
- นายกฯโต้พรรคประชาชน “พูดไม่รู้ความ” ยันงบเยียวยายังไม่หมด
- เล็งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมปีหน้า-หวั่นประกันฯปรับเบี้ยเพิ่ม
- มั่นใจศึกซักฟอก ในสภาฯมีเกือบ 300 เสียง
- ปัดตอบ ทานข้าว ‘ธรรมนัส’ ย้ำแค่มิตรภาพ
- กำชับ รมต. – ผู้ว่าฯทุกจังหวัด เตรียมรับมือ PM2.5
- มอบ ‘ศุภจี’ แก้ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์
- มติ ครม.ไฟเขียวสินเชื่อชะลอขายข้าวนาปีเกือบ 6 หมื่นล้าน
- อนุมัติงบจ่ายขาด 120 ล้าน พยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
- เห็นชอบ กฟภ.กู้ในประเทศ 10,406 ล้าน
- ขยายเวลาออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ ปีนี้
- ตั้ง “ศุภมาส อิศรภักดี” ประธานฯติดตามนโยบาย-ข้อสั่งการนายกฯ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม นายอนุทิน มอบหมายให้ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานข้อสั่งการ
โต้พรรคประชาชน “พูดไม่รู้ความ” ยันงบเยียวยายังไม่หมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี สส.พรรคประชาชน บอกว่า รัฐบาลไม่มีแผนรับมือน้ำท่วม โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ที่บอกว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมแผนเรื่องงบ หรือ งบหมดแล้ว นี่คือ การพูดของคนที่ไม่รู้ความ มันต้องเกิดภัยพิบัติก่อนถึงจะสำรวจ เมื่อสำรวจแล้วก็ตรวจสอบ จากนั้นเสนอ ครม.”
“เงินเยียวยาไม่ใช่งบประจำ ต้องมาจากงบกลางของนายกฯ ถ้าเกิน 100 ล้านก็นำเข้า ครม. อนุมัติ ที่บอกงบกลางหมดแล้ว ไม่ใช่แน่นอน งบเยียวยามาจากงบกลางตั้งแต่รัฐบาลสมัยไหนแล้ว” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทินกล่าวต่อว่า “ที่บอกว่า 4,700 ล้านบาทแรกใช้หมดแล้ว มันคืองบกลางที่เหลือตั้งแต่ปี 2569 ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง แต่พอเกิดเหตุน้ำท่วมสัปดาห์สุดท้ายเดือนกันยายน 2569 ผมเลยไม่ส่งคืนกระทรวงการคลัง นำมาตั้งงบฯ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสภาพน้ำขณะนี้ต้องมีการเยียวยา ถึงจ่ายได้เร็วเพื่อประสิทธิภาพ วันนี้ก็ประมาณการว่าเหลืออีกกี่ครัวเรือนที่เข้าข่ายเยียวยา ทางสำนักงบฯ ก็ตั้งอีก 10,500 ล้านเข้า ครม. วันนี้”
“ไม่ใช่เงินหมดแล้ว ไม่ใช่เลย ฉะนั้นการให้ข่าวแบบนี้ถือว่าเป็นการให้ร้าย และผมเชื่อว่าเขารู้ แต่เขาตั้งใจจะให้ร้าย” นายอนุทิน ตอบ
ถามต่อว่า ประชาชนมารอเงินเยียวยาหน้าสำนักงานเขต เป็นความผิดของ สส.พรรคประชาชน หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ทราบว่ามาด้วยสาเหตุอะไร แต่รัฐบาลที่แล้วมาก็ใช้เวลาในการสำรวจ เพราะมีการตั้งกรรมการหลายชุด ตอนนั้นผมเป็น รมว.มหาดไทย เห็นว่าชุดนี้มันซ้ำซ้อน ทำให้เกิดความล่าช้า สุดท้ายก็ต้องตรวจสอบผ่านกรมท้องถิ่น กรมป้องกันภัยฯ สุดท้ายกลับมาตรงนี้อยู่ดี ทำให้มีการร่นการซ้ำซ้อนไป งบประมาณที่เตรียมไว้ตั้งอยู่แล้วก็สามารถทำให้เตรียมจ่าย” “สมัยก่อนบอกว่าต้องรอภัยพิบัติจบก่อนค่อยมาทำบัญชี พอรัฐบาลชุดนี้ first come first serve เลย ขออย่างเดียวตรวจสอบให้แม่นยำ อย่าให้ผิดพลาดซ้ำซ้อน ถ้าเข้ามาก็ทยอยจ่ายเลย เงินก็โอนให้อยู่แล้ว เราก็เลยดำเนินการจ่ายได้ วันนี้ก็จ่ายไป 600,000 กว่าครัวเรือนแล้ว” นายอนุทิน กล่าว
เล็งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมปีหน้า-หวั่นประกันฯปรับเบี้ยเพิ่ม
ถามต่อว่า งบเยียวยาที่อนุมัติผ่าน ครม. วันนี้ วงเงินโครงการ 10,508 ล้านบาท เพียงพอแล้วหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “โครงการประกันภัยพิบัติครอบคลุมตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่เราจ่ายก่อนหน้านี้มันจบไปในตัวมันเอง สิ่งที่ลุ้นต่อไปคือปีหน้าต้องไปสร้างระบบป้องกัน ระบบรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมให้ได้มากที่สุด เพราะถ้าปีหน้าขืนงบเกินเยอะๆ บริษัทประกันภัยก็อาจพิจารณาจะรับประกันหรือไม่ หรือขึ้นเบี้ยประกันหรือเปล่า ฉะนั้นเราก็น่าจะเซฟได้จากการใช้งบกลางไปจ่าย เราต้องมาเร่งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ระบบรับมือต่างๆ ลงทุนเรื่องประตูน้ำ เครื่องระบายน้ำ และถ้าเราจะใช้ระบบประกันภัยปีถัดไป เราก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้รับประกัน”
มั่นใจศึกซักฟอก ในสภาฯมีเกือบ 300 เสียง
เมื่อถามว่า นายกฯ กำชับเรื่องการเตรียมความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “นายกฯ เป็นหนึ่งในผู้ถูกอภิปรายด้วย ทุกกระทรวงต้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจง แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ทำงานกันเป็นทีมเวิร์คอยู่แล้ว ในองค์ประกอบของรัฐบาลก็มีเพียง 2 พรรคการเมือง ฉะนั้นการประสานงาน การขอความร่วมมือต่างๆ มันไม่ยาก”
ถามต่อว่า นายกฯ กังวลกระทรวงใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “สำนักนายกฯ กับกระทรวงมหาดไทย ผมก็ต้องทำการบ้านเยอะๆ”
ผู้สื่อข่าวกำลังถามว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แต่ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน พูดทันทีว่า “ถามเรื่องงานดีกว่า วันนี้อนุมัติเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศไทยตั้งหลายเรื่อง”
จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะเติมเสียงเข้ามาอีกหรือไม่ โดยนายอนุทิน ตอบว่า “รัฐบาลทำงานเต็มที่ เรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระบวนการรัฐสภา กระบวนการตรวจสอบ รัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมในการชี้แจง ตอบข้อสงสัย และชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ แต่เรื่องการทำงานของรัฐบาล รัฐบาลก็ทำงานอย่างเต็มที่”
ถามต่อว่า นายกฯ ดูมีท่าทีมั่นใจกับการตอบคำถามในสภา ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า “เราจะไปบอกมั่นใจไม่ได้ เพราะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยการลงมติ มาตรา 151 ถามว่ามั่นใจในตัวเองไหม…มั่นใจ แต่จะมาบอกมั่นใจมากครับ มันพูดอย่างนี้ไม่ได้”
ถามต่อว่า มั่นใจหรือไม่ที่เสียงไว้วางใจจะมากกว่าเสียงของรัฐบาล “ถ้าถามก็ต้องกลับไปดูในประวัติศาสตร์ คนจะเป็นรัฐบาลได้ต้องมีเสียงข้างมาก มีแต่ ‘อนุทิน 1’ มีแต่เสียงข้างน้อยเท่านั้นเอง แต่ตอนนั้นไม่มีอภิปราย…เกือบมี แต่ยุบสภาไปก่อน แต่พอเป็น ‘อนุทิน 2’ เสียงสนับสนุนเกือบ 300 เสียง ผู้สื่อข่าวก็ไปคำนวณเอา”
เมื่อถามถึงคะแนนเสียง นายอนุทิน ตอบว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่าแต่ละคนจะได้คะแนนเท่าไร สมัยที่ผมโดนตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย…ถามว่าเรากำกับได้ไหม รู้ไหมได้กี่คะแนน ก็นั่งลุ้นทุกทีว่าจะได้มากกว่า หรือน้อยกว่าคนอื่น ลุ้นกระทั่งจะผ่านหรือเปล่า มันไม่มีอะไรที่มาบอกได้ว่าผ่านชัวร์ เราไม่ได้บริหารบ้านเมืองแบบนี้ เราต้องมั่นใจในข้อมูลที่เราตอบข้อซักถาม ข้อสงสัย ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งผมและรัฐมนตรีอีก 17 คนต้องตอบ”
ปัดตอบ ทานข้าว ‘ธรรมนัส’ ย้ำแค่มิตรภาพ
ผู้สื่อข่าวถามเรื่องนายกฯ นั่งรับประทานอาหารกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม หลังจากถามจบ นายอนุทินหัวเราะ และตอบว่า “ต้องบอกด้วยเหรอ เป็นเพื่อนกัน”
ถามต่อว่า มีกระแสพรรคกล้าธรรมจะยุบพรรคมารวมกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมบอกแล้วมันกระแสไง และทำไมไม่คิดว่าผมกับท่านธรรมนัส เป็นตั้งแต่ผู้กอง เทียบรุ่นนักเรียนนายร้อย 25 แต่ก่อนก็เที่ยวเตร่เฮฮา พึ่งพากันมาตลอด พบปะกันสม่ำเสมอ เรื่องการเมืองก็เป็นการเมือง ถ้าบอกมิตรภาพอย่างเดียวทำทุกอย่างได้ แล้วทำไมวันนี้ท่านไม่ได้อยู่ในรัฐบาล ทุกอย่างเราต้องแยก บ้านเมืองก็เรื่องบ้านเมือง มิตรภาพก็ยังดีที่ผมกับท่านธรรมนัสยังดำรงมิตรภาพที่ดีต่อกัน แต่การเมืองก็เป็นการเมือง”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า สมมติพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน บอกว่า “อย่าสมมติ มันสมมติอะไรไม่ได้ทั้งนั้น วันนี้ยังไม่อภิปราย ไม่ลงคะแนนเลย รัฐบาลทำงานให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะมา ใครจะเปลี่ยน รัฐบาลต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศอย่างเต็มที่”
ต่อยอดความสำเร็จผลประชุม IMF-World Bank 2026
ด้านนายเอกภพ รายงานว่า จากความสำเร็จของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank 2026 นายกฯ จึงมีข้อสั่งการว่า การจัดงานไม่เพียงจบแค่การเป็นเจ้าภาพที่ดีและสร้างความประทับใจให้ชาวโลกเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความประทับใจ รวมถึงในอนาคตทำให้ผลจากการประชุมส่งผลถึงประชาชนไทยด้วย
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยต้องทำให้โอกาสและความร่วมมือที่เกิดขึ้นนำไปสู่ผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงเดินหน้าประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ศักยภาพและเอกลักษณ์ของไทยที่ได้รับการเผยแพร่สู่สายตานานาชาติ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทย และภาคบริการของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
เตรียมต้อนรับประธาน OECD
นายเอกภพ กล่าวต่อว่า นายกฯ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมต้อนรับประธานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การเตรียมมาตรการรับมือปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการจัดการปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายจากต่างประเทศ
นายเอกภพกล่าวต่อว่า นายกฯ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับประธาน OECD ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 รวมถึงคณะทำงานของ OECD ที่จะเดินทางมายังประเทศไทยล่วงหน้า เพื่อประเมินความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง
กำชับ รมต. – ผู้ว่าฯทุกจังหวัด เตรียมรับมือ PM2.5
นายเอกภพ กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยปัจจุบันพบสถานการณ์ฝุ่นละอองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ต่างๆ เตรียมความพร้อมและมาตรการในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความร่วมมือและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
มอบ ‘ศุภจี’ แก้ลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์
นายเอกภพ กล่าวว่า นายกฯ กำชับการจัดการปัญหาขยะพิษ โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่อนุญาตให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร แต่ยังพบการลักลอบนำเข้าและมีการเปิดโรงงานเพื่อแปรรูปขยะดังกล่าว จึงมอบหมายให้ ครม. และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ ยังกำชับให้กรมศุลกากรตรวจสอบเรือและตู้สินค้าที่อาจมีการลักลอบนำเข้าขยะดังกล่าวอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ขยะอันตรายจากต่างประเทศ เข้ามาสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนในประเทศ พร้อมมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติหารือ และกำหนดแนวทางจัดการปัญหาอุตสาหกรรมขยะผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกฯ, นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกฯ ,นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
ไฟเขียวสินเชื่อชะลอขายข้าวนาปีเกือบ 6 หมื่นล้าน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและดูแลรายได้เกษตรกร โดยกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 ควบคู่การปรับโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวม 5 โครงการ กรอบวงเงิน 58,912.64 ล้านบาท แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และวงเงินชดเชยจ่ายขาด 9,637.64 ล้านบาท เพื่อรองรับผลผลิตข้าวที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน และลดแรงกดดันต่อราคาข้าวเปลือก
นางสาวลลิดากล่าวว่า มาตรการสำคัญประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 40,928.39 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกเก็บข้าวไว้รอจำหน่ายในช่วงราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อตามประเภทข้าว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 11,500 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน ข้าวปทุมธานี 8,500 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 9,500 บาทต่อตัน พร้อมสนับสนุนค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวตามเงื่อนไขโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วม
ขณะเดียวกัน เสนอโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินรวม 15,656.25 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวบรวมข้าวเปลือกเป้าหมาย 1.5 ล้านตัน สำหรับจำหน่ายหรือแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ยเพียง 1% ต่อปี และรัฐบาลชดเชยอีก 3.50% ต่อปี ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเสริมอำนาจต่อรองในการจำหน่ายผลผลิต
นอกจากนี้ ยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก วงเงิน 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตช่วงออกสู่ตลาดมาก โครงการดูดซับข้าวเปลือก วงเงิน 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตัน โดยเสนอสนับสนุนการรับซื้อข้าวในราคานำตลาดตามเงื่อนไขโครงการ และโครงการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงหรือ “ข้าวประณีต ระยะที่ 2” วงเงิน 84 ล้านบาท สนับสนุนกลุ่มเกษตรกร 266 กลุ่ม กลุ่มละ 300,000 บาท เพื่อพัฒนาการผลิต การแปรรูป และช่องทางจำหน่าย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากข้าวคุณภาพสูง
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงการคลังได้พิจารณาปรับลดกรอบวงเงินชดเชยของโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนและภาระงบประมาณที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง ขณะที่โครงการดูดซับข้าวเปลือกยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนการอนุมัติแหล่งเงิน โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้พิจารณาใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นลำดับแรก และเริ่มดำเนินโครงการได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ
“รัฐบาลมุ่งดูแลชาวนาไม่ให้ต้องเร่งขายข้าวในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน พร้อมเพิ่มช่องทางรับซื้อและสนับสนุนการแปรรูปข้าวคุณภาพสูง เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม มาตรการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการพยุงราคาข้าวระยะสั้น แต่ยังมุ่งปรับโครงสร้างการผลิต เพิ่มมูลค่าข้าวไทย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
อนุมัติงบจ่ายขาด 120 ล้าน พยุงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และส่งเสริมการผลิต ปี 2569/70 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการรวม 4 โครงการ วงเงินงบประมาณจ่ายขาดทั้งสิ้น 120.30 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ใช้งบกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร 71.50 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 48.80 ล้านบาท
นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการสำคัญส่วนแรกมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน โดยมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 20 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ให้มีสภาพคล่องเพียงพอในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลา 60–120 วัน ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตออกจากตลาดชั่วคราว 200,000 ตัน พร้อมชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงผลผลิตกระจุกตัว โดยไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการดูดซับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงิน 51.50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ที่มีปริมาณข้าวโพดออกสู่ตลาดจำนวนมาก และกระจายไปยังผู้ใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ผ่านกลไกองค์การคลังสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อช่วยลดปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในแหล่งผลิตและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่เกษตรกร
สำหรับมาตรการด้านสินเชื่อ รัฐบาลเตรียมสนับสนุนโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 35 ล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส. โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 100,000 ตัน เพื่อให้สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อ รวบรวม และแปรรูปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 4.50 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี และสถาบันเกษตรกรรับภาระเพียงร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 13.80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 230 ล้านบาท หรือรายละไม่เกิน 230,000 บาท ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 5 ปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 24 เดือน เพื่อให้เกษตรกรนำเงินทุนไปพัฒนากระบวนการผลิต เลือกใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดต้นทุนการผลิต
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 4 โครงการเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีการผลิต 2568/69 โดยโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร 12 ราย วงเงิน 447.50 ล้านบาท สามารถรับซื้อผลผลิตได้ประมาณ 96,000 ตัน หรือร้อยละ 96 ของเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสถาบันเกษตรกรในการช่วยรองรับผลผลิตและสร้างช่องทางตลาดให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการของโครงการสินเชื่อทั้ง 2 โครงการแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามกระบวนการต่อไป
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้รับซื้อและสถาบันเกษตรกร ไปจนถึงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาการเพาะปลูก โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม ลดความผันผวนของราคา มีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่ครัวเรือนเกษตรกร ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
วางกรอบเจรจา COP31-32 หนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน-รับมือโลกร้อน
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของประเทศไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี 2569–2570 เพื่อใช้ในการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี รวมถึงการประชุม COP32 และเวทีเจรจาที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระดับโลกในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ
นางสาวลลิดากล่าวว่า ท่าทีสำคัญของไทยคือการเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วแสดงบทบาทนำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเพิ่มการสนับสนุนด้านเงินทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรแก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050
สำหรับประเด็นเศรษฐกิจและพลังงาน ไทยจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ ทั้งเงินให้เปล่า ตราสารหนี้ และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะแรงงานและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ขณะเดียวกัน ไทยจะผลักดันความร่วมมือด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ การจัดการไฟป่า ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือภัยธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนกลไกความร่วมมือด้านคาร์บอนตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและป้องกันการนับผลการลดก๊าซเรือนกระจกซ้ำซ้อน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เวที COP เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศต้องคำนึงถึงทั้งสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ กรอบท่าทีเจรจาดังกล่าวเป็นแนวทางสำหรับผู้แทนไทยในการเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศ ยังไม่ใช่การจัดทำความตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีใหม่ โดยหากมีการจัดทำความตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ตั้ง สนง. “GMSTO” ในไทย เชื่อมท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันบทบาทประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงการจัดตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion Tourism Office: GMSTO) ให้มีสถานะเป็นองค์การระหว่างรัฐบาล และมีสำนักงานถาวรตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำนักงาน GMSTO จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการวางแผน ประสานงาน และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวร่วมกัน ทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว การส่งเสริมการลงทุน การอำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดน ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
สำหรับสำนักงานดังกล่าว เดิมจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 ในชื่อสำนักงานประสานความร่วมมือการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong Tourism Coordinating Office: MTCO) โดยมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่มีสถานะทางกฎหมายในประเทศ การจัดทำความตกลงครั้งนี้จึงมีเป้าหมายยกระดับให้เป็นสำนักงานถาวรที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลระหว่างประเทศ สามารถดำเนินงานและบริหารจัดการความร่วมมือได้อย่างเป็นระบบ โดยมีที่ตั้ง ณ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ ร่างความตกลงได้รับความเห็นชอบในระดับประเทศสมาชิกแล้ว โดยลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน ได้ลงนามในความตกลงดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนการภายในประเทศ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลง พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนาม เพื่อให้สามารถรายงานความคืบหน้าในการประชุมระดับรัฐมนตรีของแผนงานความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในเดือนพฤศจิกายน 2569
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างความตกลงกำหนดให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนเงินสมทบประจำปี ประเทศละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยจะใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไว้แล้ว พร้อมกำหนดโครงสร้างการบริหารและระบบตรวจสอบบัญชี เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เมื่อประเทศสมาชิกลงนามครบทั้ง 6 ประเทศแล้ว จะมีการจัดทำความตกลงประเทศเจ้าบ้าน (Host Country Agreement) เพื่อกำหนดรายละเอียดด้านสิทธิประโยชน์และการดำเนินงานตามกฎหมายไทย โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
“การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานการท่องเที่ยวอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จะช่วยยกระดับบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการลงทุนในภาคการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลมุ่งใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นกลไกสร้างรายได้และเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวลลิดากล่าว
เห็นชอบ กฟภ.กู้ในประเทศ 10,406 ล้าน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กู้เงินในประเทศเพื่อเป็นเงินลงทุนสำหรับการลงทุนในแผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2568 จำนวน 11 แผนงานภายในกรอบวงเงินรวม 10,406 ล้านบาท โดยให้ทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า แผนงานระยะยาวใหม่ ปี 2568 จำนวน 11 แผนงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มีกรอบวงเงินเต็มแผนงาน รวมทั้งสิ้น 13,880.19 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรายได้ จำนวน 3,474.19 ล้านบาท และเงินกู้ในประเทศ จำนวน 10,406 ล้านบาท (บรรจุอยู่ในกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจแล้วตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567) โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
1) แผนงานสนับสนุนการดำเนินงาน ระยะที่ 6 วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 6,150.00 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 4,612.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 1,538.00 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : สามารถจัดหาสิ่งสนับสนุนในการดำเนินงานให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และให้บริการลูกค้าได้ทันต่อความต้องการมากขึ้น ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการติดต่องานรวมถึงสร้างความพึงพอใจในการบริการ
2) แผนงานปฏิบัติการดิจิทัลด้านสื่อสารและโทรคมนาคมของ กฟภ. ปี 2568 วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 211.44 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 158.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 53.44 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : ช่วยพัฒนาโครงข่ายสื่อสารของ กฟภ. ให้ครอบคลุม สามารถสั่งการควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในสถานีไฟฟ้าได้โดยตรงจากศูนย์ควบคุม การจ่ายไฟ และเชื่อมโยงระบบงานด้านสารสนเทศให้สำนักงานการไฟฟ้าให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
3) แผนงานปฏิบัติการดิจิทัลด้านระบบงานและแพลตฟอร์ม ปี 2568 วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 96.07 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 72.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 24.07 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : มีโครงสร้างพื้นฐานของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารที่สามารถสนับสนุนและรองรับการปฏิบัติงานตามแผนการปฏิบัติการดิจิทัลของ กฟภ. ได้อย่างมีเสถียรภาพและมีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
4) แผนงานปรับปรุงประสิทธิภาพสินทรัพย์สถานีไฟฟ้า วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 1,810.46 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 1,357.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 453.46 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์สถานีไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความสามารถของระบบประเมินสภาพสินทรัพย์สถานีไฟฟ้าซึ่งสามารถลดภาระงานบำรุงรักษาได้
5) แผนงานจัดซื้ออุปกรณ์หลักปรับปรุงระบบสายเคเบิลใต้ดิน วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 230.82 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 173.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 57.82 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : ระบบสายเคเบิลใต้ดินและสถานีไฟฟ้าสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากการชำรุด
6) แผนงานจัดหาทดแทนสินทรัพย์สถานีไฟฟ้า วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 151.37 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 113.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 38.37 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : ช่วยให้มีอุปกรณ์เปลี่ยนทดแทนและเสื่อมสภาพพร้อมให้บริการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
7) แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและหม้อแปลง AVR วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 1,084.96 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 813.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 271.96 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : ช่วยให้หม้อแปลงไฟฟ้ากำลังและหม้อแปลง AVR มีความพร้อมสำหรับการให้บริการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ลดผลกระทบจากความผิดพลาดของอุปกรณ์ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ
8) แผนงาน Digital Channels Integration and Enhancement วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 108.00 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 81.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 27.00 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : สามารถให้บริการลูกค้าได้ทุกบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล นำมาสู่การเพิ่มความพึงพอใจและความผูกพันของลูกค้าที่มีต่อ กฟภ. รวมถึงลูกค้ามีความสนใจและเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากยิ่งขึ้น
9) แผนงานการซื้อขายและอนุญาตใช้สิทธิโปรแกรมคอมพิวเตอร์ วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 561.77 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 421.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 140.77 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : กฟภ. มีระบบบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานสากล ตลอดจนสามารถลดความเสี่ยงการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์
10) แผนระยะยาวการก่อสร้างเคเบิลใต้ดิน ระยะที่ 3 (มีพื้นที่ดำเนินการ 74 จังหวัด) วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 2,500.00 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 1,875.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 625.00 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : จังหวัดที่เป็นพื้นที่ดำเนินการได้รับการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน ทำให้ระบบไฟฟ้า มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ รวมถึงมีภูมิทัศน์สวยงามจากการเอาสายไฟฟ้าลงใต้ดิน
11) แผนงานจ้างดูแลบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก และบูรณาการระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป สำหรับธุรกิจหลัก วงเงินเต็มแผนงาน จำนวน 975.30 ล้านบาท แหล่งเงินกู้ในประเทศ จำนวน 731.00 ล้านบาท เงินรายได้ จำนวน 244.30 ล้านบาท
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ : ช่วยบำรุงรักษาให้ระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ฯ มีความพร้อมใช้งาน สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิดการหยุดชะงักและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
ขยายเวลาออกกฎหมายลูก ‘ตั๋วร่วม’ ครบ 20 ฉบับ ปีนี้
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถออกกฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ที่กระทรวงคมนาคมเสนอเป็นการดำเนินการตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ (ต้องดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองให้เสร็จภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2569) แต่โดยที่ได้มีคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 กำหนดให้เพิ่มระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมาย ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จากเดิมไม่น้อยกว่า 15 วัน เป็นไม่น้อยกว่า 30 วัน รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ในชั้นเสนอหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็นภายหลังจากที่มีร่างกฎหมายแล้ว เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 จึงส่งผลให้แผนการดำเนินงานออกกฎหมายลำดับรองตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เกิดความล่าช้า
นอกจากนี้ร่างกฎหมายลำดับรอง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดเก็บค่าโดยสารและโครงสร้างรายได้ของผู้ให้บริการระบบขนส่งทุกภาคส่วน กระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเพิ่มเติมในการประชุมหารือร่วมกับผู้ให้บริการระบบขนส่งที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นเชิงเทคนิคและข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาของร่างกฎหมายลำดับรองดังกล่าวให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป จึงจำเป็นต้องรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เสร็จแล้วรวม 20 ฉบับ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองแล้วเสร็จครบทั้ง 20 ฉบับ ภายในปี 2569
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า การออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานระบบตั๋วร่วมในเชิงระบบ สนับสนุนการดำเนินการระบบตั๋วร่วม และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศ ดังนี้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์สำคัญต่อประชาชนและยกระดับการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ ดังนี้
1. การลดภาระค่าครองชีพประชาชน การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมโดยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนระหว่างผู้ให้บริการ จะส่งผลให้ค่าบริการโดยรวมลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
2. การอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการเดินทางประชาชนสามารถใช้บัตรหรือสื่อการชำระเงินเพียงใบเดียวเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รถโดยสารประจำทาง และเรือโดยสารได้อย่างไร้รอยต่อ
3. การบรรเทาปัญหาจราจรและมลพิษ ระบบตั๋วร่วมจะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากขนส่งส่วนบุคคลเป็นการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมการบูรณาการมาตรฐานทางเทคโนโลยี ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและบูรณาการให้เกิดอัตราค่าโดยสารร่วม
4. การเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยช่วยให้ภาครัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายในการกำกับดูแลการบริหารจัดการระบบตัวร่วม ควบคุมคุณภาพการบริการการจัดสรรรายได้ระหว่างผู้ประกอบการ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วโดยเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องดังกล่าวได้ และมีข้อสังเกตว่า กระทรวงคมนาคม (สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) ควรเร่งรัดการดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่กระทบกระเทือนถึงสภาพบังคับทางกฎหมายของบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
เห็นชอบ MOU เสริมสร้างความร่วมมือระบบรางไทย-จีน
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงคมนาคม (คค.) แห่งราชอาณาจักรไทยและทบวงการรถไฟแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (National Railway Administration of the People’s Republic of China: NRA) ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านระบบราง (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขออนุมัติให้ คค. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงคมนาคมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม (คค.) และทบวงการรถไฟแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (National Railway Administration of the People’s Republic of China: NRA) ร่วมกันจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง คค. แห่งราชอาณาจักรไทยและ NRA ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านระบบราง (ร่างบันทึกความเข้าใจฯ) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านระบบรางในสาขาต่าง ๆ เช่น (1) แลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาและประสบการณ์ในการจัดทำกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (2) ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ (3) ให้ความช่วยเหลือในการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคลากรด้านการขนส่งทางราง เป็นต้น
ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางทั้งด้านการผลิตและการซ่อมบำรุง ตลอดจนพัฒนาศักยภาพและฝึกอบรมบุคลากรให้แก่ประเทศไทย โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีกรอบระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (ขยายออกไปอีกได้คราวละ 2 ปี) และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีหรือผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันและการดำเนินความร่วมมือจะเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ
สำหรับประโยชน์ของร่างฯ มีดังนี้
1. ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านระบบรางระหว่างไทยและจีน ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงข่ายระบบรางในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาระบบรางที่ไทยให้ความสำคัญ ในด้านการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐาน แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระบบรางทั้งด้านการผลิตและการซ่อมบำรุง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพและฝึกอบรมบุคลากร
2. สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับ และกระชับความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ตั้ง “ศุภมาส อิศรภักดี” ประธานฯติดตามนโยบาย-ข้อสั่งการนายกฯ
นางสาวลลิดา กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติ/เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียด ดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (กตน.) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เสนอ มีสาระสำคัญของเรื่อง
1. สลน. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 330/2569เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) เป็นประธานกรรมการ มีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้
1.1 องค์ประกอบ
(1) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
(2) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ
(3) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
(4) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
(5) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรรมการ
(6) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
(7) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ
(8) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
(9) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กรรมการ
(10) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการ
(11) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรรมการ
(12) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหารที่ได้รับมอบหมาย กรรมการและเลขานุการร่วม
(13) รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย กรรมการ และเลขานุการร่วม
(14) รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย กรรมการ และเลขานุการร่วม
(15) ผู้อำนวยการกองประสานนโยบาย และยุทธศาสตร์ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการร่วม
(16) ผู้อำนวยการกองที่ได้รับมอบหมาย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการร่วม
(17) ผู้อำนวยการกองที่ได้รับมอบหมาย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการร่วม
1.2 หน้าที่และอำนาจ
(1) ติดตาม เร่งรัด และขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีไปสู่การปฏิบัติ เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีบรรลุผลสำเร็จและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล
(2) ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี และรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีรับทราบทุกไตรมาส
(3) รวบรวมและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลประจำปี เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน
(4) ประสานความร่วมมือจากส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูล เอกสาร หลักฐาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการ
(5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือ คณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
(6) ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี หรือ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
1.3 ให้ สลน. เป็นหน่วยงานกลางในการประสาน รวบรวมข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีจากผู้ประสานงานของแต่ละส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานผลเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ
1.4 ให้ สลน. อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งตามคำสั่งนี้
1.5 การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ที่ได้รับการแต่งตั้งคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือระเบียบของทางราชการแล้วแต่กรณี โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณของ สลน.
2.เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอ ให้นายภูมิวิศาล เกษมศุข ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 21 ตุลาคม 2570
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายฟาบีโอ จินดา ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต ราชอาณาจักรโมร็อกโก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
2. นางสุพรรณวษา โชติกญาณ ถังตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงโคเปนเฮเกน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย
3. นางศิริลักษณ์ นิยม ตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น สมาพันธรัฐสวิส
4. นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ ตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ ตำแหน่ง อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศทั้ง 4 รายดังกล่าว (ลำดับที่ 1 – 3 และลำดับที่ 5) ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูงในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 1 ราย คือ นางสาววรธีรา สุวรรณศร ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมการท่องเที่ยว ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
5. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน รวม 9 คน ดังนี้
1. เรืออากาศเอก พีรศักดิ์ นพอนันต์ชัย ประธานกรรมการ (ผู้ที่ทำงานเต็มเวลา)
2. พลอากาศเอก อนันต์ชัย ทองเจริญ รองประธานกรรมการ (ผู้ที่ทำงานเต็มเวลา)
3. นายธีรวุฒิ สังข์สีเมฆ กรรมการ (ผู้ที่ทำงานเต็มเวลา)
4. เรืออากาศเอก วีระศักดิ์ วิรุฬห์เพชร กรรมการ
5. นายวิทวัส ภักดีสันติสกุล กรรมการ
6. พลอากาศโท ชัยเลิศ เสวกสุริยวงศ์ กรรมการ
7. นาวาอากาศโท รณกร เฉลิมแสนยากร กรรมการ
8. นาวาเอก กษิดิ กลิ่นศรีสุข กรรมการ
9. นายพูนศักดิ์ ชูตาภา กรรมการ
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
6 การแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง(กระทรวงศึกษาธิการ) ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. นายพิเชฐร์ วันทอง ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง (แทน นายธนู ขวัญเดช)
2. นายสุภชัย จันปุ่ม ตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แทน นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ)
3. นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (แทน นายสุภชัย จันปุ่ม)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569 เพิ่มเติม



