ASEAN Roundup ‘เอกนิติ’ ดัน ‘Multi-year Program’ เสนออาเซียนตั้ง KPI ร่วม ยกระดับการค้า-ลงทุนดิจิทัล

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 11-17 ตุลาคม 2569

  • ‘เอกนิติ’ ดัน ‘Multi-year Program’ เสนออาเซียนตั้ง KPI ร่วม ยกระดับการค้า-ลงทุนดิจิทัล
  • อินโดนีเซียเสี่ยงหลุดดัชนี MSCI จ่อถูกตัดขาดจากเงินทุนสถาบันโลก
  • เวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตอย่างน้อย 10% ในปี 2027
  • เวียดนามและประเทศสมาชิก EFTA ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี
  • เวียดนามเตรียมห้ามชาวต่างชาติซื้อบ้านเดี่ยว
  • เวียดนามเตรียมขยายมาตรการจูงใจทางภาษีการนำเข้ารถยนต์ถึงปี 2032
  • ลาวเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแห่ไปทำงานต่างประเทศ

‘เอกนิติ’ ดัน ‘Multi-year Program’ เสนออาเซียนตั้ง KPI ร่วม ยกระดับการค้า-ลงทุนดิจิทัล

วันที่ 17 ตุลาคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคระหว่างการแถลงบทสรุปสำคัญที่ไทยนำเสนอต่อเวทีโลกในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569  (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพฯ

โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มีสัดส่วนการค้าภายในภูมิภาค (Intra-ASEAN Trade) อยู่ในระดับต่ำเพียง 22% เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรป (EU) ที่มีการค้าขายระหว่างกันสูงกว่า 60% พร้อมเสนอมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านการตั้งตัวชี้วัด (KPI) ร่วม และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (DPI)

ดร.เอกนิติ ระบุว่า เพื่อไม่ให้การทำงานในระดับภูมิภาคเป็นเพียง “การหารือโดยไร้การปฏิบัติ” ประเทศไทยได้ริเริ่มแนวทางความร่วมมือแบบ Multi-year Program หรือโครงการผูกพันระยะยาวหลายปี ร่วมกับรัฐมนตรีการคลังของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกับสิงคโปร์ซึ่งจะเข้าดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้าและไทยจะรับตำแหน่งต่อในอีก 2 ปีข้างหน้า  โดยเน้นย้ำ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. การตั้ง KPI ร่วมด้านการค้าและการลงทุน (Joint KPI): กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มสัดส่วนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเร่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความต้องการสูง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Resilience) ให้กับทั้งภูมิภาค

2. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและกรอบ DEFA: เร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) เพื่อดึงศักยภาพจากฐานประชากรกว่า 700 ล้านคนในอาเซียน โดยส่งเสริมให้นักพัฒนาและวิศวกรเทคโนโลยีในท้องถิ่นสร้างโมเดลและแอปพลิเคชันขึ้นใช้เองภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีจากฝั่งตะวันตกเพียงอย่างเดียว

3. การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Public Infrastructure – DPI): เสนอแนวคิดเชื่อมโยงระบบการยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (National ID) ระหว่างประเทศสมาชิก เช่น การเชื่อมระบบของไทยเข้ากับอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคน เพื่อวางรากฐานการทำธุรกรรมและการค้าในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ไร้รอยต่อ

“ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีการคลังในอาเซียนว่า เรามาทำโครงการแบบผูกพันหลายปี (Multi-year programs) กัน เพราะถ้าทำแบบปีต่อปี สิงคโปร์ก็ทำวาระของตัวเอง ไทยก็ทำวาระของตัวเอง สุดท้ายแล้วพอจบปีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีแต่การพูดคุยแต่ไร้การปฏิบัติ ดังนั้นเราต้องทำงานร่วมกัน ทำโครงการแบบระยะยาวหลายปี มี KPI ที่ชัดเจน และเป็น KPI ร่วมกันในอาเซียน แล้วชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนก็จะดีขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว

อินโดนีเซียเสี่ยงหลุดดัชนี MSCI จ่อถูกตัดขาดจากเงินทุนสถาบันโลก

ที่มาภาพ: https://internationalbanker.com/brokerage/indonesia-faces-key-challenges-as-it-works-to-maintain-stock-market-status/

วันที่ 15 ตุลาคม 2026 MSCI ประกาศเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับเปลี่ยนสถานะของดัชนี MSCI Indonesia จากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นสถานะตลาดเดี่ยว (Standalone Market Status) โดย MSCI จะประกาศการตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2027 และอาจมีการอัปเดตข้อมูลชั่วคราวเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้มีส่วนร่วมในตลาดในระหว่างช่วงเวลาการรับฟังความคิดเห็นนี้

เว็บไซต์ของ MSCI ระบุว่า สืบเนื่องจากการทบทวนการจัดประเภทตลาด (Market Classification Review) ในเดือนมิถุนายน 2026 MSCI ได้รายงานว่าผู้มีส่วนร่วมในตลาดได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการลงทุน (Investability) ในตลาดหุ้นอินโดนีเซีย รวมถึงปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างการถือหุ้น และพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงการซื้อขายที่สงสัยว่ามีการนัดหมายกันเป็นขบวนการ

แม้ว่าหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้ประกาศมาตรการปฏิรูปต่างๆ เช่น การเพิ่มระดับการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนมากกว่า 1%, การเปิดเผยการจัดประเภทนักลงทุนที่ละเอียดขึ้น, การรายงานสัดส่วนการถือหุ้นที่กระจุกตัว (High Shareholding Concentration: HSC) และแผนการดำเนินงาน (Roadmap) เพื่อขยับสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด (Free Float) ขั้นต่ำขึ้นสู่ระดับ 15% แต่นักลงทุนสถาบันยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบังคับใช้มาตรการอย่างสม่ำเสมอ และต้องการเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงผลกระทบในเชิงบวกที่ชัดเจนจากประกาศดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ MSCI เคยระบุในเดือนมิถุนายนว่า หากไม่มีความคืบหน้าอย่างเพียงพอก่อนการทบทวนดัชนีประจำเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้ MSCI จะพิจารณาเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปรับเปลี่ยนสถานะของตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งล่าสุด ผู้มีส่วนร่วมในตลาดได้สะท้อนความคิดเห็นมายัง MSCI ว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งตลาดหุ้นอินโดนีเซีย

แม้จะมีการประกาศมาตรการปฏิรูปออกมา แต่ข้อกังวลสำคัญเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่เป็นปกติของตลาดยังคงมีอยู่ รวมถึงพฤติกรรมที่สงสัยว่าเป็นการซื้อขายแบบนัดหมายกันอย่างต่อเนื่อง และการขาดหลักฐานการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ MSCI จึงเห็นว่าการคงสถานะอินโดนีเซียเป็นตลาดเกิดใหม่ต่อไปนั้นไม่เหมาะสมอีกแล้ว และได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอปรับลดสถานะอินโดนีเซียเป็นตลาดเดี่ยว โดยข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนร่วมในตลาดชี้ว่า การลดสถานะลงเพียงแค่ตลาดชายขอบ (Frontier Markets) นั้น จะไม่สะท้อนถึงความลึกของปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดได้อย่างเหมาะสม

MSCI คาดว่าจะดำเนินกระบวนการปรับลดสถานะตามข้อเสนอดังกล่าว เว้นแต่ว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะพบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับปรุงการบริหารจัดการและการทำงานของตลาดอย่างมีนัยสำคัญซึ่งสมควรแก่การพิจารณาใหม่

นอกจากนี้ MSCI จะยังคงดำเนินมาตรการระงับ (Freeze) การเปลี่ยนแปลงบางประการที่เกี่ยวข้องกับดัชนีสำหรับหลักทรัพย์อินโดนีเซีย อันเป็นผลมาจากการทบทวนดัชนีหรือเหตุการณ์ขององค์กร (Corporate events) ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ภายใต้มาตรการนี้ MSCI จะไม่ดำเนินการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Inclusion Factors: FIF) หรือจำนวนหุ้น (Number of Shares: NOS) รวมถึงไม่มีการเพิ่มหลักทรัพย์เข้าสู่ดัชนี MSCI Indonesia Investable Market Index (IMI) หรือการปรับย้ายขนาดดัชนีขึ้น (Upward migrations)

MSCI จะยังคงดำเนินการถอดหลักทรัพย์ที่ระบุโดยหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียภายใต้กรอบ HSC ต่อไป และจะใช้ข้อมูลการเปิดเผยผู้ถือหุ้น 1% ในการปรับประมาณการสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (Free float)

ทั้งนี้ MSCI ยินดีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วมในตลาดเกี่ยวกับข้อเสนอการปรับสถานะสำหรับดัชนี MSCI Indonesia จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2027 และจะประกาศการตัดสินใจภายในหรือก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2027

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คำเตือนจาก MSCI ที่ระบุว่าอาจตัดอินโดนีเซียออกจากดัชนีตลาดหุ้น ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ เสี่ยงที่จะตัดขาดประเทศออกจากเงินทุนระหว่างประเทศ และลดสถานะของอินโดนีเซียให้กลายเป็นตลาดที่ถูกมองข้ามสำหรับการลงทุน

การถูกลดสถานะลงสู่สถานะตลาดเดี่ยว (Standalone Market) ถือเป็นมาตรการที่รุนแรงและเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยอาร์เจนตินาเคยถูกลดสถานะในลักษณะนี้เมื่อปี 2021 จากการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน และรัสเซียในปี 2022 หลังจากถูกมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกตัดขาดจากระบบการเงินโลกอันเนื่องมาจากการรุกรานยูเครน ส่งผลให้อินโดนีเซียอาจต้องไปอยู่ในกลุ่มตลาดเดี่ยวที่มีขนาดเล็ก เช่น เลบานอนและซิมบับเว

อินโดนีเซียจัดอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของ MSCI มาตั้งแต่ปี 1989 และการปรับลดสถานะครั้งใหญ่ตามข้อเสนอนี้จะถือเป็นการพลิกผันอย่างรุนแรงสำหรับตลาดที่เคยเป็นหนึ่งในตลาดโปรดของนักลงทุนต่างชาติมาโดยตลอด

การถอดประเทศออกจากดัชนีอ้างอิงหลักระดับโลก ซึ่งเป็นทิศทางชี้นำเงินลงทุนต่างชาติมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าแค่ตลาดหุ้น โดย รุลลี อารียา วิสนูโบรโต (Rully Arya Wisnubroto) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Mirae Asset Sekuritas ในจาการ์ตา กล่าวว่า “ข้อเสนอนี้… รุนแรงเกินกว่ากรณีที่แย่ที่สุด (Worst-case scenario) ที่เราเคยประเมินไว้มาก”

การประกาศของ MSCI ส่งผลให้มูลค่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียสูญหายไปประมาณ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยดัชนี Jakarta Composite Index (.JKSE) ดิ่งลงถึง 11.6% ซึ่งเป็นการร่วงลงภายในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียเมื่อปี 1998

ผลกระทบและความตื่นตระหนกลามไปเกินกว่าตลาดหุ้น โดยค่าเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงสูงสุดถึง 0.8% และนักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มมองถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันอังคารนี้(20 ตุลาคม 2569) ทั้งที่เดิมทีคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย

“วัตถุประสงค์ (ของการขึ้นดอกเบี้ย) จะเป็นไปเพื่อการป้องกันไว้ก่อน เพื่อไม่ให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นลุกลามไปยังฝั่งสินทรัพย์รายได้คงที่ (พันธบัตร) และเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลงจากการที่เงินทุนของคนในประเทศไหลออกนอกประเทศ” ธนาคาร Citi ระบุในบทวิเคราะห์ที่ส่งถึงลูกค้า

ทั้งนี้ ข้อแตกต่างจากการลดสถานะสู่ตลาดชายขอบคือ การย้ายไปสู่สถานะตลาดเดี่ยวจะไม่มีแรงซื้อชดเชยจากกองทุนที่อิงดัชนีตลาดชายขอบเลย ส่งผลให้เงินทุนแบบ Passive ที่อิงกับตลาดเกิดใหม่เตรียมไหลออกจากประเทศอย่างเดียว

ธนาคารหลายแห่งประเมินว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจกระตุ้นให้เกิดเงินทุนไหลออกประเภท Passive ระหว่าง 3 พันล้าน ถึง 6 พันล้านดอลลาร์ โดย JPMorgan คาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ UBS เตือนว่านักลงทุนประเภท Active อาจถอนเงินออกเพิ่มเติมอีกถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์

จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ MSCI ระบุว่า ปัจจุบันมีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ที่ใช้อ้างอิงอยู่กับดัชนีตลาดเกิดใหม่ของ MSCI

อินโดนีเซียซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นผู้ส่งออกถ่านหินหินสำหรับพลังงานความร้อน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเป็นผู้ซัพพลายทองแดงและกาแฟรายสำคัญ แม้ว่าประเทศจะได้ประโยชน์จากราคา สินค้าโภคภัณฑ์ ส่งออกหลักที่เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ แต่ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

นักวิเคราะห์จาก Citi ระบุด้วยว่า ผลกระทบจากการถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นอาจลุกลามไปยังภาคการเงินการคลังของรัฐ หากบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลหาเงินทุนได้ยากขึ้นหรือมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้รัฐบาลต้องดึงภาระค่าใช้จ่ายกลับมาอยู่ในงบประมาณของตนเอง หรือลดขนาดการลงทุนลง

“เราคาดว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างส่วนใหญ่จะเป็นผลกระทบทางอ้อม โดยช่องทางการส่งผ่านผลกระทบที่รวดเร็วที่สุดคือการระดมทุนจากภายนอกประเทศ” เออร์มัน ไฟซ์ (Irman Faiz) นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank Danamon Indonesia ในจาการ์ตากล่าว

JP Morgan ระบุว่า การถอดอินโดนีเซียออกจะเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินที่เชื่อมโยงกับดัชนีมากกว่ากรณีในอดีตอย่างมาก แม้น้ำหนักของอินโดนีเซียในดัชนีจะลดลงจาก 1.2% ณ สิ้นปี 2025 เหลือ 0.46% ในปัจจุบันก็ตาม (เปรียบเทียบกับตอนที่อาร์เจนตินาถูกถอดออก ซึ่งมีน้ำหนักอยู่เพียง 0.12%)

“อินโดนีเซียมีพฤติกรรมการซื้อขายและโครงสร้างตลาดอยู่ในระดับเดียวกับซิมบับเวจริงหรือ? การปฏิบัติต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้นแย่กว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ รวมถึงอีกหลายประเทศในเอเชียจริงหรือ?” ฮวน ตอร์เรส (Juan Torres) ผู้จัดการร่วมของกองทุน Neuberger Emerging Markets Equity Fund ตั้งคำถาม

MSCI อ้างถึงเหตุผลเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงสร้างการถือหุ้น ข้อสงสัยว่ามีพฤติกรรมการซื้อขายที่มีลักษณะร่วมมือกันเป็นขบวนการ และการบังคับใช้กฎระเบียบที่ไม่เพียงพอ โดยระบุว่าปัญหาเหล่านี้บั่นทอนความสามารถของนักลงทุนในการประเมินสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (Free float) ที่แท้จริงของบริษัท และไม่สามารถพึ่งพาราคาตลาดได้

ด้านหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซียได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในปีนี้ในการพยายามแก้ไขข้อกังวลของ MSCI โดยการเข้มงวดกับข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูล และจัดทำแผนเพิ่มสัดส่วนขั้นต่ำของหุ้นหมุนเวียนอิสระ (Free float) นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลยังได้ประกาศบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นที่สงสัยกันในหุ้น 3 ตัวอีกด้วย

เวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตอย่างน้อย 10% ในปี 2027

นายเล มินห์ ฮึง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในการประชุมรัฐบาลที่กรุงฮานอยเมื่อวันเสาร์ (3 ตุลาคม 2569) ที่มาภาพ:https://news.tuoitre.vn/vietnam-pm-demands-over-125-gdp-growth-in-q4-to-achieve-double-digit-growth-for-2026-103261003185114516.htm

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 10% สำหรับปี 2027 โดยมุ่งหวังที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง (Le Minh Hung) แถลงเป้าหมายต่อสมาชิกรัฐสภาในการประชุมเมื่อเช้าวันเสาร์ (17 ตุลาคม 2569) ว่า เนื่องจากรัฐบาลคาดหวังให้ปี 2027 เป็นปีแห่งการเร่งเครื่องและการก้าวกระโดด จึงได้กำหนดเป้าหมาย GDP ต่อหัวไว้ที่ 6,100 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราการเติบโตของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อยู่ที่ประมาณ 4.5% และการเติบโตของผลิตภาพการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 8.6%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งระดม จัดสรร และใช้ทรัพยากรทั้งหมดอย่างก้าวกระโดดเพื่อการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้งบประมาณขึ้น 9.1% และควบคุมรายจ่ายประจำ

เพื่อกระจายแหล่งเงินทุน รัฐบาลวางแผนที่จะออกพันธบัตรประเภทต่าง ๆ จัดหาเงินกู้เพื่อการพัฒนาเป็นทางการ (ODA) ระดมสินเชื่อและทรัพยากรจากภาคเอกชน เพิ่มการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ และส่งเสริมให้บริษัทที่ลงทุนโดยต่างชาติ นำกำไรกลับมาลงทุนซ้ำในเวียดนาม

ทั้งนี้ นายฮึงให้คำมั่นว่าจะบริหารจัดการอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสมต่อไป โดยกล่าวว่าจะมีการนำมาตรการที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพมาใช้เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และอัดฉีดสินเชื่อไปยังกิจกรรมการผลิตและธุรกิจ การส่งออก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อ

รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ฟื้นฟูรูปแบบการพัฒนา และเสริมสร้างขีดความสามารถภายใน ความเป็นอิสระ การพึ่งพาตนเอง และความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ

พร้อมกันนี้ ยังมีแผนที่จะขยายระบบนิเวศอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมสนับสนุน รวมถึงจะมีการจัดตั้งศูนย์กลางบริการและโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ตลอดจนเขตเศรษฐกิจพิเศษ

นายฮึงรายงานผลการดำเนินงานสำหรับปี 2026 ว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและสังคม 14 ตัวจากทั้งหมด 15 ตัว คาดว่าจะบรรลุหรือเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

GDP เติบโต 9.95% ในไตรมาสที่สาม และเติบโต 9.01% ในช่วงเก้าเดือนแรก ส่งผลให้เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในโลก

นายฮึงกล่าวว่า นโยบายการคลัง การเงิน และนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอื่น ๆ มีการบริหารจัดการอย่างเชิงรุกและยืดหยุ่น รายได้งบประมาณเต็มปีคาดว่าจะอยู่ที่ 3.06 ล้านล้านดอง (ประมาณ 1.182 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 14%

นายฮึงกล่าวว่า ธนาคารแห่งชาติเวียดนามได้สั่งการให้สถาบันการเงินร่วมกันลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 1.5–2 จุด สำหรับกิจกรรมการผลิตและธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สอดคล้องกับแนวทางจากผู้นำศูนย์กลางพรรคและรัฐบาล

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของเวียดนามจาก “คงที่” เป็น “เชิงบวก” ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่สถานะของตลาดหุ้นได้รับการอัปเกรดเป็นตลาดเกิดใหม่ระดับรอง (Secondary Emerging Market) ในเดือนกันยายน

“องค์กรระหว่างประเทศต่างชื่นชมความยืดหยุ่นและแนวโน้มการเติบโตของเวียดนาม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

รายงานของรัฐบาลยังแสดงให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเติบโต 11.21% ในช่วงเก้าเดือนแรก ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 การค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น 30.4% และคาดว่าจะสูงถึง 1.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปี ซึ่งอาจทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก

การลงทุนรวมทั้งระบบเศรษฐกิจแตะ 3.11 ล้านล้านด่องในช่วงเก้าเดือนแรก เพิ่มขึ้น 15.1%

การเบิกจ่ายการลงทุนภาครัฐมีมูลค่าเกือบ 643 ล้านล้านด่อง คิดเป็น 63% ของแผนงาน และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเกือบ 13% ด้านการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จดทะเบียนแตะ 5.036 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 76.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เวียดนามสร้างทางด่วนเสร็จเพิ่มอีก 395 กิโลเมตร และเปิดให้บริการทางด่วนสายเหนือ-ใต้ฝั่งตะวันออกตลอดสาย นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการที่หยุดชะงักและล่าช้ามาเป็นเวลานาน

ภายในสิ้นเดือนกันยายน ปัญหาในโครงการต่าง ๆ จำนวน 4,688 โครงการได้รับการแก้ไขหรือมีแผนรองรับเรียบร้อยแล้ว โดยโครงการเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 196,000 เฮกตาร์ และมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 3.2 ล้านล้านดอง

นอกจากนี้ กรอบการเมืองและกฎหมายเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อโครงการพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการแร่ธาตุ รวมถึงโครงการอื่น ๆ ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วเช่นกัน

สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี นายฮึงกล่าวว่ารัฐบาลจะ “พยายามมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะการเติบโตในระดับสองหลักควบคู่ไปกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการควบคุมเงินเฟ้อ”

รัฐบาลจะใช้มาตรการที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และหลักประกันเรื่องการจัดหาไฟฟ้าและเชื้อเพลิง

“ท้องถิ่นต่าง ๆ ต้องมุ่งมั่นเพื่อการเติบโตที่สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะศูนย์กลางการเติบโตหลัก” นายฮึงกล่าว

ในการนำเสนอรายงานการประเมิน นายฟาน วัน ไม (Phan Van Mai) ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของสมัชชาแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการชื่นชมการนำที่เด็ดขาดและยืดหยุ่นของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ตลอดจนความพยายามของกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการได้เน้นย้ำถึง 6 ประเด็นที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่จากรัฐบาลในการบริหารจัดการในช่วงเวลาต่อจากนี้ โดยระบุว่า การเติบโตยังคงแข็งแกร่งแต่ตั้งอยู่บนฐานที่ไม่แน่นอน

โดยเฉพาะศรษฐกิจท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่ง ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี้ ฮานอย ไฮฟอง และด่งนาย ซึ่งคิดเป็นเกือบ 47% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในภูมิภาค (GRDP) ต่างคาดว่าจะพลาดเป้าหมายการเติบโตในปี 2026

การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ก้าวหน้ามากนัก โดยมีสัดส่วน 53% ของการลงทุนรวมทั้งระบบเศรษฐกิจ แต่เติบโตเพียง 14% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในบรรดา 3 ภาคส่วน

การส่งออกเพิ่มขึ้น 24.5% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 36.7% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 1.942 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกยังคงพึ่งพาภาคส่วนที่ลงทุนโดยต่างชาติอย่างมาก ในขณะที่อุตสาหกรรมสนับสนุน สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และขีดความสามารถในการเชี่ยวชาญเทคโนโลยียังมีจำกัด

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินยังข้อสังเกตอีกว่า ภาคธุรกิจและครัวเรือนประกอบธุรกิจยังคงเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การฟื้นตัวของกำลังซื้อเป็นไปอย่างเชื่องช้า และความจำเป็นในการปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและนโยบายภาษี ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน รายได้ และอุปสงค์ภายในประเทศ

สำหรับเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2027 คณะกรรมาธิการขอให้รัฐบาลคำนึงถึงผลกระทบจากภาวะวิกฤติในปี 2026 ที่ลากยาว โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ราคาพลังงานจะทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและค่าธรรมเนียม

“แผนการบริหารจัดการเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉินและระดับเกณฑ์การตอบสนองที่ชัดเจนสำหรับสถานการณ์เชิงลบ เพื่อป้องกันไม่ให้การมุ่งแสวงหาการเติบโตสูงไปบีบลดพื้นที่สำหรับเสถียรภาพและการพัฒนาในระยะปานกลาง” คณะกรรมาธิการระบุในรายงาน

สมัชชาแห่งชาติจะอภิปรายเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปี 2026 และแผนงานที่เสนอสำหรับปี 2027 ต่อไป ในการประชุมกลุ่มวันอาทิตย์และในการประชุมเต็มคณะในวันที่ 31 ตุลาคม จากนั้นคาดว่าจะมีการลงมติรับรองข้อมติเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมปี 2027 ในวันที่ 7 พฤศจิกายน

เวียดนามและประเทศสมาชิก EFTA ลงนามข้อตกลงการค้าเสรี

ที่มาภาพ: https://en.baochinhphu.vn/viet-nam-efta-member-countries-sign-free-trade-agreement-111261018112717183.htm

เวียดนามและ 4 ประเทศสมาชิกสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 โดยมี โต เลิม เลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดี เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามในข้อตกลงการค้าฉบับใหม่นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและ 4 ประเทศในยุโรป ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าเสรีท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ข้อตกลงการค้าดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่สำคัญในวงกว้าง อาทิ การค้าสินค้า, การค้าบริการ, การลงทุน, ทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ, การแข่งขันทางการค้า, วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อ (SMEs), การยุติข้อพิพาท และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นต้น

ข้อตกลงการค้านี้คาดว่าจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แก่เวียดนามในการกระจายตลาดส่งออก ดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพสูง เทคโนโลยีขั้นสูง และความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการที่สมัยใหม่จากประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของยุโรป

EFTA ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยเป็นองค์การระหว่างรัฐบาลของไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์

เวียดนามเตรียมห้ามชาวต่างชาติซื้อบ้านเดี่ยว

ที่มาภาพ: https://www.vietnam.vn/en/gia-nha-lien-tho-tphcm-vuot-200-trieu-dong-m2-dat-giao-dich-van-am-dam

เวียดนามได้เสนอข้อห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติซื้อบ้านเดี่ยว โดยจะอนุญาตให้ซื้อได้เฉพาะคอนโดมิเนียม/อพาร์ตเมนต์แทน ซึ่งข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยที่อยู่อาศัยนี้คาดว่าจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาแห่งชาติในการประชุมสมัยสามัญครั้งถัดไป ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม ถึง 20 พฤศจิกายน หลังจากผ่านการสอบทานเบื้องต้นจากคณะกรรมาธิการประจำสภาแห่งชาติเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

การดำเนินการดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนแปลงหลักการที่เวียดนามยึดถือมาอย่างยาวนานที่ว่า ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของประชาชนทุกคนและบริหารจัดการโดยรัฐ แต่จะเป็นการยกเลิกประเภทกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยที่เคยเปิดให้ชาวต่างชาติครอบครองได้ ซึ่งก็คือบ้านพร้อมที่ดินภายในโครงการจัดสรรที่ได้รับการอนุมัติ

ข้อเสนอดังกล่าวมีที่มาจากมติที่ 21 (Resolution 21) ซึ่งเป็นคำสั่งของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ออกเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยระบุว่า เวียดนาม “ไม่สามารถแปรรูปที่ดินให้เป็นของเอกชนได้อย่างสิ้นเชิง และต้องไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติรับโอนสิทธิการใช้ที่ดินในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น” คณะผู้ร่างกฎหมายได้อ้างถึงคำสั่งนี้ซ้ำหลายครั้งในระหว่างการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย

พรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า “การเก็งกำไรและการกว้านซื้อที่ดินทำให้ตลาดบิดเบือน และดันราคาบ้านให้สูงเกินความสามารถในการจ่ายของประชาชนไปมาก” สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ “สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย” โดยเฉพาะการสร้างอพาร์ตเมนต์ใหม่และที่อยู่อาศัยสำหรับให้เช่า

ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 19 เท่าของรายได้ปานกลาง

“อาจมีผลกระทบต่อวิลล่าหรูและโครงการรีสอร์ทที่เจาะกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ” เดวิด แจ็กสัน (David Jackson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Avison Young เวียดนามและกัมพูชา กล่าวถึงร่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ ชาวต่างชาติได้ซื้อบ้านพักตากอากาศชายหาดเพื่อใช้เป็นบ้านพักส่วนตัวหรือปล่อยเช่าแก่นักท่องเที่ยว โดยผู้พัฒนาโครงการชายทะเลแห่งหนึ่งกล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ของเขาเป็นคนเวียดนาม แต่ข้อจำกัดที่เสนอนี้ “ไม่ได้ช่วยอะไร”

นายแจ็กสันกล่าวต่อว่า “ข้อกังวลที่ใหญ่กว่าคือ มาตรการที่เข้มงวดขึ้นอาจผลักดันให้ผู้ซื้อหันไปใช้วิธีการหลีกเลี่ยงรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งจะลดความโปร่งใสของตลาดและเพิ่มความเสี่ยงทางกฎหมาย” ที่ผ่านมา ผู้ซื้อชาวต่างชาติได้ใช้การนอมินี (Nominee) โครงสร้างองค์กร และหนังสือมอบอำนาจเพื่อเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านพร้อมที่ดิน แม้ว่าการจัดตั้งในลักษณะดังกล่าวจะมีความเสี่ยงทางกฎหมายและไม่ได้ให้สิทธิในกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ก็ตาม

เวียดนามกำลังเผชิญกับภาวะความไม่สมดุลในตลาด โดยที่คนท้องถิ่นต้องการบ้านที่ราคาจับต้องได้ แต่ภาคธุรกิจกลับสร้างคอนโดมิเนียมราคาสูง โว ฮวี่น ตวน เกียต (Vo Huynh Tuan Kiet) หัวหน้าฝ่ายการตลาดโครงการที่อยู่อาศัยของ CBRE เวียดนาม กล่าวว่า กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่นี้อาจเบี่ยงเบนความสนใจของชาวต่างชาติจากการซื้อบ้านไปสู่ยูนิตอพาร์ตเมนต์ที่มีอุปทานส่วนเกินอยู่ในตลาด

แม้ว่าประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบทุนนิยมมานานหลายทศวรรษ รวมถึงการเปิดภาคส่วนต่าง ๆ ให้แก่ชาวต่างชาติ แต่ที่ดินยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดที่สุด

กฎหมายว่าด้วยที่อยู่อาศัยฉบับปี 2014 (พ.ศ. 2557) ได้เปิดสิทธิที่กว้างขวางให้แก่ผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติเวียดนามในการซื้อทั้งอพาร์ตเมนต์และบ้านพร้อมที่ดิน แต่การแก้ไขใหม่ในครั้งนี้ หากได้รับการอนุมัติ จะถือเป็นการย้อนศรนโยบายดังกล่าวบางส่วน โดยเป็นการปิดประตูการซื้อบ้านพร้อมที่ดินรายใหม่สำหรับชาวต่างชาติส่วนใหญ่โดยสิ้นเชิง ในขณะที่ยังคงรักษาสิทธิในการซื้ออพาร์ตเมนต์ไว้

ร่างกฎหมายแก้ไขฉบับล่าสุด ลงวันที่ 13 กันยายน ได้ตัดมาตราเดิมที่เกี่ยวข้องกับที่ดินออกไป และระบุแทนว่า “องค์กรและบุคคลต่างชาติมีสิทธิเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์ โดยการซื้อหรือเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ” ที่อยู่อาศัยจากผู้พัฒนาโครงการหรือเจ้าของรายอื่น หรือโดยการรับอพาร์ตเมนต์เป็นของขวัญหรือมรดก

กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม หากผ่านการอนุมัติจากสภาแห่งชาติ

เจิ่น ลอง (Tran Long) จากสำนักงานกฎหมาย APFL Partners กล่าวว่า หากเป็นเช่นนั้น เจ้าของเดิมในปัจจุบันน่าจะได้รับสิทธิคุ้มครองตามบทเฉพาะกาล ซึ่งคาดว่าจะมีข้อกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านที่ “อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่ครอบครองบ้านส่วนบุคคลพร้อมที่ดินอยู่แล้ว สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ต่อไปได้” ซึ่งหมายความว่ายังคง “ได้รับการคุ้มครอง แม้ว่ากฎหมายใหม่จะไม่ยอมให้มีการซื้อใหม่ก็ตาม”

สำหรับผู้ที่ซื้ออพาร์ตเมนต์ในอนาคต “จะได้รับหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ (โฉนด) ที่ระบุกรรมสิทธิ์ในอพาร์ตเมนต์ของผู้ซื้อชาวต่างชาติ” พร้อมด้วย “สิทธิในการใช้ ปล่อยเช่า ขาย ยกให้ มอบเป็นมรดก หรือจำนองอพาร์ตเมนต์ดังกล่าว” เจิ่น ลองกล่าวกับ Nikkei Asia

พรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า ที่ดินเป็นทรัพย์สินสาธารณะภายใต้การบริหารจัดการร่วมกัน แม้ว่าบุคคลจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ก็ตาม

“ที่ดินเป็นของประชาชนทุกคน โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็นผู้แทนเจ้าของ” มติที่ 21 ระบุ พร้อมเสริมว่า “ที่ดินเป็นทรัพยากรพิเศษของชาติ และเป็นพื้นที่สำหรับชีวิตและการพัฒนา”

ปัจจุบัน สัดส่วนของอพาร์ตเมนต์แต่ละอาคารที่ชาวต่างชาติสามารถครอบครองได้ถูกจำกัดไว้ที่ 30% ซึ่งกฎหมายฉบับแก้ไขจะยังคงเพดานนี้ไว้ ส่วนข้อกำหนดเดิมที่ระบุว่าผู้ไม่ได้ถือสัญชาติเวียดนามสามารถครอบครองบ้านได้ไม่เกิน 250 หลังในโครงการเดียว จะไม่มีความเกี่ยวข้องอีกต่อไป ทั้งนี้ ชาวต่างชาติจะยังคงมีสิทธิปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าได้ แต่ยังคงถูกห้ามไม่ให้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่ถือว่ามีความละเอียดอ่อนด้านการป้องกันประเทศหรือความมั่นคงแห่งชาติ

รัฐบาลได้ย้ำสอดคล้องกับจุดยืนของพรรค โดยระบุว่าการเก็งกำไรได้กลายเป็น “เกมของผู้บงการ” ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำและเบี่ยงเบนทรัพยากรไปจากการผลิต นวัตกรรม และกิจกรรมที่สร้างผลผลิต

“ไม่เหมือนกับหลายประเทศที่รับรองกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในที่ดิน รัฐธรรมนูญของเวียดนามยืนยันว่าที่ดินเป็นของประชาชนทุกคน” รัฐบาลระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม

เวียดนามเตรียมขยายมาตรการจูงใจทางภาษีการนำเข้ารถยนต์ถึงปี 2032

ที่มาภาพ: https://en.vneconomy.vn/finance-ministry-proposes-extending-car-import-tax-incentives-through-2032.htm

กระทรวงการคลังเวียดนามได้จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดบางประการของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 26/2023/ND-CP ว่าด้วยภาษีศุลกากรส่งออกและภาษีศุลกากรนำเข้าแบบพิเศษเสร็จสิ้นแล้ว และได้ยื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมเพื่อทำการประเมินและพิจารณา

ข้อเสนอแก้ไขดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างนโยบายสนับสนุนหลักสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและการประกอบยานยนต์ภายในประเทศ รวมถึงการขยายระยะเวลาของโครงการจูงใจทางภาษีการนำเข้าที่มีอยู่เดิม

โครงการดังกล่าวเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2018 และเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดลง ณ สิ้นปี 2027 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีนำเข้า 0% สำหรับชิ้นส่วนและส่วนประกอบบางรายการที่นำมาใช้ในการผลิตและการประกอบยานยนต์

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รวมถึงสมาคมภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ประเมินโครงการนี้ในเชิงบวก ปัจจุบันเวียดนามมีบริษัทผลิตและประกอบยานยนต์มากกว่า 40 แห่ง ซึ่งรวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ 16 แห่งที่มีศักยภาพการผลิตและการค้าเพียงพอที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว

ยอดการผลิตและการประกอบยานยนต์ภายในประเทศในปี 2025 สูงกว่า 480,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.4% เมื่อเทียบกับปี 2024 และทะลุเป้าหมายที่วางไว้ตามกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ สำหรับครึ่งแรกของปี 2026 ยอดการผลิตคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 284,600 คัน เพิ่มขึ้น 26.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ผลิตในประเทศหลายรายได้ขยายกำลังการผลิตและเริ่มส่งออกรถยนต์บางรุ่นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีท้าทายอยู่หลายประการ ได้แก่ อัตราการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Localisation rate) สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีต่ำกว่า 9 ที่นั่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ การขาดแคลนระบบนิเวศการผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบขนาดใหญ่ และมาตรการจูงใจเจาะจงสำหรับการส่งออกที่ยังคงมีจำกัด

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านของทั่วโลกไปสู่ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังกดดันให้ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในตลาดส่งออก

จากการรับฟังความคิดเห็นและหารือร่วมกับกระทรวงต่างๆ สมาคมอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ กระทรวงการคลังจึงได้เสนอการแก้ไขครอบคลุม 7 ด้านหลักของโครงการจูงใจนี้ โดยข้อเสนอสำคัญคือการขยายระยะเวลาของโครงการออกไปอีก 5 ปี จนถึงสิ้นปี 2032 ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจมีความแน่นอนเชิงนโยบายมากขึ้นในการวางแผนการผลิตและการลงทุน

ลาวเร่งแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแห่ไปทำงานต่างประเทศ

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2023/02/09/laos-south-korea-sign-agreement-on-financing-lao-workers-overseas/

รัฐบาลสปป.ลาวกำลังยกระดับในการจัดการกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานเรื้อรัง ในขณะที่ภาคธุรกิจต่างดิ้นรนอย่างหนักในการสรรหาพนักงาน เนื่องจากแรงงานหลายพันคนเลือกที่จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเพื่อค่าตอบแทนและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่า

นายโพไซ ไซยะสอน (Phosay Sayasone) รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แถลงต่อสมัชชาแห่งชาติว่า รัฐบาลกำลังประสานงานกับนายจ้างเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานและบริการจัดหางาน รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนหันมาทำงานภายในประเทศมากขึ้น

ตามรายงานของรัฐมนตรี ระบุว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มีชาวลาวลงทะเบียนเป็นผู้หางานจำนวน 76,604 คน แต่มีเพียง 5,259 คน หรือคิดเป็นเพียง 6.8% เท่านั้นที่ต้องการทำงานในประเทศลาว ขณะที่อีก 71,345 คนกำลังมองหางานในต่างประเทศ

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีผู้ได้รับการบรรจุเข้าทำงานรวม 119,382 คน แต่มีเพียง 15,772 คนเท่านั้นที่ได้งานทำในลาว ในขณะที่อีก 103,610 คนไปทำงานนอกประเทศ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากที่นายจ้างในท้องถิ่นต้องเผชิญ รวมถึงโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากผู้คนยังคงแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)

สมาชิกสภาแห่งชาติได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนแรงงานลาวที่เดินทางออกนอกประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงค่าครองชีพที่สูงในลาว ค่าเงินกีบที่อ่อนค่าลง และอัตราค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายของแรงงาน

ค่าแรงขั้นต่ำได้กลายเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากแรงงานต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยรัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนครั้งล่าสุดเป็น 2.5 ล้านกีบเมื่อเดือนตุลาคม 2024

ในทางปฏิบัติ เงินเดือนประจำเดือนสำหรับแรงงานภาคเอกชนในลาวมักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 3.5 ล้านกีบ และอาจสูงถึง 4.5 ล้านกีบ แม้ว่าค่าตอบแทนที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปตามนายจ้างและลักษณะงานก็ตาม

เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมได้เร่งให้นายจ้างปรับปรุงสภาพการทำงาน สัญญาจ้างงาน และสวัสดิการพนักงาน เพื่อทำให้การทำงานในลาวมีความน่าดึงดูดยิ่งขึ้น และจูงใจให้แรงงานยังคงอยู่ในประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐบาล ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม และสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว เพื่อประเมินความต้องการแรงงานและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลน

ภาคธุรกิจได้รับขอร้องให้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการกำลังคน เพื่อให้กระทรวงฯ และพันธมิตรสามารถจับคู่แรงงานที่มีอยู่กับตำแหน่งงานว่างได้ดียิ่งขึ้น

กระทรวงฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษในนครหลวงเวียงจันทน์ รวมถึงแขวงจำปาสัก แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต เพื่อสนับสนุนให้นายจ้างลงประกาศรับสมัครงานผ่านระบบจัดหางานออนไลน์

พร้อมกันนี้ยังได้ยกระดับจุดบริการจัดหางาน พัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือ และเพจ Facebook เพื่อช่วยให้ผู้หางานค้นหาตำแหน่งงานว่าง และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถสรรหาพนักงานได้สะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดมหกรรมหางาน (Job Fair) ในแขวงคำม่วน จำปาสัก สะหวันนะเขต และอุดมไซ รวมถึงในนครหลวงเวียงจันทน์ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมของปีนี้

ตัวเลขของกระทรวงฯ แสดงให้เห็นว่าการทำงานในต่างประเทศเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างมากสำหรับแรงงานลาว โดยตั้งแต่ปี 2016 ถึงปี 2026 มีแรงงานลาวไปทำงานในต่างประเทศรวม 708,751 คน โดยในจำนวนนี้เดินทางไปประเทศไทย 672,936 คน ไปสาธารณรัฐเกาหลี 32,089 คน และไปญี่ปุ่น 3,257 คน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังส่งเสริมการฝึกอบรมอาชีพและการประกอบอาชีพอิสระ โดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 มีผู้ได้รับการฝึกอบรม ยกระดับ หรือประเมินทักษะฝีมือแรงงานจำนวน 126,392 คน คิดเป็น 97.22% ของเป้าหมายตลอดทั้งปีที่ตั้งไว้ 130,000 คน

การฝึกอบรมครอบคลุมถึงวิธีการเกษตรสมัยใหม่ การเพาะเห็ด การเลี้ยงเลี้ยงสัตว์ การทอผ้า และการแปรรูปสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการตลาด การเป็นผู้ประกอบการ และการวางแผนธุรกิจ

สำหรับช่วงปี 2027 ถึง 2030 กระทรวงฯ มีแผนที่จะสนับสนุนประชาชน 750 คนผ่านโครงการการจ้างงานในชนบทและการประกอบอาชีพอิสระ พร้อมจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่อให้ประชาชน 323 คนสามารถเริ่มต้นอาชีพของตนเองได้

กระทรวงฯ ระบุเพิ่มเติมว่า การขาดแคลนแรงงานได้นำไปสู่การจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งรวมถึงกรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ต้องมีการระงับการจ้างแรงงานบางสัญชาติเป็นการชั่วคราว แม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่าเป็นสัญชาติใดก็ตาม

ความท้าทายในปัจจุบันคือการช่วยให้ธุรกิจในลาวได้กำลังคนตามที่ต้องการ ควบคู่ไปกับการสร้างงานและสภาพการทำงานที่จูงใจให้ผู้คนสร้างรายได้และใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิดของตนเองมากขึ้น