รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ 
‘เศรษฐศาสตร์’ ความพ่ายแพ้ สหรัฐฯใช้ ‘แพทริออตลูกละ 4 ล้านดอลลาร์ ทำลายโดรนอิหร่านลูกละ 2-5 หมื่นดอลลาร์
ในบทความชื่อ The Economics of Victory in Ukraine and Defeat in Iran ของ Wall Street Journal กล่าวว่า สงครามอิหร่านให้บทเรียนทางทหารอย่างหนึ่ง คือการใช้จ่ายเงินซื้ออาวุธ เช่น จรวดแพทริออตต่อต้านขีปนาวุธ (Patriot) ของสหรัฐฯ มีคุณภาพสูงมาก เป็นความล้ำเลิศทางวิศวกรรม ใช้เวลาหลายสิบปีจากการสะสมทางเทคโนโลยี การสร้างจรวดแต่ละลำอาจใช้คนนับร้อยนับพัน แต่โดรนของอิหร่าน ที่จรวดแพทริออตยิงขึ้นไปสกัด เปรียบได้แค่ “ลูกธนู” ราคาถูก มีอยู่มากมาย และผลิตออกมาเยอะมาก
นับจากเกิดสงครามอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯยิงจรวดแพทริออต เพื่อสลัดโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้วกว่า 1,300 ลูก แต่ละลูกมีราคา 4 ล้านดอลลาร์ (132 ล้านบาท) เท่ากับสหรัฐฯใช้เงินไปแล้ว 5.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อจะไปทำลายอาวุธอิหร่าน ที่แต่ละลูกมีราคาแค่ 20,000-50,000 ดอลลาร์ (660,000-1,650,000 บาท) แต่เศรษฐศาสตร์ความพ่ายแพ้อยู่ตรงที่ว่า จากกำลังการผลิตที่เป็นอยู่ บริษัทผู้ผลิต Lockheed Martin ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี เพื่อผลิตแพทริออตมาชดเชย จำนวนที่ยิงไปใน 2 เดือนครึ่งของสงครามอิหร่านที่ผ่านมา

สหรัฐฯสูญเสียอะไรเพราะโดรนโลว์เทค
ส่วนรายงานของ New York Times เรื่องสหรัฐฯสูญเสีย เพราะโดรนราคาถูกและโลว์เทคของอิหร่าน โดยกล่าวว่า ความคิดสำคัญที่ได้จากการทำสงครามกับอิหร่าน คืออิหร่านสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ที่มีความสามาถรอย่างน่าทึ่ง นอกจากความตั้งใจที่จะเป็นฝ่ายรุกแล้ว อิหร่านบังคับให้สหรัฐฯและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ต้องเผชิญหน้ากับพลังการทำลายมากขึ้น ของโดรนราคาถูกในสมรภูมิรบ
โดรนหรือยานไร้คนขับของอิหร่าน ทำจากเทคโนโลยีคุณภาพทางการค้าทั่วไป มีต้นทุนแค่ 35,000 ดอลลาร์ (1.1 ล้านบาท) ในการผลิตขึ้นมา ซึ่งเป็นเศษเงินแค่เสี่ยวหนึ่งของต้นทุนอาวุธไฮเทคของสหรัฐฯ ที่นำมาใช้ยิงสลัดโดรนของอิหร่าน โดรนราคาถูกได้เปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ของสงครามยูเครนมาแล้ว ทำให้อิหร่านสามารถเอาประโยชน์ จาก ช่องว่างที่มาการลงทุนทางทหารของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญแก่ความแม่นยำ แต่ก็เป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีราคาแพง

ตัวเลขที่กระทรวงสงครามสหรัฐฯเปิดเผยล่าสุด สหรัฐฯหมดเงินไปกับสงครามอิหร่านแล้ว 29 พันล้านดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากจรวดที่ใช้ยิงสลัดโดรนของอิหร่าน New York Times ได้แยกแยะอาวุธต่างๆของสหรัฐฯและพันธมิตร ในการยับยั้งโดรนอิหร่าน และอธิบายว่า ทำไมจึงมีต้นทุนสูง
- การตอบโต้ทางอากาศต่อต้านโดรน(Air-based strike)
ฉากทัศน์ที่เหมาะคือ ระบบเตือนล่วงหน้าที่สามารถจับการมาถึงของโดรน ที่ยังอยู่ห่างเป้าหมายหลายร้อยกม. เครื่องบินรบเช่น F-16 บินขึ้นไป และใช้จรวด APKWS ยิงโดรน จรวด APKWS 2 ลูกและเครื่องบิน F-16 ทำการบินใน 1 ชม. มีค่าใช้จ่าย 65,000 ดอลลาร์ (2.1 ล้านบาท) ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบนี้ มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ถูก แต่มักไม่ได้นำมาใช้ เพราะแนวรบกว้างขวางมาก อิหร่านเองก็มุ่งโจมตีเครื่องบิน ที่ทำหน้าที่สอดแนมเตือนภัยโดรนล่วงหน้า ส่วนระบบเตือนภัยโดรนจากภาคพื้นดิน ก็ไม่ได้ผล เพราะมีข้อจำกัดในการติดตามการบินของโดรนในระดับต่ำ ตามความโค้งของภูมิประเทศ
- ระบบป้องกันต่อต้านโดรน (Anti-drone defense system)
สหรัฐฯสร้างระบบต่อต้านโดรน โดยมีฐานยิงจากพื้นดิน คือจรวด Coyote ที่สามารถสกัดโดรนห่างออกไป 14 กม. จรวด Coyote มีราคาถูกกว่าจรวดต่อต้านโดรนอื่นๆ ที่ยิงจากพื้นดิน แต่กองทัพสหรัฐฯกลับนำเข้าประจำการน้อย Coyote ลูกหนึ่งราคา 126,500 ดอลลาร์ (4.1 ล้านบาท)
- ระบบต่อต้านโดรนมีฐานยิงจากเรือ(Ship-based anti-missile defense)
ระบบต่อต้านขีปนาวุธ จากฐานยิงทางพื้นดินของสหรัฐฯ มีราคาแพง เพราะออกแบบมาเพื่อทำลายเครื่องบินและขีปนาวุธ ไม่ใช่โดรน รวมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่สามารถยิงโดรนที่อยู่ห่างออกไป 48 กม. ด้วยจรวด Standard Missile 2 ราคาลูกละ 2.1 ล้านดอลลาร์ (69 ล้านบาท) ระบบป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯไม่ตรงกับสภาพการรบในปัจจุบัน เพราะอาวุธถูกออกแบบมา เพื่อรับมือกับจรวดฝ่ายตรงกันข้าม ที่ยิงมาจำนวนไม่มาก มีความเร็ว ไม่ใช่การโจมตีจำนวนมาก จากโดรนราคาถูก
อิหร่านยิงโดรน Shahed-136 พร้อมกันจำนวนมาก เพราะราคาถูก มีการตั้งโปรแกรมเป้าหมายก่อนจะยิง และมีระยะการบินไกลถึง 2,400 กม. ทำให้ทั่วตะวันออกกลาง อยู่ในรัศมีการยิง
- ระบบต่อต้านขีปนาวุธภาคพื้นดิน(Ground-based anti-missile defense)
ระบบป้องกันทางอากาศที่เป็นหลักของกองทัพบกสหรัฐฯคือ จรวด Patriot ปกติจะประจำการในที่ตั้งทหาร สามารถใช้จรวด PAC-3 ยิงโดรนไกลออกไป 43 กม. ราคาลูกหนึ่ง 4 ล้านดอลลาร์ (132 ล้านบาท) ธรรมเนียมทางทหารจะยิง 2 ลูกสู่เป้าหมาย ระบบป้องทางอากาศที่มีราคาแพง อาจสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ เพื่อปกป้องเป้าหมายที่มีค่ามากเช่นระบบเรดาร์ของฐานทัพสหรัฐฯในกาตาร์ ที่มีมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ ที่เกิดเสียหายในช่วงแรกของสงครามอิหร่าน
ในปี 2024 กระทรวงสงครามสหรัฐฯลงทุนมากกว่าพันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาอาวุธที่ใช้พลังงานคือเลเซอร์ เพื่อทำลายโดรน ในการยิงแต่ละครั้งจะมีต้นทุนแค่ 3 ดอลลาร์ รัศมีการยิง 20 กม. แต่สิ่งที่วงการทหารวิตกในปัจจุบันคือ อาวุธต่อต้านโดรนหมดสต็อก เพราะผลิตทดแทนไม่ทัน
ยูเครนคือเศรษฐศาสตร์ชัยชนะ
ส่วนบทความของ Wall Street Journal สรุปว่า ความซับซ้อนทางเทคโนโลยี สร้างจุดอ่อนขึ้นมา ยูเครนให้ทางเลือกที่แตกต่างออกไป ยูเครนผลิตโดรนต่อต้านขึ้นมาวันหนึ่งกว่า 1 พันลูก ราคาลูกละ 1,000-3,000 ดอลลาร์ การออกแบบใช้เวลาไม่กี่เดือน ไม่ใช่เป็นปีๆ การพัฒนาเครื่องยนต์เร็วกว่านี้อีก และระบบนำวิถีด้วยซอฟต์แวร์พัฒนาขึ้นมาไม่กี่วัน
ยูเครนแสดงให้เห็นว่า การผลิตโดรนจำนวนมาก ด้วยต้นทุนต่ำ และเทคโนโลยีง่ายๆ คือเศรษฐศาสตร์แห่งชัยชนะ ในปฏิบัติการ Spider’s Web เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ยูเครนลักลอบนำโดรนเข้าไปในรัสเซียร้อยกว่าลูก แต่ละลูกราคา 2,000 ดอลลาร์ ทำการโจมตีฐานทัพอากาศรัสเซีย 4 แห่ง และเครื่องบิน 41 ลำ รัสเซียเสียหายถึง 7 พันล้านดอลลาร์
เอกสารประกอบ
The Economics of Victory in Ukraine and Defeat in Iran, May 20, 2026, The Wall Street Journal.
How Iran’s Cheap, Low-Tech Drones Have Cost the US, April 18, 2026, nytimes.com



