งานด้านโลจิสติกส์ การจัดเก็บภาษี และสาธารณสุข
นายเออร์ลังการะบุว่า อินโดนีเซียมีฐานเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 229 ล้านคน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) จำนวน 22 ล้านคนที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัล
- ผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโต 8%
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ระบุว่า ต้องเร่งรัดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) เพื่อช่วยให้อินโดนีเซียบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 8
“เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากเราลงทุนด้วยค่า ICOR (Incremental Capital Output Ratio หรืออัตราส่วนเงินลงทุนต่อผลผลิตส่วนเพิ่ม) ที่ระดับ 4 ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ร้อยละ 8 ได้” นายเออร์ลังกากล่าวในการประชุมประสานงานว่าด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงและสถาบันต่างๆ สำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 เมื่อวันพุธ (21 ตุลาคม 2569)ที่ผ่านมา
เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้มีประสิทธิภาพการลงทุนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนได้จากค่า ICOR ระดับประเทศที่ 6.1 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่า 4 ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
นายเออร์ลังกาอธิบายว่า ค่า ICOR ที่ต่ำบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการลงทุนที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยค่า ICOR ที่ต่ำลง การลงทุนจึงสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
นายเออร์ลังกากล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับประสิทธิภาพการลงทุนถือเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดของเงินลงทุนที่มีต่อเศรษฐกิจ
“ในอนาคต เขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้คาดว่าจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระดับประเทศ ค่า ICOR ของเราอยู่ที่ประมาณ 6 ในขณะที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 4” นายเออร์ลังกากล่าว
นายเออร์ลังกายังระบุด้วยว่า การยกระดับประสิทธิภาพในเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม เป็นหนทางหนึ่งในการลดค่า ICOR และเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ นายเออร์ลังกากล่าวว่า อินโดนีเซียยังมีพื้นที่ว่างค่อนข้างมากในการขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนามและมาเลเซีย โดยระบุว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศเหล่านั้นครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1.8 ล้านถึง 2 ล้านเฮกตาร์
ในทางตรงกันข้าม เขตเศรษฐกิจพิเศษในอินโดนีเซียครอบคลุมพื้นที่เพียงประมาณ 24,000 เฮกตาร์เท่านั้น
รัฐบาลรายงานยอดการลงทุนสะสมในเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่ 382.1 ล้านล้านรูเปียะฮ์ ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงเดือนกันยายน 2026 ซึ่งสามารถสร้างการจ้างงานให้แก่คนงาน 302,262 คน และมี 509 หน่วยธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2026 สูงถึง 46 ล้านล้านรูเปียะฮ์ คิดเป็นร้อยละ 67 ของเป้าหมาย 69.1 ล้านล้านรูเปียะฮ์ที่ตั้งไว้สำหรับทั้งปี
- เร่งปกป้องสถานะตลาดเกิดใหม่จาก MSCI
อินโดนีเซียกำลังเร่งดำเนินการปฏิรูปตลาดทุนอย่างครอบคลุม เพื่อรักษาสถานะการเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เอาไว้ หลังเผชิญกับคำเตือนครั้งสำคัญจากผู้ให้บริการดัชนีระดับโลกอย่าง Morgan Stanley Capital International (MSCI)
นางสาวเฟรเดริกา วิดยาซารี เดวี (Friderica Widyasari Dewi) ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (OJK) ระบุว่า การปรับปรุงโครงสร้างที่กำลังดำเนินอยู่นี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ สภาพคล่อง และความโปร่งใสของตลาด พร้อมทั้งเสริมสร้างรากฐานสำหรับการลงทุนในระยะยาว
“เรากำลังทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่าอินโดนีเซียจะยังคงเป็นตลาดเกิดใหม่” นางสาวเฟรเดริกากล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (21 ตุลาคม)
ความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบนี้มีขึ้นหลังจากที่ MSCI ได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ได้เปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาปรับลดสถานะของอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ไปเป็นตลาดเดี่ยว (Standalone Market) โดยคาดว่าจะมีการตัดสินใจครั้งสุดท้ายภายในเดือนมิถุนายน 2027
ประกาศดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดในทันที ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงแตะระดับ 18,052 รูเปียะฮ์ ต่อดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ (16 ตุลาคม) และ 18,050 รูเปียะฮ์ในวันจันทร์ (19 ตุลาคม) อ้างอิงจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงตลาดสปอตจาการ์ตา (JISDOR)
นางสาวเฟรเดริกาเน้นย้ำว่า การปฏิรูปที่กำลังดำเนินอยู่นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในระยะยาวที่กว้างขวาง มากกว่าที่จะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองชั่ววูบต่อความกังวลของ MSCI
“เราไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงเหล่านี้เพราะผู้ให้บริการดัชนีระดับโลกรายใดรายหนึ่ง” นางสาวเฟรเดริกากล่าว
“นับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา ตามข้อสั่งการของท่านประธานาธิบดี เราได้ดำเนินการแก้ไขจุดบกพร่องที่มีอยู่ เพื่อทำให้ตลาดทุนของอินโดนีเซียมีความน่าเชื่อถือ มีสภาพคล่อง และมีความโปร่งใสยิ่งขึ้น” นางสาวเฟรเดริกาย้ำ
แม้จะปฏิเสธที่จะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่เงินทุนจะไหลออกหากมีการปรับลดสถานะเกิดขึ้นจริง แต่นางสาวเฟรเดริกาเน้นย้ำว่ารัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กำลังดำเนินทุกขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อปกป้องความน่าดึงดูดใจในการลงทุนของประเทศ
นายฮาซาน ฟอซี (Hasan Fawzi) หัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลตลาดทุนของ OJK กล่าวว่า ประกาศของ MSCI เป็นส่วนหนึ่งของการหารือที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่คำตัดสินขั้นสุดท้าย
MSCI เปิดรับความคิดเห็นจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2027 โดยคาดว่าจะมีการประกาศการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2027
OJK ระบุว่า เคารพการประเมินที่เป็นอิสระของ MSCI โดยได้จัดการประชุมเชิงโครงสร้างร่วมกับผู้ให้บริการดัชนีดังกล่าวแล้ว 16 ครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2026
หน่วยงาน OJK ระบุว่าพื้นฐานของตลาดยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 5.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน และมีนักลงทุนรวม 31.1 ล้านคน
บริษัทจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตของรายได้ร้อยละ 15.9 และมีการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วงรอบปีจนถึงเดือนมิถุนายน 2026
นอกจากนี้ OJK ยังกำลังเสริมสร้างความร่วมมือกับรัฐบาล ซึ่งได้มีการหารือกันในการประชุมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต, OJK และคณะกรรมการเสถียรภาพระบบการเงิน (KSSK) ร่วมกับองค์กรกำกับดูแลตนเอง (Self-Regulatory Organizations) รวมถึงตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย OJK กำลังดำเนินวาระการปฏิรูป 8 ประเด็น เพื่อยกระดับสภาพคล่อง ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการบังคับใช้กฎหมาย
การปฏิรูปดังกล่าวรวมถึง การค่อยๆ ปรับสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในมือผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ขั้นต่ำขึ้นสู่ร้อยละ 15 การยกระดับความโปร่งใสของความเป็นเจ้าของที่แท้จริง (Beneficial Ownership) ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น การขยายประเภทของนักลงทุนจาก 9 ประเภทเป็น 39 ประเภท การกำหนดให้ต้องเปิดเผยการถือหุ้นที่สูงกว่าร้อยละ 1 การเผยแพร่รายชื่อบริษัทที่มีการกระจุกตัวของการถือหุ้นสูง และเตรียมถอดถอนหุ้นที่มีการกระจุกตัวของการถือครองสูงออกจากดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา (JCI)
“การปฏิรูปตลาดทุนไม่ได้จบลงแค่การปรับปรุงกฎระเบียบหรือการประกาศนโยบาย ลำดับความสำคัญของเราคือการรับประกันว่าการปฏิบัติตามจะดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ” ฮาซานกล่าว
เพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มงวด เมื่อเร็วๆ นี้ OJK ได้สั่งปรับทางปกครองเป็นประวัติการณ์รวมมูลค่าสูงถึง 2.1 ล้านล้านรูเปียะฮฺ์(ประมาณ 116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 3 แห่ง เนื่องจากการกระทำความผิดในตลาด
เจ้าหน้าที่ OJK ให้คำมั่นว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจะยังคงเป็นวาระสำคัญที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
- รัฐมนตรีเศรษฐกิจชี้รายงาน MSCI ไม่สะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ ระบุว่า รายงานของ MSCI สะท้อนถึงประเด็นด้านธรรมาภิบาลในการซื้อขายหุ้นที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง มากกว่าที่จะสะท้อนถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียหรือผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน
โดยชี้ว่าหนึ่งในประเด็นที่ MSCI ได้หยิบยกขึ้นมาคือ ข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในมือผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ขั้นต่ำร้อยละ 15 ซึ่งเป็นสัดส่วนหุ้นของบริษัทที่ถือครองโดยประชาชนทั่วไป
“สำหรับอินโดนีเซีย ประเด็นหลักไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจหรือพื้นฐานของตัวบริษัทจดทะเบียนเอง แต่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลของตลาดการซื้อขาย โดยเฉพาะในส่วนของสัดส่วน Free Float ของหุ้น” นายเออร์ลังกากล่าวที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ (22 ตุลาคม 2569) ที่ผ่านมา
พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปตลาดทุนยังคงดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง
นายเออร์ลังกายังได้ชี้ว่า พื้นฐานของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังคงมีความแข็งแกร่ง ทั้งในแง่ของความสามารถในการทำกำไรและการจ่ายเงินปันผล
ขั้นตอนและความคืบหน้าของการปฏิรูปตลาดทุนเหล่านี้ควรได้รับการสื่อสารให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม นายเออร์ลังกายอมรับว่า ยังมีบริษัทบางแห่งที่ยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดสัดส่วน Free Float ร้อยละ 15
“เรามีเวลาจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2027 นอกจากนี้ แผนงานของเรายังรวมถึงการส่งเสริมการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ (Demutualization) สิ่งเหล่านี้คือขั้นตอนและความคืบหน้าต่างๆ ที่จำเป็นต้องแบ่งปันให้สาธารณชนได้รับทราบ” นายเออร์ลังกากล่าว
นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เป็นต้นมา MSCI ได้ระงับการเปลี่ยนแปลงบางประการในดัชนีหุ้นอินโดนีเซีย สืบเนื่องจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงสร้างการถือครองหุ้นและการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายที่มีการประสานงานกัน
สำนักงานกำกับกิจการการเงิน (OJK) พร้อมด้วยตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (IDX) ได้ตอบสนองด้วยประกาศมาตรการปฏิรูปชุดหนึ่ง ซึ่งรวมถึงการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลการถือครองหุ้น และการพัฒนาแผนงานเพื่อยกระดับเกณฑ์ขั้นต่ำของ Free Float สู่ร้อยละ 15
อินโดนีเซียเล็งทบทวนการส่งออกก๊าซเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีประสานงานด้านการแปรรูปขั้นปลายและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน กล่าวว่า อินโดนีเซียจะทำการทบทวนการส่งออกก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดสรรอุปทานภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก่อนเดินหน้าแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย
เมื่อวันศุกร์ (23 ตุลาคม 2569) ที่ผ่านมา นายบาห์ลิล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีด้วยนั้น ระบุว่า รัฐบาลจะประเมินสัดส่วนการจัดสรรก๊าซธรรมชาติใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศเป็นอันดับแรก และรับประกันว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูป
“ในอนาคตข้างหน้า ผมตั้งใจที่จะทำการประเมินใหม่เพื่อบริหารจัดการก๊าซสำหรับการบริโภคภายในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งรวมถึงการนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมด้วย” นายบาห์ลิลกล่าว
ปัจจุบัน อินโดนีเซียส่งออกก๊าซธรรมชาติประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมด และจัดสรรส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 70 เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนนโยบายดังกล่าว
ส่วนความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นายบาห์ลิลกล่าวว่า รัฐบาลจะชั่งน้ำหนักข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ที่เคารพซึ่งกันและกันกับประเทศคู่ค้า
การทบทวนนโยบายในครั้งนี้ เป็นการสนับสนุนแผนการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical Hub) ในกาลิมันตันตะวันออก (East Kalimantan) ซึ่งได้รับการเน้นย้ำในระหว่างพิธีเปิดโครงการก๊าซ JNE#6 และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการผลิต ณ แหล่ง Maha-South Hub เมื่อเร็วๆ นี้
นายบาห์ลิลกล่าวว่า การแปรรูปในอุตสาหกรรมขั้นปลายจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการค้นพบแหล่งก๊าซใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมขั้นต้น (Upstream) เพื่อรับประกันการจัดสรรวัตถุดิบที่มั่นคงและน่าเชื่อถือสำหรับภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ การเลือกจัดตั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่วางแผนไว้ในกาลิมันตันตะวันออก แทนที่จะเป็นกรุงจาการ์ตา ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายความเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ของอินโดนีเซียให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
“การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นปลายในระดับภูมิภาค จะช่วยสร้างงานในท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ เพิ่มรายได้ของรัฐที่ไม่ใช่ภาษีให้กับภูมิภาค และส่งเสริมให้ภูมิภาคต่างๆ สามารถพึ่งพาและเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง” นายบาห์ลิลกล่าว
ประธานาธิบดีปราโบโวสั่งยกเลิกสัมปทานทรัพยากรที่ไม่ใช้นานเกิน 2 ปี

ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดระเบียบสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยผู้นำประเทศระบุว่า รัฐบาลต้องมีความเข้มงวดและคัดเลือกมากขึ้นในการอนุมัติใบอนุญาต พร้อมทั้งต้องสร้างความมั่นใจว่าผู้ถือสัมปทานมีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
“เมื่อเราพูดถึงรัฐบาลของเรา เราต้องเข้าใจถึงความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชน รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชน ดังนั้น เราจึงต้องไม่เร่งรีบในการแจกจ่ายสัมปทาน แต่เราต้องประเมินอย่างถี่ถ้วนว่าผู้ที่เราไว้วางใจมอบสัมปทานให้นั้น มีความสามารถในการบริหารจัดการอย่างแท้จริงหรือไม่” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวระหว่างการปราศรัยที่ศูนย์แสดงสินค้า JIEXPO เขตเคมาโยรัน กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (22 ตุลาคม)
เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพสูงสุด ประธานาธิบดีปราโบโวได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับสัมปทานที่ไม่เกิดการใช้งาน โดยย้ำว่า ใบอนุญาตสัมปทานใดที่ถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการใช้งาน (Dormant) เกินกว่าสองปีจะต้องถูกยกเลิก
ประธานาธิบดีปราโบโวเปิดเผยว่า เขาได้รับรายงานเกี่ยวกับพื้นที่สัมปทาน 5 แห่งในอินโดนีเซีย ซึ่งมีปริมาณสำรองแร่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว โดยมีมูลค่าประมาณ 5,400 ล้านล้านรูเปียะฮ์
ระหว่างการประชุมประสานงานระดับชาติประจำปี 2026 ของคณะทำงานเร่งรัดการเข้าถึงบริการทางการเงินระดับภูมิภาค (TPAKD) ที่กรุงจาการ์ตาเมื่อวันพฤหัสบดี (22 ตุลาคม) ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีได้เตือนเจ้าหน้าที่ในกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ให้ระมัดระวังในการออกใบอนุญาตสัมปทานหรือใบอนุญาตประกอบธุรกิจเหมืองแร่ (IUP) ให้แก่บริษัทต่างๆ
“ยกตัวอย่างเช่น ผมเพิ่งได้รับรายงานว่า ในบรรดาใบอนุญาตประกอบธุรกิจเหมืองแร่ (IUP) หลายร้อยฉบับนั้น มีอยู่ 5 สัมปทาน หรือ 5 ฉบับ ที่มีปริมาณสำรองแร่ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ตามมาตรฐานการศึกษาปริมาณสำรองแร่แบบ JORC โดยมูลค่าของสัมปทานทั้ง 5 แห่งนี้เพียงอย่างเดียวสูงถึง 5,400 ล้านล้านรูเปียะฮ์ หรือ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว
จากข้อมูลที่พบในพื้นที่สัมปทานทั้ง 5 แห่งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวแสดงความเชื่อมั่นว่าอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ร่ำรวยมหาศาล ด้วยเหตุนี้ จึงเน้นย้ำว่าความมั่งคั่งของชาติจะต้องได้รับการปกป้องโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของฝ่ายที่ขาดความรับผิดชอบ
“เราต้องไม่รีบร้อนในการมอบสัมปทาน เราต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับสัมปทานไปนั้นมีความสามารถในการดำเนินงานจริง ปัญหาคือสัมปทานจำนวนมากที่เราได้มอบไปนั้นกลับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการพัฒนามานานหลายทศวรรษ” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว
“เราเคารพทุกคน ผมเคยกล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า ชนชาติอินโดนีเซียโดยธรรมชาติเป็นคนสุภาพ มิตรไมตรี และยินดีต้อนรับผู้มาเยือน นั่นคือธรรมชาติของเรา แต่ในบางครั้ง ความเป็นมิตรและความใจดีของเราก็กลับกลายเป็นความซื่อจนเกินไป” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว
ประธานาธิบดีปราโบโวย้ำอีกครั้งว่า มาตรการกำกับดูแลเหล่านี้เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบของรัฐบาลในการรับประกันว่า ความมั่งคั่งของชาติจะถูกบริหารจัดการเพื่อสวัสดิภาพของประชาชน โดยตามทัศนะของเขา ศักยภาพมหาศาลทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซียจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับความกล้าหาญในการปรับปรุงธรรมาภิบาล และการทำให้มั่นใจว่าผลประโยชน์จากการพัฒนาจะถูกกระจายอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
“เราเป็นประเทศที่แข็งแกร่งและร่ำรวย แต่ในตอนนี้ ความท้าทายคือเราจะบริหารจัดการทรัพยากรเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนของเราที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดสามารถรับรู้และได้รับประโยชน์โดยตรง นี่คือความท้าทายของเรา” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว
ด้านนายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) รัฐมนตรีประสานงานด้านการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กล่าวว่า พื้นที่สัมปทานทั้ง 5 แห่งที่ประธานาธิบดีปราโบโวได้กล่าวถึงนั้น ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่จังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก (NTB) ไปจนถึงปาปัว
“พื้นที่เหล่านี้อยู่ในจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันตก รวมถึงในปาปัวและภูมิภาคอื่นๆ อีกหลายแห่ง” นายบาห์ลิลกล่าวระหว่างการประชุมที่สำนักงานกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ (ESDM) ในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันศุกร์(23 ตุลาคม)ที่ผ่านมา
นายบาห์ลิล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ด้วยนั้น ระบุว่าประธานาธิบดีปราโบโวได้มอบหมายให้เขาดำเนินการประเมินพื้นที่สัมปทานทั้ง 5 แห่งนี้
ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สัมปทานทั้ง 5 แห่งนี้ ได้แก่ ทองแดงและทองคำ
“ทรัพยากรดังกล่าวคือทองแดงและทองคำ” นายบาห์ลิลกล่าว
อินโดนีเซียตั้งเป้าได้รับการอนุมัติเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ในเดือนพฤศจิกายน 2026

อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิก เพื่อเริ่มต้นการเจรจาเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) อย่างเป็นทางการ ในการประชุมระดับสูงที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้
นายเออร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานกระทรวงกิจการเศรษฐกิจ กล่าวว่า อินโดนีเซียกำลังหวังพึ่งออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งกลุ่มการค้า 12 ประเทศ ในการช่วยผลักดันและสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยเฉพาะภายหลังจากการต่ออายุโครงการหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจทวิภาคี (PROSPERA)
“สิ่งอื่นที่เราต้องการความสนับสนุนจากออสเตรเลียก็คือเรื่องของ CPTPP” นายเออร์ลังกากล่าวระหว่างพิธีเปิดโครงการ PROSPERA ระยะที่ 2 ที่จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (22 ตุลาคม)ที่ผ่านมา
“และตามที่ผมได้หารือไปก่อนหน้านี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในการประชุมเดือนพฤศจิกายนนี้ การเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ของอินโดนีเซียจะสามารถเริ่มต้นขึ้นและได้รับการเห็นชอบจากทุกประเทศสมาชิก CPTPP” นายเออร์ลังกากล่าว
นายเออร์ลังกาเน้นย้ำว่าออสเตรเลียให้การสนับสนุนการบูรณาการของอินโดนีเซียเข้าสู่กรอบเศรษฐกิจโลกมาโดยตลอด โดยชี้ให้เห็นถึงความช่วยเหลือทางเทคนิคของแคนเบอร์ราผ่านโครงการ PROSPERA ในการเตรียมความพร้อมให้อินโดนีเซียสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
นายเออร์ลังการะบุว่าโครงการ PROSPERA ได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและคำแนะนำด้านนโยบายที่มีคุณค่า เพื่อช่วยให้กรุงจาการ์ตาปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานธรรมาภิบาลอันเข้มงวดที่องค์กรเศรษฐกิจขั้นสูงซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปารีสแห่งนี้กำหนดไว้
อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะได้เป็นสมาชิก OECD เต็มรูปแบบภายในปี 2028 นายเออร์ลังกากล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วราวร้อยละ 80 หรือ 20 จาก 25 บทนโยบาย ของบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum) ซึ่งเป็นเอกสารประเมินตนเองที่สำคัญตามที่องค์กรกำหนด
ในงานเดียวกันนี้ นายซูอาฮาซิล นาซารา (Suahasil Nazara) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการ PROSPERA ระยะที่ 2 จะมีส่วนสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย
นายซูอาฮาซิลได้ระบุถึงลำดับความสำคัญหลักสำหรับความร่วมมือที่ได้รับการต่ออายุนี้ รวมถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การบริหารจัดการการคลัง และการปฏิรูปภาคการเงิน
นายซูอาฮาซิลย้ำว่าความคิดริเริ่มระดับทวิภาคีนี้จะต้องแปลผลเป็นการลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงาน และการสร้างขีดความสามารถของสถาบัน เพื่อให้มั่นใจถึงความยั่งยืนในระยะยาวของวาระการปฏิรูปของอินโดนีเซีย
“ผมเชื่อว่ายังมีขอบเขตความร่วมมือในเรื่องรัฐบาลดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ดิจิทัล ธรรมาภิบาลข้อมูล ตลอดจนการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบและผลกระทบของมันด้วย” นายซูอาฮาซิลกล่าว
นายกฯ มาเลเซียสั่งคณะรัฐมนตรีผลักดันการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่

ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม (Datuk Seri Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่บรรดารัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
นายอันวาร์ระบุว่า ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือกับบรรดารัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ตุลาคม 2569 พร้อมทั้งเน้นย้ำว่ามาเลเซียมีความพร้อมทั้งในด้านทรัพยากร ทุนมนุษย์ วินัย และความยืดหยุ่น
นายอันวาร์กล่าวว่า ยังคงมีความเชื่อมั่นว่ามาเลเซียสามารถก้าวไปข้างหน้าสู่การเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้ ผ่านความพยายามอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม (MITI) รวมถึงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
นายอันวาร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วยเช่นกัน กล่าวว่า รัฐบาลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นใจในด้านเสถียรภาพ และการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายชาติด้วยความเชื่อมั่น
โดยได้ยกตัวอย่างแผนแม่บทอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrial Master Plan) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยเน้นย้ำว่าความชัดเจนของนโยบายจะต้องมาคู่กับการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ
“และในหลายๆ ประเทศ สามารถนำเสนอและร่างแผนงานที่น่าประทับใจออกมาได้ แต่ไม่มีการรับประกันว่าจะมีความสามารถ หรือจะสามารถนำแผนนั้นไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“ดังนั้น บทบาทที่ไม่เพียงแต่ของฝ่ายราชการเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือผู้เล่นในภาคอุตสาหกรรม จึงถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง” นายอันวาร์กล่าว
มาเลเซียเล็งใช้เส้นทางขนส่งทางบก 4 ประเทศอาเซียนส่งออกทุเรียนไปจีน

มาเลเซียกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาหารือกับไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เพื่อจัดตั้งเส้นทางขนส่งผ่านแดนทางบกสำหรับการส่งออกทุเรียนสดไปยังประเทศจีน
ดาโต๊ะ สรี โมฮัมหมัด ซาบู (Datuk Seri Mohamad Sabu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับการเข้าถึงตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง
“ทุเรียนเป็นผลไม้ยอดนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน แต่ในบางครั้งพวกเขาก็พบว่ามันยากที่จะซื้อหาผลไม้นี้ได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม” นายโมฮัมหมัดกล่าวในระหว่างช่วงตอบข้อซักถาม
นายโมฮัมหมัดระบุว่าการขนส่งทุเรียนทางบกอาจใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 วัน ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถมาแทนที่การขนส่งทางอากาศที่มีต้นทุนสูงได้ ทั้งนี้ กระทรวงฯกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจากับทั้ง 4 ประเทศสมาชิกอาเซียน
ในปี 2025 มาเลเซียได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ทุเรียนไปยังประเทศจีนเป็นปริมาณรวม 18,370 เมตริกตัน โดยการส่งออกทุเรียนสดเพียงอย่างเดียวมีมูลค่าราว 150.6 ล้านริงกิต ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกทุเรียนของมาเลเซียไปจีนมีมูลค่าแตะระดับประมาณ 124 ล้านริงกิตแล้ว
นายโมฮัมหมัดกล่าวว่าการหารือเกี่ยวกับข้อตกลงการผ่านแดนได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม แม้ว่าการเจรจาจะมีความท้าทาย เนื่องจากทั้ง 4 ประเทศต่างก็ส่งออกทุเรียนไปยังจีนด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ มาเลเซียยังได้สำรวจการขนส่งทางเรือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่มองว่าระยะเวลาการเดินทางที่ยาวนานกว่า ทำให้วิธีนี้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการทุเรียนสดน้อยกว่า
“ผู้บริโภคชาวจีนต้องการทุเรียนสด นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังหารืออย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศและการขนส่งทางรถไฟ” นายโมฮัมหมัดกล่าว
นายโมฮัมหมัดกล่าวสรุปว่า รัฐบาลกำลังพยายามเร่งรัดข้อตกลงเพื่อช่วยให้ทุเรียนมาเลเซียสามารถเดินทางไปถึงผู้บริโภคชาวจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เส้นทางที่เสนอขึ้นมานี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกในท้องถิ่นเข้าถึงตลาดจีนได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับการส่งออกทุเรียนเกรดพรีเมียมของมาเลเซีย
มาเลเซียอนุมัติการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธดิบเป็นครั้งแรกภายใต้กฎระเบียบใหม่

มาเลเซียได้อนุมัติให้มีการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earths) ที่ยังไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นชุดแรกแล้ว ซึ่งถือเป็นการอนุมัติครั้งแรกภายใต้กรอบนโยบายใหม่ที่ออกแบบมาเพื่ออนุญาตให้มีการทดสอบ และส่งเสริมการลงทุนในขีดความสามารถของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เปิดเผยในการตอบคำถามของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ว่า กรมธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีแห่งมาเลเซียได้อนุมัติคำขอส่งออกเพียงคำขอเดียวเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯไม่ได้ระบุชื่อผู้ยื่นคำขอหรือเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
แร่แรร์เอิร์ธจัดเป็นหนึ่งในวัตถุดิบต้นน้ำที่มีความสำคัญที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนชีวิตยุคใหม่ รวมถึงการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมความมั่นคงและการป้องกันประเทศ
ขณะที่ประเทศจีนครอบงำทั้งการทำเหมืองและการแปรรูปแร่ชนิดนี้มาอย่างยาวนาน ประเทศอื่นๆ รวมถึงมาเลเซียก็กำลังเร่งยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถของตนเองขึ้นมาเพื่อลดการพึ่งพาจีน
ในปัจจุบัน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้เป็นที่ตั้งของบริษัท ลิแนส แรร์ เอิร์ธส์ (Lynas Rare Earths) จากออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่เพียงสองแห่งนอกประเทศจีน นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทข้ามชาติในท้องถิ่น เช่น เบอร์จายา (Berjaya) ก็กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจโครงการต่างๆ เช่นกัน
ในส่วนของบริษัทต่างชาติอื่นๆ บริษัท คาเรสแตร์ (Carester) จากประเทศฝรั่งเศส มีแผนที่จะสร้างโรงงานแยกแร่แรร์เอิร์ธในรัฐเปรัก (Perak) ทางตอนเหนือ ร่วมกับบริษัท มาลาโค ไมน์นิง กรุ๊ป (Malaco Mining Group) ของมาเลเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทจากสหรัฐอเมริกามากกว่าสิบแห่งก็กำลังสำรวจโอกาสทางการค้าในท้องถิ่นเช่นกัน
เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มาเลเซียได้ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธดิบแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นการผ่อนคลายมาตรการชะลอการส่งออก (Moratorium) ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2024 ภายใต้กรอบการทำงานที่ปรับปรุงใหม่ การจัดส่งวัตถุดิบที่ยังไม่แปรรูปสามารถทำได้เพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือเพื่อการแปรรูป โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
“แนวทางปฏิบัตินี้เปิดกว้างสำหรับผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม รวมถึงบริษัทต่างชาติ โดยขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง” กระทรวงฯ ระบุ
พร้อมกล่าวว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกไม่ใช่จำนวนคำขอที่ได้รับการอนุมัติ แต่เป็นคุณภาพของการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
สิงคโปร์เตรียมใช้ “ไบโอมีเทน” แทนก๊าซฟอสซิลตั้งแต่ปี 2028 ผ่านโครงการนำร่องใหม่
ภายในปี 2028 สิงคโปร์อาจเริ่มใช้ ไบโอมีเทน (biomethane) ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าก๊าซฟอสซิลที่ประเทศเคยใช้มาโดยตลอด เพื่อช่วยขับเคลื่อนระบบพลังงานของประเทศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม นายกัน กิม หย่ง (Gan Kim Yong) ประกาศเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ว่า บริษัทผลิตไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ Keppel Energy, Sembcorp Utilities และ Tuas Power Generation ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวม (aggregators) เพื่อนำเข้าและจัดหาไบโอมีเทนภายใต้โครงการนำร่องนี้
ในปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าถึง 95% ของสิงคโปร์นั้นมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ไบโอมีเทนซึ่งมีส่วนประกอบคล้ายคลึงกัน ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ เช่น ขยะเศษอาหาร ขยะทางการเกษตร มูลสัตว์ และกากตะกอนสิ่งปฏิกูล (sewage sludge)
ด้วยเหตุนี้ ไบโอมีเทนจึงถูกมองว่าเป็น “เชื้อเพลิงหมุนเวียน” และยังมีข้อดีคือสามารถนำไปใช้กับโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขที่มีค่าใช้จ่ายสูง
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในการประชุม Singapore Industry Decarbonisation Forum ครั้งแรก ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ (EDB) ร่วมกับ A*STAR และสำนักงานพลังงานขั้นสูงและการลดคาร์บอน (Advanced Energy and Decarbonisation Office) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแห่งชาติของสิงคโปร์ในการสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศ
ในงาน ได้มีการประกาศชุดโครงการริเริ่มต่างๆ เพื่อช่วยให้สิงคโปร์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกเหนือจากโครงการนำร่องการนำเข้าไบโอมีเทนแล้ว ยังมีโครงการอื่นๆ เช่น โครงการสนับสนุนเงินทุนมูลค่า 143 ล้านดอลลาร์ เพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยสิงคโปร์ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนให้เหลือศูนย์สุทธิ (Net-zero) ภายในปี 2050
การบรรลุเป้าหมายนี้ จะต้องอาศัยการทำให้ภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้มข้น รวมถึงภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม ลด carbon footprint (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร)ของตนเองลง ซึ่งโครงการริเริ่มใหม่ๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซจากภาคส่วนได้
นายกัน กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด รวมถึงการปล่อยก๊าซจากการใช้กระแสไฟฟ้า และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ได้ หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า สิงคโปร์จะต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล่านี้ไว้ ควบคู่ไปกับการลดปล่อยคาร์บอนด้วย
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในเทคโนโลยีที่มีคาร์บอนต่ำลง จึงจำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการ แสดงให้เห็นว่าสามารถขยายขนาดการใช้งานได้ และเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ นำไปปรับใช้ได้จริง
ในด้านพลังงาน บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าจะนำเข้าไบโอมีเทนสำหรับกำลังการผลิตสูงสุด 300 เมกะวัตต์ จากแหล่งในภูมิภาคและระหว่างประเทศภายใต้โครงการนำร่องนี้ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของครัวเรือนในโครงการแฟลตการเคหะแห่งชาติ (Housing Board) ได้ประมาณ 600,000 ครัวเรือน
ก๊าซไบโอมีเทน หรือไฟฟ้าที่ผลิตจากไบโอมีเทน จะถูกจัดส่งให้กับศูนย์ข้อมูลและผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมในสิงคโปร์ ซึ่งมักเป็นกลุ่มผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่ EDB ระบุว่า โครงการริเริ่มไบโอมีเทนซึ่งจะดำเนินงานเป็นเวลา 15 ปีนี้ ถือเป็นโครงการแรกในลักษณะนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การแต่งตั้ง 3 บริษัทดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแซนด์บ็อกซ์ด้านกฎระเบียบ (Regulatory Sandbox) ที่ประกาศครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2025 เพื่อทดสอบข้อตกลงเชิงพาณิชย์ กฎระเบียบ และการปฏิบัติงานที่จำเป็นสำหรับการนำเข้าไบโอมีเทน โดยแซนด์บ็อกซ์ด้านกฎระเบียบ คือสภาพแวดล้อมที่ได้รับการควบคุม ซึ่งเปิดให้บริษัทต่างๆ สามารถทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ดูแลกฎระเบียบ
EDB กล่าวเสริมว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยกำหนดกรอบการทำงานสำหรับการนำไบโอมีเทนมาใช้ในวงกว้างยิ่งขึ้นในอนาคต
สำหรับการลดการปล่อยก๊าซจากภาคอุตสาหกรรม นายกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (ด้านการค้า) ด้วยนั้น กล่าวว่า สิงคโปร์ยังได้ทุ่มงบประมาณ 143 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมาใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่สร้างการปล่อยก๊าซเป็นจำนวนมากนั้น รวมไปถึงการผลิตปิโตรเคมี การกลั่น และการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีโซลูชันเชิงพาณิชย์เพียงไม่กี่ทางเลือกที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมเหล่านี้ได้
EDB ระบุว่า โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industry Decarbonisation Funding Initiative) ใหม่นี้ จะมุ่งเน้นไปที่โซลูชันใน 3 ด้าน ได้แก่ การดักจับคาร์บอน ซึ่งหมายถึงการกำจัดคาร์บอนจากการปล่อยไอเสียแทนที่จะปล่อยสู่บรรยากาศ และการใช้ประโยชน์จากคาร์บอน ซึ่งหมายถึงการนำคาร์บอนที่ดักจับได้มาใช้ในกระบวนการอื่นหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น คอนกรีต ส่วนด้านที่สามครอบคลุมถึงเทคโนโลยีการลดคาร์บอนใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น โซลูชันในการกักเก็บคาร์บอน และวิธีกระทบยอดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรม
จากวงเงิน 143 ล้านดอลลาร์ เงินสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรไว้สำหรับการวิจัยและพัฒนาที่ริเริ่มโดยบริษัทต่างๆ รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพและผู้ให้บริการเทคโนโลยี การดำเนินการนภายใต้ชื่อ Decarbonisation Research for Industry, Ventures and Enterprise มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นความร่วมมือระหว่างบริษัทและสถาบันวิจัย โดยรับประกันว่าผลการศึกษาในด้านเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งนี้ รัฐบาลจะร่วมสนับสนุนงบประมาณสูงสุด 75% ของต้นทุนโครงการที่ผ่านเกณฑ์ และเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม
ในอีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยความสะดวกระดับชาติที่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถทดสอบและขยายขนาดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่กำลังพัฒนาขึ้นสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็ได้วางศิลาฤกษ์ลงเสาเข็มที่เกาะจูร่งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เช่นกัน ผู้ใช้งานกลุ่มแรกจะเป็น Amogy, IHI Corp และ Metha8 ซึ่งเป็นบริษัทที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
สำหรับการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนและไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ ศูนย์ทดสอบแปลผลเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (LCT3) มูลค่า 62 ล้านดอลลาร์แห่งนี้ จะให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกแบบโมดูลาร์ที่ปรับแต่งได้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการทดสอบเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนและไฮโดรเจนภายใต้สภาวะที่สอดคล้องกับภาคอุตสาหกรรม
บริษัทต่างๆ สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค ใบอนุญาต และการอนุมัติต่างๆ ร่วมกัน เพื่อจัดตั้งโครงการนำร่อง และขับเคลื่อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การทดสอบและการขยายขนาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยศูนย์อำนวยความสะดวกแห่งนี้จะตั้งอยู่ที่สถาบันความยั่งยืนเพื่อสารเคมี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมแห่ง ASTAR นายกาน กล่าวว่า Amogy จะร่วมมือกับ ASTAR ในการผลิตไฮโดรเจนจากแอมโมเนีย ส่วน IHI จะเน้นการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน และ Metha8 จะทำงานเกี่ยวกับระบบบูรณาการที่เปลี่ยนเมทานอลเป็นพลังงาน
นายลิม เคง ฮุย ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแห่ง A*STAR กล่าวว่า เทคโนโลยีที่มีอนาคตซึ่งใช้งานได้ผลในห้องปฏิบัติการ ยังคงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือภายใต้สภาวะอุตสาหกรรมที่เข้มงวด LCT3 จึงมอบโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมในการทำงานให้กับนักวิจัยและบริษัทต่างๆ ในการดำเนินการดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างศูนย์อำนวยความสะดวกขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น
ฟิลิปปินส์-สิงคโปร์ขยายความร่วมมือด้านตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพื่อสร้างกิจกรรมการลงทุนใหม่ๆ และส่งเสริมการซื้อขายระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ (Philippine Stock Exchange:PSE)ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX Group) เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์
ความร่วมมือดังกล่าวซึ่งลงนามนอกรอบการประชุมเวทีตลาดทุนอาเซียน (ASEAN Capital Markets Forum) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาช่องทางใหม่ๆ ให้ผู้เสนอขายหลักทรัพย์สามารถเข้าถึงเงินทุนจากทั้งสองเศรษฐกิจได้
ความร่วมมือนี้ยังมุ่งที่จะกระตุ้นการซื้อขายภายในภูมิภาคด้วยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนรวมซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ที่สร้างขึ้นจากธีมการลงทุนที่มีร่วมกันทั้งในฟิลิปปินส์และสิงคโปร์
ตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งจะประเมินด้วยว่าสามารถปรับปรุงสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับผู้เข้าร่วมตลาดของตนเพื่อสนับสนุนริเริ่มอื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังกำหนดให้ PSE และ SGX Group ต้องประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลร่วม เพื่อลดขั้นตอนทางราชการและข้อพิจารณาในการดำเนินงาน
บันทึกความร่วมมือนี้ถือเป็นการจับมือกันครั้งครอบคลุมที่สุดระหว่าง PSE และ SGX Group และต่อยอดมาจากการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อเนื่องกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศ
ฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานการประชุมและการประชุมสุดยอดของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้ ในขณะที่สิงคโปร์จะเข้ารับตำแหน่งผู้นำในปี 2027
ตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากขึ้น
นายรามอน มอนซอน (Ramon Monzon) ประธานและซีอีโอของ PSE กล่าวว่าตลาดหลักทรัพย์ในประเทศมีความกระตือรือร้นที่จะขยายโอกาสการซื้อขายสำหรับทั้งชาวฟิลิปปินส์และชาวสิงคโปร์ และหวังว่าความร่วมมือนี้จะมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับ PSE ในยามที่กำลังพยายามหาปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่ชัดเจน
“ความร่วมมือกับ SGX Group ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างตลาดทุนของฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ พร้อมทั้งขยายโอกาสให้กับทั้งผู้เสนอขายหลักทรัพย์และนักลงทุนของเรา” นายรามอนกล่าว
นายโล้ว บุน เชีย (Loh Boon Chye) ซีอีโอของ SGX Group กล่าวว่าบริษัทต่างๆ จะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือนี้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมความสะดวกในการเข้าถึงเงินทุนและการลงทุนระหว่างสองระบบเศรษฐกิจ



