
‘กรุงไทย’ เปิดตัวแพลตฟอร์มระดับชาติ “LCC” จับมือ World Bank ดึงเทคโนโลยี “Digital MRV” วัดคาร์บอนเรียลไทม์ เปลี่ยนเป็นรายได้สร้างธุรกิจสีเขียว เริ่มเฟสแรกที่ กทม. จากโครงการลดคาร์บอนเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายสู๋แพลตฟอร์มการลงทุนระดับชาติ พร้อมขยายผลทั่วประเทศ
ท่ามกลางสภาวะโลกรวนจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ความสำคัญของ ‘สิ่งแวดล้อม’ ได้เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ทางเลือก’ มาเป็น “กติกาใหม่” ที่กำหนดความอยู่รอดของภาคธุรกิจ
แต่การจะเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจ “สีเขียว” ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีเงินลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกนโยบาย Taxanomy เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวได้เร็วขึ้น การขับเคลื่อนนโยบาย “Transition Finance” จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยผลักดันประเทศไทย สู่เป้าหมาย ‘Net Zero’ ตามที่ได้ตกลงกับโลกไว้
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทย ได้เปิดตัว “แพลตฟอร์มการลงทุนระดับชาติภายใต้โครงการ LCC” (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project) พร้อมกับนวัตกรรม “Digital MRV” ในงาน ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ที่จะมาช่วยแก้โจทย์ยากตามที่กล่าวข้างต้น
โดยเฉพาะบูทของธนาคารกรุงไทย ไม่ได้นำเสนอแค่สินเชื่อ แต่นำ ‘โมเดลการหารายได้เพื่อหล่อเลี้ยงธุรกิจสีเขียวชิ้นแรกของโลก’ มาแสดง ตอกย้ำโมเดลต้นแบบที่กำลังถูกจับตามอง

ประเทศไทยได้กำหนดกรอบนโยบายภูมิอากาศ และตลาดคาร์บอนของประเทศไทย (Thailand’s Climate Policy & Carbon Market Framework) เอาไว้ 3 ระยะ คือ
- ปี 2030 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 30-40% จากระดับปกติ (BAU)
- ปี 2031-2035 ยกระดับเป้าหมาย NDC มุ่งลดการปล่อยก๊าซให้ไม่เกิน 152 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- ปี 2050 ก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดคือ Net Zero GHG Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ปัจจุบันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจก, การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) และกลไกราคาคาร์บอน เช่น ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซฯ (ETS) และภาษีคาร์บอน โดยมีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. หรือ TGO) กำกับดูแล

กลไกสำคัญที่เปลี่ยน “ภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ธุรกิจ” นั่นคือ “คาร์บอนเครดิต” จากสถิติการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทย (T-VER) ของ อบก.ล่าสุด ณ เดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้มีการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดย
- ปริมาณการซื้อขายสะสม สูงถึง 5,129,895 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- มูลค่าตลาดรวม อยู่ที่ 433,099,682 บาท
- ราคาเฉลี่ย (Weighted Average Price) อยู่ที่ 84.43 บาทต่อตัน
- กิจกรรมในตลาด มีโครงการยื่นรับรองแล้ว 76 โครงการ และเกิดการทำธุรกรรมรวม 2,650 ครั้ง
ปัจจุบัน อบก. ได้ยกระดับสู่มาตรฐาน “Premium T-VER” ซึ่งมีความเข้มงวดและสร้างผลประโยชน์ร่วมด้าน ESG (Environment-Social-Governance) ที่สูงขึ้น ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านองค์กรให้เป็นสีเขียว ต้องใช้เงินลงทุน อย่างเช่น กลุ่ม ปตท. (PTT Group) กำลังดำเนินโครงการ “I-SPARK” ในนิคมอุตสาหกรรมระยอง เพื่อการลงทุนสร้างระบบนิเวศพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอนแบบบูรณาการ โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง Low Carbon Energy & Solution ทำให้ ปตท.ต้องเตรียมเงินลงทุนประมาณ 2,000 – 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการปรับเปลี่ยนระบบพลังงาน ทั้งทำฟาร์มโซลาร์, พลังงานชีวภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง (Arthit CCS) และถ้าทำสำเร็จ คาดว่าจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3-9 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ดังนั้นการตอบโจทย์โครงการลงทุนสีเขียว และลดภาระทางการคลังของรัฐบาล ธนาคารกรุงไทย เข้ามารับบทบาทเป็น CME (Coordinating and Managing Entity) หรือ “ตัวกลางหลักในการสร้างแพลตฟอร์มการลงทุนระดับชาติ” ภายใต้โครงการ LCC (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project) 
โครงการ LCC นี้ ได้รับทุนสนับสนุนก้อนแรกจากธนาคารโลก (World Bank) มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน และปล่อยกู้ผ่าน EXIM Bank ไปยังหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยเฟสแรกเริ่มที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ในการอัพเกรดสินทรัพย์ เช่น ติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป อาคารที่ทำการของ กทม.และสำนักงานเขตทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถไฟฟ้า (EV) ซึ่งโครงการนำร่องนี้จะช่วยร่นเวลาในการดำเนินโครงการต่างๆให้เร็วขึ้น จากกระบวนการปกติกว่า กทม.จะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล และรัฐสภา และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานถึง 3-4 ปี
แพลตฟอร์มของธนาคารกรุงไทย ไม่ได้จบแค่เรื่องปล่อยกู้ แต่มี “การวัดผลและสร้างรายได้กลับคืน” โดยธนาคารกรุงไทยนำเทคโนโลยี “Digital MRV” เซนเซอร์ IoT ไปติดไว้ตามอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อดึงข้อมูลการลดคาร์บอนแบบเรียลไทม์ (Real-time Analytics) ไม่ต้องใช้คนไปนั่งจดเหมือนในอดีต เพื่อลดความผิดพลาด และโปร่งใสจนได้มาตรฐานสากลในระดับ Gold Standard
เมื่อได้คาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือตามาตรการฐานกลแล้ว ธนาคารโลกจะช่วยพาบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Nike, Microsoft หรือ Apple เข้ามาประมูลซื้อคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต กลับมาสร้างรายได้ให้โครงการ โดยที่ไม่ต้องรอการจัดสรร “งบประมาณ” หรือ “เงินกู้” จากรัฐบาลอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยน “โครงการลดคาร์บอนเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจาย” ให้กลายเป็น “แพลตฟอร์มการลงทุนระดับชาติ” ที่คุ้มค่าและวัดผลได้จริง ช่วยลดภาระการคลังของประเทศ และการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน
สำหรับภาคเอกชน หรือ ธุรกิจทั่วไปที่ต้องการปรับตัว ธนาคารกรุงไทยเตรียมเครื่องมือทางการเงินไว้ให้บริการ 2 รูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจทุกกลุ่ม
1. Green Finance สำหรับการลงทุนสีเขียวโดยตรง อาทิ โซลาร์เซลล์ หรือทำธุรกิจสีเขียว มีสินเชื่อสีเขียว (Green Loans) และ เงินฝากสีเขียว (Green Deposits)
2. Transition Finance สำหรับการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่าน มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผูกกับดัชนีความชี้วัดความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loans) และ มีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยที่เชื่อมโยงกับเป้าหมาย (ESG ESG-Linked Hedging) นอกจากจะช่วยป้องกันความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนดอกเบี้ยของธุรกิจได้อีกด้วย
โมเดลการทำงานนี้ จึงถือเป็นต้นแบบครั้งแรกของโลกที่สามารถเปลี่ยน “โครงการลดคาร์บอนที่กระจัดกระจาย” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่คุ้มค่าและลงทุนได้จริง” (Investable Asset)
หากโครงการนำร่องระดับเมือง (Low Carbon City) ใน กทม. ประสบความสำเร็จ ธนาคารกรุงไทยก็มีมีแผนที่จะขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การลดต้นทุนพลังงานของเมือง หรือช่วยให้ธุรกิจไทยรอดพ้นจากกำแพงภาษีคาร์บอนของโลกเท่านั้น แต่คือการสร้างเครื่องมือทางการเงิน (Financial Mechanism) ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจและประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจับต้องได้จริงในเชิงเศรษฐกิจ



