ผลสำรวจ SCB EIC พบ Scammer ภัยร้ายใกล้ตัวในชีวิตดิจิทัลของคนไทย

การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค “When Life Goes Digital : เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?” ในช่วงวันที่ 20 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2025 พบคนไทยราว 1 ใน 4 เคยตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของสแกมเมอร์ โดยส่วนใหญ่มาจากการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ สร้างความเสียหายแล้วไม่ต่ำกว่า 9.3 ล้านบาท

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตสะดวกสบายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือการทำธุรกรรมทางการเงิน อย่างไรก็ดี การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้ก็ได้เปิดช่องให้เหล่าสแกมเมอร์นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่อกลโกงในรูปแบบที่ซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น ส่งผลให้อาชญากรรมทางเทคโนโลยีกลายเป็นภัยใกล้ตัวที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคนผ่านหลายช่องทางทั้งโทรศัพท์ ข้อความ หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินและการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

สแกมเมอร์ : ภัยเงียบที่ยังสร้างความเสียหายต่อเนื่อง

อาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือภัยสแกมเมอร์ในไทยยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล จากจำนวนการถูกหลอกลวงโดยสแกมเมอร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้วมากกว่า 1.9 แสนเคส มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 9.35 พันล้านบาท ซึ่งแม้แนวโน้มจำนวนการรับแจ้งเหตุจะลดลงจากปี 2025 ที่เฉลี่ยราว 1,040 เคสต่อวันมาอยู่ที่ 902 เคสต่อวัน แต่ถือว่าจำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยยังอยู่ในระดับสูง แม้ภาครัฐจะเร่งปราบปรามอย่างจริงจังและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประชาชนเริ่มรู้เท่าทันกลลวงของเหล่าสแกมเมอร์มากขึ้น แต่ระดับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยียังคงอยู่ในระดับสูง อีกทั้ง สแกมเมอร์ยังปรับเปลี่ยนกลวิธีและรูปแบบการหลอกลวงให้แยบยลและซับซ้อนมากขึ้นซึ่งยากต่อการปราบปรามให้ทันท่วงที

ปัจจุบันปัญหาการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ยังค่อนข้างวิกฤต จากสถิติการรับแจ้งเหตุการหลอกลวงของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ พบว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา การหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่มีจำนวนการรับแจ้งเหตุสูงสุดถึง 1.39 แสนเคสหรือคิดเป็นประมาณ 73%ของจำนวนที่ได้รับแจ้งทั้งหมด ตามด้วยการหลอกลวงเพื่อการจ้างงานหรือหารายได้พิเศษ 1.7 หมื่นเคส (10%)และการหลอกลวงด้วยการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น/เจ้าหน้าที่ 1.2 หมื่นเคส (6%) โดยทั้ง 3 รูปแบบรวมกันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% และล้วนเป็นกับดักการหลอกลวงที่สแกมเมอร์ใช้กลไกทางจิตวิทยาให้ผู้เสียหายโอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินด้วยความสมัครใจ ขณะที่กรณีฟิชชิ่งและโจมตีทางเทคนิคจากการถูกเจาะระบบหรือขโมยข้อมูลมีสัดส่วนการรับแจ้งเหตุต่ำกว่า 1% และจำนวนการรับแจ้งเหตุลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงระบบป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเครื่องมือหลักที่เหล่าสแกมเมอร์ใช้ในการเข้าถึงเป้าหมาย หากพิจารณาช่องทางการถูกหลอกลวง พบว่า ทางศูนย์ฯ ได้รับแจ้งการถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, TikTok, Instagram, Line) ในสัดส่วนสูงถึง 72% เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของสแกมเมอร์ได้ง่าย รองลงมาคือการหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (4%) นอกจากนี้ ยังพบการรับแจ้งการหลอกลวงในช่องทางอื่นๆ เช่น แอปพลิเคชันหาคู่ อีเมล และเว็บไซต์ต่าง ๆ สะท้อนถึงการปรับกลวิธีการหลอกลวงของสแกมเมอร์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งแม้โซเชียลมีเดียจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็แฝงมาด้วยความเสี่ยงและภัยคุกคามที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องตระหนักและใช้งานด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

คนไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามจากสแกมเมอร์

ขณะเดียวกัน มุมมองของคนไทยต่อภัยคุกคามจากสแกมเมอร์ในหลายประเด็นสอดคล้องกับสถิติการหลอกลวงที่ได้รับแจ้งเหตุข้างต้น โดยมุมมองส่วนใหญ่ถูกสะท้อนผ่านผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey “When Life Goes Digital : เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?” ซึ่งพบประเด็นสำคัญ ดังนี้ ในปีที่ผ่านมา คนไทยยังเผชิญกับการพยายามหลอกลวงของสแกมเมอร์โดยเฉพาะจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการส่งข้อความ โดยผู้ตอบแบบสอบถามถึง 87% เคยได้รับสายโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มักจะแอบอ้างเป็นบุคคลหรือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลอกให้โอนเงิน ขณะที่ 75% เคยได้รับข้อความหลอกลวงผ่าน SMS สอดคล้องกับข้อมูลสถิติของ Whoscall ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันระบุตัวตนสายโทรเข้าและบล็อกสแปมชั้นนำ พบว่า ในปี 2025 คนไทยตกเป็นเป้าหมายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์สูงถึง 39 ล้านครั้งเพิ่มขึ้นจากปี 2024 ราว 1 ล้านครั้ง และ SMS หลอกลวงกว่าอีก 134 ล้านข้อความเพิ่มขึ้นจากปี 2024 กว่า 4 ล้านข้อความ ซึ่งปัจจุบันภาครัฐได้เร่งดำเนินการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบบูรณาการทั้งการใช้มาตรการทางกฎหมายผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การทำงานร่วมกับสำนักงานกสทช. ตัดวงจรโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตชายแดนที่คาดว่าเป็นพื้นที่ฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทลายต้นตอของขบวนการ ส่งผลให้การแจ้งเหตุการหลอกลวงในรูปแบบนี้ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง

คนไทยราว 1 ใน 4 เคยตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของสแกมเมอร์ โดยส่วนใหญ่มาจากการหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ SCB EIC ยังชี้ให้เห็นว่า ราว 24% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด เคยได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง ซึ่งแม้คนไทยจะถูกก่อกวนโดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์และข้อความหลอกลวงในระดับความถี่ที่ค่อนข้างสูง หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง พบว่า ความเสียหายที่เกิดจากการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้ามีสัดส่วนสูงถึง 39% สอดคล้องกับข้อมูลการรับแจ้งเหตุของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ที่ระบุว่าการหลอกลวงจากการซื้อสินค้าและบริการเป็นรูปแบบความเสียหายที่ได้รับแจ้งเหตุสูงสุด ทั้งนี้ยังพบว่ากลุ่มที่เผชิญความเสียหายในกรณีดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 46 ปีขึ้นไป (Gen X และ Baby boomer) สะท้อนว่าผู้สูงอายุอาจเป็นกลุ่มเปราะบางที่ตกเป็นเป้าหมายของสแกมเมอร์ได้ง่ายกว่า ซึ่งโดยมากจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่มีการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหลายกรณีอาจขาดความระมัดระวังในการตรวจสอบข้อมูลความน่าเชื่อถือของผู้ขายอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังพบความเสียหายจากการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตในสัดส่วน 30% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการถูกกลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาแฮกข้อมูลจากร้านค้าหรือเว็บไซต์ที่เคยผูกบัตรเครดิตไว้ หรือการทำบัตรเครดิตสูญหายแล้วผู้อื่นนำไปใช้

แม้ว่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา แต่คนไทยยังมีความเชื่อมั่นต่อการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ค่อนข้างสูง โดยผู้ได้รับความเสียหายกว่า 56% ระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์ไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาหรือไม่ได้รับเงินคืนจากเหตุที่เกิดขึ้น โดยกรณีที่ไม่ได้รับการแก้ไขส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าและบริการแล้วไม่ได้รับสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 77% ใกล้เคียงกับกรณีการถูกหลอกให้โอนเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (76%) ตามด้วยการถูกหลอกให้ลงทุน (69%) ในทางกลับกัน ความเสียหายจากการถูกตัดบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีที่มีแนวโน้มได้รับการแก้ไขทั้งหมดหรือแก้ไขบางส่วนในสัดส่วนค่อนข้างสูง (79%) ซึ่งสะท้อนถึงกลไกของสถาบันการเงินที่สามารถตรวจสอบและระงับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ดี แม้ความเสียหายจากการถูกหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ยังอยู่ในระดับสูงและส่วนใหญ่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ผู้บริโภคถึง 49% ยังคงเชื่อว่าการซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มีความปลอดภัย ขณะที่เพียง 13% มองว่าไม่ปลอดภัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณที่ยังมีความกังวลต่อความเสี่ยงในการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์อยู่

คนไทยส่วนใหญ่เลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะบนแพลตฟอร์มใหญ่/แบรนด์ทางการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงผ่านการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ แม้การซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์จะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในยุคดิจิทัลไปแล้ว ซึ่งผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนวิธีการซื้อสินค้าและบริการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้บริโภคกว่า 79% เลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะบนแพลตฟอร์มe-Commerce ขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือหรือซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มทางการของแบรนด์โดยตรงเพื่อเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของการทำธุรกรรมทางการเงิน ขณะที่ 49% เลือกใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจโดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบประวัติร้านค้า การอ่านรีวิว หรือความคิดเห็นจากผู้ซื้อรายอื่น และราว 30% หลีกเลี่ยงการผูกบัตรเครดิตหรือผูกข้อมูลบัญชีธนาคารกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเข้าถึงข้อมูลทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมตามช่วงวัย ยังพบว่า กลุ่ม Gen Z และ Gen Y มีแนวโน้มสูงที่จะเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่รู้จักหรือร้านค้าที่เพื่อนแนะนำ ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณยังเลือกใช้วิธีการชำระเงินปลายทาง (Cash On Delivery : COD) ในสัดส่วนที่สูงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการไม่ได้รับสินค้าหากชำระเงินล่วงหน้า

คนไทยเชื่อมั่นและไว้ใจในร้านค้าออนไลน์ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนและตรวจสอบได้ รวมถึงได้รับการรับรองจากแพลตฟอร์ม โดยผลสำรวจของ SCB EIC ยังพบว่า ผู้บริโภคถึง 72% ให้ความสำคัญกับร้านค้าที่มีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลผู้ขาย ช่องทางการติดต่อ หรือประวัติการดำเนินธุรกิจในขณะเดียวกัน 58% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นในตราสัญลักษณ์รับรองร้านค้าที่ออกโดยแพลตฟอร์ม ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องยืนยันว่าร้านค้าดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ 45% ยังใช้ข้อมูลจากการรีวิวของผู้ซื้อสินค้าจริงมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจ โดยมองว่าข้อมูลจากประสบการณ์ตรงช่วยสะท้อนคุณภาพสินค้าและความน่าเชื่อถือของร้านค้าได้ อีกทั้ง ยังพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณยังให้ความสำคัญกับนโยบายการเปลี่ยน-คืนสินค้าที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากเป็นพิเศษ เพราะช่วยลดความกังวลในกรณีที่เกิดปัญหาหลังการซื้อสินค้า

รับมือภัยคุกคามสแกมเมอร์ด้วยการสร้างเกราะป้องกัน

การจัดการกับสแกมเมอร์ให้ลดลงหรือหมดไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายโดยเฉพาะการหลอกลวงจากการซื้อสินค้าและบริการที่จำนวนผู้ได้รับความเสียหายยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐโดยเน้นการดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่ไปกับการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

ธุรกิจ e-Commerce และร้านค้าออนไลน์ต้องยกระดับด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภค

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม e-Commerce ได้พัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับระบบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการตรวจจับกลโกงของสแกมเมอร์ที่แฝงตัวเข้ามา เช่น การใช้ AI มาช่วยสแกนเนื้อหาที่มีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง หรือการสร้างระบบแจ้งเตือนให้กับผู้ซื้อสินค้าเมื่อมีการส่งข้อความที่มีความเสี่ยง 2. การคัดกรองร้านค้าอย่างเข้มงวด ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตน และการจัดเกรดร้านค้าหลังผ่านการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยปัจจุบันแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่ได้พัฒนาเครื่องหมายรับรองสำหรับร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งจะช่วยคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นให้กับผู้บริโภค 3. การสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การเพิ่มฟังก์ชันชะลอการจ่ายเงินให้ร้านค้าจนกว่าผู้ซื้อจะได้รับสินค้าและตรวจสอบความถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด การเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนหลายระดับ (Multi-Factor Authentication : MFA) รวมถึงการเพิ่มช่องทางด่วนในการรายงาน/แจ้งเหตุเมื่อพบความผิดปกติเพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถปิดกั้นร้านค้าที่มีความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและดำเนินการตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้ง ยังช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน ร้านค้าหรือธุรกิจที่ต้องการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดออนไลน์ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โดยสามารถพิจารณาแนวทางที่สอดคล้องกับปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากผลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคของ SCB EIC อย่างเช่น

1. การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ครอบคลุมทั้งข้อมูลร้านค้า รายละเอียดสินค้า เงื่อนไขการสั่งซื้อ การรับประกันสินค้า รีวิวจากผู้ใช้จริง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (หากมี) เช่น ค่าจัดส่ง หรือค่าธรรมเนียม ตลอดจนช่องทางการติดต่อร้านค้าที่หลากหลาย เช่น แชตไลน์ กล่องข้อความ (Inbox) โทรศัพท์ หรืออีเมล ที่สามารถตอบสนองได้รวดเร็ว รวมถึงระบบการให้บริการหลังการขายที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

2.  การกำหนดนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคที่น่าเชื่อถือ ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม เช่น การกำหนดเงื่อนไขรับประกันความพึงพอใจในสินค้าและบริการ นโยบายการจัดส่งสินค้า นโยบายการคืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าในกรณีที่สินค้าชำรุดหรือไม่ตรงตามโฆษณา รวมถึงการชดเชยเมื่อเกิดปัญหาหรือเกิดความผิดพลาดในการจัดส่ง

3. การนำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber security) และระบบคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางออนไลน์ รวมถึงการใช้ระบบการชำระเงินที่ได้มาตรฐานผ่านผู้ให้บริการชำระเงินที่ได้รับการรับรองในระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการซื้อสินค้า

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐได้กำหนดให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็น “วาระแห่งชาติ” และเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกในหลายมิติ อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณายกระดับความเข้มข้นของมาตรการเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามภัยจากสแกมเมอร์มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น อย่างเช่น

1. การออกกฎหมายที่เข้มงวดและครอบคลุมมากขึ้น ปัจจุบันไทยใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เป็นเครื่องมือหลักในการปราบปรามสแกมเมอร์ โดยนอกจากการกระทำของสแกมเมอร์จะถูกดำเนินคดีแล้ว กฎหมายยังอนุญาตให้ผู้เสียหายแจ้งธนาคารระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องได้ทันที รวมถึงกำหนดบทลงโทษผู้ที่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีม้า อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจพิจารณาขยายกรอบกฎหมายเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ละเลยมาตรการป้องกันการฉ้อโกง หรือระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเป็นช่องทางให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น รัฐบาลออสเตรเลียออกกฎหมายโทษปรับสูงสุดถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หากพิสูจน์ได้ว่าภาคธุรกิจมีความบกพร่องในการป้องกันการหลอกลวง อีกทั้ง ยังกำหนดมาตรการชดเชยความเสียหาย โดยให้ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินคืนหรือค่าชดเชยจากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ระบบความปลอดภัยไม่มีประสิทธิภาพ

2. การยกระดับการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันไทยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในการรับแจ้งเหตุ ระงับบัญชีม้า และสกัดกั้นเส้นทางการเงินของสแกมเมอร์ รวมถึงสร้างระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี ภาครัฐอาจพิจารณายกระดับความร่วมมือเชิงปฏิบัติการเพิ่มเติม ผ่านการจัดตั้งคณะทำงานที่มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับสิงคโปร์ที่มุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการรับมือปัญหาสแกมเมอร์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและระงับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงทีแบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น

3. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการป้องกันและแจ้งเตือนภัย โดยไทยได้เริ่มนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการปราบปรามสแกมเมอร์แล้วทั้งเทคโนโลยี AI และระบบ Data Bureau ในการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินของสแกมเมอร์ ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณานำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพิ่มเติมในการพัฒนาเครื่องมือป้องกันภัยให้แก่ประชาชน แนวทางนี้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลจีนที่พัฒนาแอปพลิเคชันเตือนภัยระดับชาติภายใต้การกำกับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะที่จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจจับสัญญาณโทรศัพท์เข้า ข้อความ แอปพลิเคชันแปลกปลอม รวมถึงการตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงที่เข้าข่ายการถูกหลอกลวง

ทั้งนี้สแกมเมอร์ยังคงเป็นภัยร้ายที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตดิจิทัลของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในการหลอกลวงจนนำไปสู่ความเสียหายในวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและสร้างความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลไทย

โดย ดร.กมลมาลย์ แจ้งล้อม นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็ม https://www.scbeic.com/th/detail/product/Scammer-280826