เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
เด็กคนหนึ่งที่เกิดในปี 2025 อาจมีชีวิตอยู่จนเห็นต้นศตวรรษที่ 22 เขาจะเติบโตในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ รถยนต์ไร้คนขับอาจไม่ใช่ภาพจากนิยายวิทยาศาสตร์ และเส้นแบ่งระหว่างชีวิตออนไลน์กับออฟไลน์อาจแทบไม่มีความหมาย ขณะเดียวกัน เด็กคนเดียวกันนี้จะต้องอยู่กับคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ประชากรวัยทำงานที่ลดลง และภาระดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากกว่าที่คนรุ่นก่อนเคยเผชิญ
เด็กกลุ่มนี้เริ่มถูกเรียกว่า “Generation Beta” หรือ “Gen Beta” แต่การเข้าใจคนรุ่นใหม่ไม่ควรเริ่มจากการทำนายว่าพวกเขาจะมีนิสัยอย่างไร ชอบซื้ออะไร หรือใช้แพลตฟอร์มใด เพราะสมาชิกที่อายุมากที่สุดของคนรุ่นนี้ยังเป็นเพียงเด็กเล็ก สิ่งที่เราพอจะศึกษาได้ในวันนี้จึงไม่ใช่ตัวตนของพวกเขา แต่เป็นโลกที่ผู้ใหญ่กำลังสร้างไว้ให้พวกเขาเติบโต
Gen Beta คือใคร
คำว่า Generation Beta ถูกเสนอโดยมาร์ก แม็กครินเดิล นักวิจัยสังคมชาวออสเตรเลีย ผู้กำหนดให้หมายถึงผู้ที่เกิดระหว่างปี 2025–2039 ต่อจาก Generation Alpha ซึ่งเกิดระหว่างปี 2010–2024 เขาคาดการณ์ว่า Gen Beta จะคิดเป็นประมาณร้อยละ 16 ของประชากรโลกภายในปี 2035 และสมาชิกจำนวนมากจะมีชีวิตไปถึงศตวรรษหน้า (McCrindle)
อย่างไรก็ตาม ไม่มีองค์กรสากลแห่งใดมีอำนาจกำหนดว่าแต่ละเจเนอเรชันเริ่มต้นและสิ้นสุดเมื่อใด เส้นแบ่งระหว่างรุ่นเป็นเพียงเครื่องมือช่วยมองการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางชีววิทยา แม้แต่ Pew Research Center ซึ่งเคยใช้หมวดเจเนอเรชันอย่างแพร่หลายยังเตือนว่า การแบ่งคนออกเป็นช่วงละ 15–18 ปีอาจกว้างและหยาบเกินไป เพราะคนที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันมีประสบการณ์แตกต่างกันอย่างมหาศาล (Pew Research Center)
ดังนั้น คำว่า Gen Beta จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราใช้มันเป็นคำถาม ไม่ใช่คำตอบ แทนที่เราจะโฟกัสกับคำถามที่ว่า “เด็ก Gen Beta จะเป็นคนแบบไหน” เราอาจต้องพิจารณาว่า “สถาบัน ครอบครัว เทคโนโลยี และวิกฤติแบบใดจะหล่อหลอมเด็กที่เกิดในช่วงเวลานี้”
ไม่ใช่เพียง Digital Native แต่เป็น AI Native
Gen Z เติบโตพร้อมอินเทอร์เน็ต Gen Alpha เติบโตพร้อมสมาร์ตโฟน แต่ Gen Beta อาจเป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตพร้อมปัญญาประดิษฐ์ซึ่งตอบโต้ สอน แนะนำ และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้บางส่วน สำหรับเด็กเหล่านี้ AI อาจไม่ใช่โปรแกรมที่ต้องเปิดใช้ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ในของเล่น ห้องเรียน โรงพยาบาล ระบบขนส่ง และบริการของรัฐ
AI สามารถปรับบทเรียนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคน ช่วยแปลภาษาให้เด็กจากครอบครัวข้ามชาติ สนับสนุนเด็กพิการ และทำให้ความรู้คุณภาพสูงเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น แต่เทคโนโลยีเดียวกันสามารถเก็บข้อมูลของเด็กตั้งแต่วัยที่พวกเขายังไม่สามารถให้ความยินยอม สร้างประวัติดิจิทัลที่ติดตามไปตลอดชีวิต และจำแนกเด็กด้วยอัลกอริทึมที่อาจมีอคติ
รายงานของ OECD ชี้ว่า AI มีศักยภาพเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ แต่ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว อคติ การฉ้อโกง และการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย ขณะที่ UNESCO เสนอว่าไม่ควรปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้ Generative AI อย่างอิสระในห้องเรียน และเรียกร้องให้รัฐกำหนดมาตรฐานคุ้มครองข้อมูลกับฝึกอบรมครู
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ให้เด็กใช้ AI” กับ “ห้ามเด็กใช้ AI” แต่คือการออกแบบความสัมพันธ์ที่ทำให้ AI ขยายความสามารถของมนุษย์โดยไม่เข้ามาแทนที่การคิด การเล่น ความสัมพันธ์ และการลองผิดลองถูก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการเด็ก
เด็กเล็กในประเทศที่แก่ลง
สำหรับประเทศไทย Gen Beta จะเป็นเด็กที่เกิดน้อยลงอย่างมาก รายงานของ UNFPA ระบุว่าอัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยลดลงเหลือประมาณ 1.08 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 อย่างมาก และภายในทศวรรษนี้ประชากรเกือบหนึ่งในสามอาจมีอายุเกิน 60 ปี
Gen Beta ของไทยจึงอาจเติบโตในครอบครัวขนาดเล็ก เป็นลูกคนเดียวมากขึ้น มีพี่น้องน้อยลง และมีญาติผู้ใหญ่อายุยืนขึ้น เด็กจำนวนไม่มากจะเข้าสู่ตลาดแรงงานในเวลาที่ประเทศต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นกับระบบบำนาญ การรักษาพยาบาล และการดูแลระยะยาว พวกเขาอาจต้องรับผิดชอบทั้งต่อลูกของตนเอง พ่อแม่ และปู่ย่าตายายในเวลาเดียวกัน
แต่การเกิดน้อยไม่ควรทำให้รัฐมองเด็กทุกคนเป็นเพียง “กำลังแรงงานในอนาคต” หรือเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้ใหญ่ไม่มีสิทธิ์ฝากภาระความอยู่รอดของประเทศไว้บนเด็กเพียงเพราะคนรุ่นก่อนแก้ระบบภาษี สวัสดิการ และการดูแลผู้สูงอายุไม่ทัน การลงทุนในเด็กต้องตั้งอยู่บนสิทธิและคุณภาพชีวิตของเด็ก ไม่ใช่เพียงความต้องการเพิ่มผลิตภาพของชาติ
การศึกษาที่ต้องเตรียมคนสำหรับงานซึ่งยังไม่มีชื่อ
เมื่อ Gen Beta ของไทยเริ่มเข้าโรงเรียนอย่างเต็มตัว ระบบการศึกษาอาจยังต้องเผชิญปัญหาเดิม ข้อมูล PISA 2022 ระบุว่านักเรียนไทยอายุ 15 ปีทำคะแนนคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 472 คะแนน และมีนักเรียนไทยเพียงร้อยละ 32 ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ถึงระดับพื้นฐาน ความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองกับชนบท เด็กฐานะดีกับเด็กยากจน และเด็กที่ใช้ภาษาไทยกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ยังคงชัดเจน (UNICEF Thailand)
ในเวลาเดียวกัน ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าหลักสูตร องค์การแรงงานระหว่างประเทศประเมินว่า ตำแหน่งงานเกือบ 80 ล้านตำแหน่ง หรือร้อยละ 22.9 ของการจ้างงานในอาเซียน อยู่ในอาชีพที่อาจได้รับผลกระทบจาก Generative AI (ILO) ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป แต่งานจำนวนมากจะเปลี่ยนวิธีทำและต้องการทักษะใหม่
การศึกษาของ Gen Beta จึงไม่ควรมุ่งแข่งขันกับเครื่องจักรเรื่องการจำข้อมูลหรือผลิตคำตอบให้เร็วที่สุด โรงเรียนต้องสร้างความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบแหล่งข้อมูล ทำงานกับผู้อื่น เข้าใจอารมณ์และความแตกต่างทางวัฒนธรรม ตลอดจนรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ เด็กต้องรู้ทั้งวิธีใช้ AI และวิธีไม่เชื่อ AI โดยอัตโนมัติ ครูเองก็ต้องเปลี่ยนจากผู้ส่งมอบคำตอบมาเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์ซึ่งทำให้เด็กคิดและสร้างความหมายได้ด้วยตนเอง
รุ่นที่ต้องเติบโตท่ามกลางภูมิอากาศสุดขั้ว
หาก Gen Beta คนแรกเกิดในปี 2025 เขาจะมีอายุ 25 ปีในปี 2050 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผลของวิกฤติภูมิอากาศจะปรากฏชัดขึ้นมาก UNICEF รายงานว่าในปี 2020 เด็กไทยกว่า 10.3 ล้านคน หรือมากกว่าร้อยละ 75 เคยเผชิญความถี่ของคลื่นความร้อนในระดับสูง และหากไม่มีมาตรการจริงจัง เด็กแทบทุกคนในประเทศไทยจะเผชิญคลื่นความร้อนที่ถี่และยาวนานขึ้นภายในปี 2050
ความร้อนไม่ใช่เพียงเรื่องความไม่สบาย แต่กระทบสุขภาพ การนอน สมาธิ การเรียนรู้ และความสามารถในการทำงาน โรงเรียนที่ไม่มีพื้นที่ร่มหรือระบบระบายอากาศ บ้านที่รับมือกับน้ำท่วมไม่ได้ และครอบครัวที่ไม่มีทรัพยากรป้องกันฝุ่นพิษ จะทำให้วิกฤติภูมิอากาศกลายเป็นวิกฤติความเหลื่อมล้ำด้วย เด็กฐานะดีอาจย้ายที่อยู่ เรียนในอาคารที่ปลอดภัย และเข้าถึงบริการสุขภาพ ขณะที่เด็กยากจนต้องรับผลกระทบโดยแทบไม่มีส่วนในการสร้างปัญหา
การเตรียม Gen Beta จึงไม่อาจจำกัดอยู่ที่การสอนให้เด็กแยกขยะหรือปลูกต้นไม้ โรงเรียน เมือง ระบบสาธารณสุข และงบประมาณของรัฐต้องถูกออกแบบโดยถือว่า เด็กมีสิทธิอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การปรับตัวต่อภูมิอากาศต้องกลายเป็นนโยบายเกี่ยวกับเด็ก ไม่ใช่นโยบายสิ่งแวดล้อมที่แยกออกไปอีกส่วนหนึ่ง
ไม่มี Gen Beta เพียงแบบเดียว
ภาพของเด็กที่เรียนกับครู AI ใช้อุปกรณ์สวมใส่ติดตามสุขภาพ และเดินทางด้วยรถยนต์ไร้คนขับ อาจเกิดขึ้นจริงกับเด็กบางกลุ่ม แต่เด็กอีกจำนวนมากอาจยังไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ไม่มีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ หรือออกจากโรงเรียนก่อนจบมัธยม ความแตกต่างภายในรุ่นเดียวกันอาจมากกว่าความแตกต่างระหว่างคนต่างรุ่นเสียอีก
เทคโนโลยีไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำโดยธรรมชาติ หากการเข้าถึงขึ้นอยู่กับรายได้ AI ที่ดีที่สุดอาจกลายเป็นครูส่วนตัวของเด็กฐานะดี ขณะที่เด็กยากจนได้รับเพียงระบบอัตโนมัติราคาถูกซึ่งใช้ลดจำนวนครูและบุคลากร หากข้อมูลของเด็กกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ครอบครัวที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุดก็อาจเป็นกลุ่มที่ถูกเก็บข้อมูลและทดลองกับเทคโนโลยีมากที่สุด
เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญเกี่ยวกับ Gen Beta ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะใช้เทคโนโลยีเก่งเพียงใด แต่คือใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ใครกำหนดวัตถุประสงค์ ใครได้รับประโยชน์ และใครรับความเสี่ยง การรู้เท่าทันดิจิทัลจึงต้องรวมถึงความเข้าใจเรื่องสิทธิ ความเป็นส่วนตัว อำนาจของแพลตฟอร์ม และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังหน้าจอด้วย
เข้าใจอนาคตด้วยการรับผิดชอบต่อปัจจุบัน
เรายังไม่รู้ว่า Gen Beta จะอดทนกว่าหรือเปราะบางกว่า เห็นแก่ตัวกว่าหรือใส่ใจส่วนรวมกว่า และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าเด็กที่เกิดตั้งแต่ปี 2025 จะมีบุคลิกร่วมกัน การรีบสร้างภาพจำให้พวกเขาอาจไม่ต่างจากที่คนรุ่นก่อนเคยกล่าวหาว่า Gen Y เอาแต่ใจ หรือ Gen Z ไม่อดทน โดยนำปัญหาเชิงโครงสร้างไปอธิบายเป็นนิสัยประจำรุ่น
สิ่งที่รู้ได้แน่ชัดกว่าคือ Gen Beta จะไม่ได้เป็นผู้เลือกโลกตั้งต้นของตัวเอง พวกเขาไม่ได้เลือกให้ AI เข้าไปอยู่ในห้องเรียน ไม่ได้เป็นผู้ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และไม่ได้ออกแบบระบบเศรษฐกิจของสังคมสูงวัย แต่วันหนึ่งพวกเขาจะต้องรับผลของการตัดสินใจเหล่านี้
การเข้าใจ Gen Beta จึงไม่ใช่การมองเข้าไปในเปลเด็กแล้วทำนายอนาคต หากเป็นการหันกลับมามองสถาบันที่ผู้ใหญ่ควบคุมอยู่ในวันนี้ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กกลุ่มนี้โตขึ้นแล้วจึงค่อยถามว่าพวกเขาต้องการอะไร เราสามารถเริ่มได้ทันทีด้วยการลงทุนในพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปฏิรูปการศึกษา คุ้มครองข้อมูลของเด็ก วางกติกาสำหรับ AI สร้างระบบดูแลผู้สูงอายุ และทำให้เมืองรับมือกับภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นได้
ท้ายที่สุด Gen Beta จะไม่ได้ถูกกำหนดโดยปีเกิดเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยสิ่งที่คนรุ่นก่อนเลือกทำหรือไม่ทำในช่วงเวลานี้ การพูดถึงพวกเขาจึงไม่ควรเป็นเพียงการตั้งชื่อให้คนรุ่นใหม่ หากควรเป็นการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของคนรุ่นปัจจุบันว่า เรากำลังส่งมอบโลกแบบใดให้กับเด็กที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาเห็นมัน




