สุนิสา กาญจนกุล รายงาน
การเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์เริ่มขึ้นตั้งช่วงทศวรรษ 1920-1930 เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อได้ในราคาถูกอย่างน่าทึ่ง จึงมีการพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานของสัตว์
ไก่เนื้อถูกปรับปรุงพันธุกรรมเพื่อให้เติบโตอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ จนถูกขนานนามว่าไก่ผีดิบ (Frankenchickens) ขณะที่ไก่ไข่ถูกขังอย่างแออัดอยู่ในกรงขนาดเล็กที่เรียงกันเป็นตับ แต่ละตัวมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตน้อยกว่ากระดาษ A4 หนึ่งแผ่น หลายฝ่ายจึงพยายามผลักดันให้มีการปรับปรุงวิธีเลี้ยงเพื่อให้ไก่มีชีวิตที่ดีขึ้น
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 เริ่มมีโครงการรณรงค์อย่างจริงจังในระดับโลกเพื่อให้การเลี้ยงไก่ไข่เป็นแบบไร้กรง (cage-free) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรพิทักษ์สัตว์ ผู้บริโภค และบริษัทต่างๆ
ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สวีเดนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ไม่มีไก่ไข่ตัวใดในประเทศสวีเดนที่ยังคงถูกขังในกรง สวีเดนจึงเป็นประเทศแรกในโลกที่บรรลุเป้าหมายการผลิตไข่จากไก่ไร้กรงได้อย่างสมบูรณ์ 100 %
และสิ่งที่น่าประทับใจกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นผลจากความร่วมมือและความตระหนักรู้ของบริษัทต่างๆ ผสานกับการใช้แรงกดดันเชิงบวกจากสังคมและผู้บริโภคเท่านั้น
ไก่ผีดิบ
ในช่วงทศวรรษ 1920-1930 การเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์เริ่มต้นขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ของสหรัฐฯ โดยวิลเมอร์ สตีล แห่งซัสเซกส์เคาน์ตี ในเดลาแวร์ มักถูกยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์ โดยในปี 1923 เธอเลี้ยงไก่มากถึง 500 ตัว
แต่ด้วยวิธีการเลี้ยงแบบปกติ ไก่ต้องใช้เวลาเฉลี่ย 112 วัน กว่าจะโตพอที่จะนำไปขาย ซึ่งถือว่าช้ามากเมื่อเทียบกับมาตรฐานปัจจุบัน จึงมีการแข่งขันพัฒนาไก่เนื้อที่มีเนื้อมากในส่วนหน้าอกและขา และมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเฉลี่ยแล้วในปัจจุบัน ไก่สามารถมีน้ำหนัก 1.9-3.5 กิโลกรัม ได้ในเวลาเพียง 5-6 สัปดาห์
ไก่ที่ถูกเพาะพันธุ์ให้โตเร็วและมีขนาดใหญ่ผิดธรรมชาติ โดยใช้การคัดเลือกทางพันธุกรรมและการควบคุมแสงหรืออาหารเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไก่ ถูกเรียกขานอย่างประชดประชันว่า “ไก่ผีดิบ” (Frankenchickens)
อัตราการเติบโตที่รวดเร็วส่งผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของไก่ เนื่องจากต้องทนทุกข์ทรมานเพราะโตเร็วผิดธรรมชาติจนกระดูกรับน้ำหนักไม่ไหว หัวใจและระบบหายใจมีปัญหาจากขนาดร่างกายที่ใหญ่โตเกินไป รวมถึงการตายฉับพลัน ความผิดปกติของขาและความยากลำบากในการเคลื่อนไหว
หลายฝ่ายที่เล็งเห็นปัญหาด้านจริยธรรมในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ จึงพยายามผลักดันให้ผู้เลี้ยงหันมาใช้พันธุ์ไก่ที่โตช้าลงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สวีเดนโดดเด่น
การรณรงค์เพื่อสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสัตว์ที่เลี้ยงเชิงพาณิชย์เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ดูเหมือนว่ายุโรปจะจริงจังและขันแข็งกว่าภูมิภาคอื่น
ภาคีความร่วมมือพลเมืองยุโรป (the European Citizens’ Initiative (ECI) เรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกกฎหมายห้ามใช้กรงในการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะไก่ไข่ กระต่าย เป็ด ห่าน สุกรแม่พันธุ์ และลูกวัว เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์และยุติการกักขังสัตว์ในสภาพที่อยู่อย่างแออัดและทรมาน
การริเริ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่า 1.4 ล้านคนทั่วยุโรป และได้ผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศแผนการที่จะยุติการใช้กรงในการเลี้ยงสัตว์ภายในปี 2027
แต่อาจกล่าวได้ว่าสวีเดนโดดเด่นและจริงจังที่สุดในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรากฐานประวัติศาสตร์อันยาวนานในแง่ของการให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับแรงผลักดันและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ไม่ต้องบังคับ
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สวีเดนจึงสามารถประกาศให้โลกได้รับรู้อย่างเป็นทางการว่า ไก่ไข่ทุกตัวในประเทศสวีเดนไม่ถูกขังไว้ในกรงอีกต่อไป และสวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ไข่ไก่ทุกฟองมาจากไก่ที่เลี้ยงแบบไร้กรง
ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ขังกรงจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในโรงเรือน สามารถมีพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ เช่น การเดิน การกระพือปีก การเกาะคอน การคลุกฝุ่น การจิกหาอาหาร และการวางไข่ในรัง
โดยที่ระบบโรงเรือนสำหรับการเลี้ยงไก่แบบไร้กรงจะมีหลายลักษณะ ทั้งแบบโรงนา (barn) ซึ่งเป็นระบบชั้นเดียว หรือระบบหลายระดับ ที่จะมีชั้นหลายระดับภายในโรงเรือนให้ไก่โผไปมาได้ หรือระบบปล่อยอิสระ (free-range) ที่เปิดช่องทางให้ไก่ออกไปด้านนอกได้
สิ่งที่น่าทึ่งในเรื่องราวความสำเร็จของสวีเดนคือการที่กระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการออกกฎหมายบังคับของรัฐบาล แต่เป็นผลพวงของความร่วมมือร่วมใจและความตระหนักรู้ของบริษัทต่างๆ เอง
ขณะที่แรงกดดันเชิงบวกจากสังคมและผู้บริโภคก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยมีองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์อย่างโพรเจกต์ 1882 (Project 1882) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งนี้ โพรเจกต์ 1882ทำงานอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึง 17 ปี เพื่อลดการใช้กรงในฟาร์มไก่ไข่ของสวีเดน
ตอนที่โพรเจกต์ 1882 เริ่มงานเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ไก่ไข่ประมาณ 40 % ในสวีเดนยังคงถูกขังในกรง แต่ตัวเลขนี้ลดลงอย่างต่อเนื่องจนในปี 2024 เหลือน้อยกว่า 1 % และปัจจุบันได้ลดลงเป็น 0 % อย่างสมบูรณ์
กลยุทธ์แยบยล
โพรเจกต์ 1882 ใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายและเฉลียวฉลาด จนทำให้การรณรงค์ของโพรเจกต์ 1882 สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้จริง
เริ่มตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ให้กับสาธารณชน เผยแพร่วิดีโอและรูปภาพที่น่าตกใจจากฟาร์มไก่ในกรง เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นถึงสภาพที่แท้จริงของการผลิตไข่ไก่ จากนั้นจึงระดมหาเสียงสนับสนุนจากผู้บริโภค เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคลงชื่อในคำร้องและติดต่อไปยังบริษัทจำหน่ายสินค้า เพื่อเรียกร้องให้บริษัทเหล่านั้นให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของสัตว์
กลยุทธ์สำคัญคือการลงมือเจรจากับบริษัทขนาดใหญ่ แทนที่จะหวังพึ่งพาการแก้ไขกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรรณรงค์กลับเน้นไปที่การขอความร่วมมือจากบริษัทอาหารขนาดใหญ่และเครือข่ายห้างค้าปลีก โดยเสนอให้บริษัทเหล่านี้ให้คำมั่นสัญญาที่จะเปลี่ยนไปใช้ไข่จากไก่ที่เลี้ยงแบบไร้กรง 100 %
ความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก่อให้เกิดแรงสะเทือนเป็นวงกว้าง นับตั้งแต่ปี 2008 มีไก่ไข่มากกว่า 17 ล้านตัว ที่ได้รับการช่วยเหลือจากการถูกขังในกรงอันคับแคบ ซึ่งไก่แต่ละตัวได้รับพื้นที่น้อยกว่ากระดาษ A4 หนึ่งแผ่น
ปัจจุบัน สวีเดนมีไก่ไข่ประมาณ 8.7 ล้านตัว ทุกตัวมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเดิมอย่างมาก โดยไม่ต้องถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่แคบๆ แต่มีพื้นที่ในการเคลื่อนไหว ได้รับอากาศบริสุทธิ์ และมีโอกาสแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติได้มากขึ้น หลายประเทศในยุโรปกำลังมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และความสำเร็จของสวีเดนอาจเป็นแรงผลักดันสำคัญให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วขึ้น
เอเชียกำลังตามรอย
กระแสการเลี้ยงไก่ไข่แบบไร้กรงในเอเชียก็กำลังคืบหน้าเช่นกัน บริษัทผู้ผลิตไข่ไก่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มหันมาลงทุนในระบบเลี้ยงไก่ไข่แบบไร้กรง
ในประเทศภูฏาน กรงตับถูกห้ามใช้มาตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่จีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย ต่างก็มีการริเริ่มเลี้ยงไก่ไข่แบบไร้กรง ล่าสุดบริษัททูดามาสร้างฟาร์มไก่ไข่แบบไร้กรงที่ใหญ่ที่สุดในจีน โดยตั้งเป้าว่าจะมีการเลี้ยงไก่ไข่มากถึง 500,000 ตัว
บริษัทยักษ์ใหญ่ในเอเชียก็เข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องนี้เช่นกัน จอลลิบี (Jollibee) เครือร้านอาหารเอเชียที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก ประกาศเจตนารมณ์ว่าภายในปี 2035 ไข่ไก่ที่บริษัทจำหน่ายทั่วโลกจะเป็นไข่จากไก่ไร้กรง
ขณะที่สาขาทั้งหมดกว่า 300 สาขา ของคาร์ฟู (Carrefour) ในไต้หวันเตรียมเปลี่ยนไปจำหน่ายไข่จากไก่ไร้กรงทั้งหมดภายในปี 2025 นี้ และเมื่อถึงปี 2028ไข่ไก่ทั้งหมดที่ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับสินค้าของคาร์ฟูก็จะมาจากไก่ไร้กรงเช่นกัน ส่วนซูเปอร์อินโด (Super Indo) ซึ่งมีสาขามากกว่า 200 แห่งในอินโดนีเซีย จะจำหน่ายเฉพาะไข่ไก่ไร้กรงภายในปี 2035
ข้อมูลอ้างอิง:
https://www.project1882.org/news/sweden-becomes-cage-free
https://thehumaneleague.org/article/2025-cage-free-fulfillment-report



