สนพ.ปรับแผน ‘PDP 2026’ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด-เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ มุ่งสู่ Net Zero ปี 2025

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

สนพ.ปรับแผน ‘PDP 2026’ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด  ชูโมเดล ‘Solar Floating’ ฐานทัพเรือสัตหีบ ผลิตไฟใช้เอง-เซฟเงินหลวง 6.35 ล้านบาท/ปี พร้อมเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2025

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ศึกษาดูงานโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำ หรือ “Solar Floating” ณ อ่างเก็บน้ำหนองไก่เตี้ย ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อศึกษากรณีตัวอย่างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสำหรับใช้ภายในพื้นที่ สะท้อนรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า จากเดิมที่พึ่งพาไฟฟ้าจากระบบส่วนกลาง ไปสู่การที่หน่วยงาน ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า การวางแผนกำลังผลิต ระบบสายส่ง และระดับกำลังผลิตสำรองที่เหมาะสม โดยการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2026) จะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไทยให้มีความมั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

“การจัดทำ PDP2026 ต้องพิจารณาว่ารูปแบบการผลิตและใช้ไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าจากระบบในแต่ละช่วงเวลามีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงความมั่นคงและพร้อมรองรับในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้” ผอ.สนพ. กล่าว

สำหรับโครงการ Solar Floating ณ อ่างเก็บน้ำหนองไก่เตี้ย เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือ และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำลังผลิตติดตั้ง 5.03 เมกะวัตต์ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะจ่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเดิมของฐานทัพเรือสัตหีบ และบริหารกำลังผลิตไม่ให้เกินความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในพื้นที่ โดยจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปี 2570 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 6.35 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 82,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดอายุโครงการ

แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะไม่ได้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน แต่ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากสะท้อนแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และการบริหารพลังงานภายในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองกับระบบไฟฟ้าหลัก ตลอดจนเห็นความจำเป็นในการเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ภายหลังการศึกษาดูงาน คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ได้ร่วมรับฟังการบรรยายเกี่ยวกับภารกิจอนุรักษ์และฟื้นฟูเต่าทะเล ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ก่อนร่วมปล่อยลูกเต่าทะเลคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับมิติด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน