รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
สำนักข่าว Reuter รายงานว่า สิงคโปร์แอร์ไลน์ (SIA) ขาดทุนในไตรมาสที่ 1 (เมษายน-มิถุนายน) ปี 2026 เป็นเงิน 58.8 ล้านดอลลาร์ เป็นการขาดทุนครั้งแรก หลังจากการขาดทุนครั้งหลังสุด ที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 (มกราคม-มีนาคม) ปี 2021/22 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19
การขาดทุนของ SIA สะท้อนแรงกดดัน ที่บีบรัดต่ออุตสาหกรรมการบินของโลก ที่สายการบินต่างๆรายงานผลตอบแทนจากผู้โดยสารสูงขึ้น รวมทั้งอุปสงค์การเดินทางเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ก้าวไม่ทันกับค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน ที่สูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง SIA มีรายได้ไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 19.3% ผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร (passenger yield) เพิ่ม 12% แต่นับจากเกิดสงครามอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 78.5% นอกจากนี้ การถือหุ้น 25.1% ใน Air India ทำให้ SIA ขาดทุน 32.5 ล้านดอลลาร์
ขาดทุนกับ Air India เกือบ 780 ล้านดอลลาร์
รายงานของ Financial Times เรื่องการขาดทุนของ SIA กับ Air India กล่าวว่า สองปีที่ผ่านมา หลังจากเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ได้เข้าไปถือหุ้น 25% ของ Air India SIA ขาดทุนกับจากการดำเนินงานของ Air India ไปแล้ว 780 ล้านดอลลาร์ การเข้าไปลงทุนใน Air India เมื่อพฤษจิกายน 2024 นับเป็นช่วงเวลาไม่ดี เพราะเกิดขึ้นไม่กี่เดือนก่อนที่ Air India จะเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตก และเกิดวิกฤติน้ำมันเครื่องบินในต้นปีนี้
นอกจากนี้ เมษายน 2025 เมื่อปากีสถานห้าม Air India บินผ่านน่านฟ้า กระทบต่อเส้นทางบิน Air India จำนวนมาก ปากีสถานบอกว่า ขยายเวลาการห้ามบินจนถึงกันยายน 2026 ผู้บริหาร SIA กล่าวโดยใช้ภาษาลาติน เป็น annus horribilis (ปีที่เลวร้าย) ของ Air India แต่กลุ่ม Tata Son ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Air India กล่าวว่า การฟื้นตัวของ Air India อาจใช้เวลาถึง 10 ปี เพราะต้องปรับรื้อวัฒนธรรมและระบบเก่าที่ตกทอดมา
การลงทุนของ SIA ใน Air India เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์ในปี 2013 ที่ SIA ร่วมทุนกับกลุ่ม Tata Sons ตั้งสายการบิน Vistara ต่อมาในสมัยรัฐบาลนาเรนทรา โมดี มีนโยบายแปรรูป Air India ที่มีปัญหาขาดทุน Tata Sons เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ ที่จะมาซื้อกิจการ Air India โดยมี SIA เป็นที่ปรึกษา SIA เองก็สนใจในศักยภาพการเติบโตของธุรกิจการบินของอินเดีย
ผู้บริหาร SIA ตัดสินใจที่จะรวมสายการบิน Vistara กับ Air India โดยลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 642 ล้านดอลลาร์ ทำให้ SIA ถือครองหุ้น 25% ส่วน Tata Sons ถือครองส่วนที่เหลือ มีนาคม 2025 SIA ต้องอัดฉีดเงินให้ Air India อีก 131 ล้านดอลลาร์ ทำให้ลงทุนไปทั้งหมด 772 ล้านดอลลาร์ (25,615 ล้านบาท)
สามเดือนต่อมา Air India เที่ยวบิน 171 ประสบอุบัติเหตุ เครื่องตกขณะกำลังบินขึ้นจากสนามบินเมืองอาห์เมดาบัด มีคนเสียชีวิต 260 คน เป็นผู้โดยสารบนเครื่อง 241 คน ความขัดแย้งอินเดียกับปากีสถานที่ปะทุขึ้นมาอีกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ปากีสถานปิดน่านฟ้าห้ามการบินผ่านของสายการบินของอินเดีย
Air India แถลงว่า การปิดน่านฟ้าของปากีสถาน ทำให้ขาดทุน 600 ล้านดอลลาร์ เพราะเกิดการชะงักและปรับรื้อของเที่ยวบิน ส่วนการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบต่อการปรับปรุงฝูงบินและชั้นผู้โดยสาร รวมทั้งวิกฤติน้ำมันเครื่องบินจากสงครามอิหร่าน
เกิดมากับภารกิจต้องมีกำไร
สิงคโปร์แอร์ไลน์หรือ SIA ตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1972 หลังจากแยกตัวจาก Malayan Airways มีชื่อเสียงเป็นสายการบินดีที่สุดของโลก และมุ่งหาความเป็นเลิศมาต่อเนื่อง สิ่งนี้ไม่น่าเป็นเรื่องประหลาดใจ เพราะ SIA ถูกรัฐบาลสิงคโปร์บอกมาตลอดว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญมาก ในงานเลี้ยงการเปิดตัวของ SIA นายกรัฐมนตรีลี กวนยู กล่าวกับพนักงานว่า “ผมตั้งสิงคโปร์แอร์ไลน์ขึ้นมา เพื่อให้ดำเนินงานมีผลกำไร หากพวกคุณทำกำไรไม่ได้ ผมก็จะปิดสายการบินนี้”
ผู้บริหาร SIA คนแรกคือ Lim Chin Beng ที่มีวิสัยทัศน์ว่า SIA จะต้องดึงดูดนักเดินทางระหว่างประเทศ เพราะสิงคโปร์ไม่มีตลาดเส้นทางการบินในประเทศ ในเวลานั้น อาหารบนเครื่องก็ไม่ใช่อาหารท้องถิ่น แต่เป็นอาหารสำหรับนักเดินทางระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพื่อคนสิงคโปร์ ดังนั้น การตบแต่ง ตัวเครื่องบิน อาหาร และทุกอย่าง เพื่อนักเดินทางต่างประเทศ แต่ว่ามีมารยาทและเสน่ห์สัมผัสแบบเอเชีย
ทำไมอุตสาหกรรมการบินยากที่ทำกำไร
หนังสือชื่อ Flying High in a Competitive Industry กล่าวถึงความสำเร็จของสิงคโปร์แอร์ไลน์ไว้ว่า ที่ผ่านมา ทำไม SIA สามารถทำผลกำไรได้ต่อเนื่องทุกปี ขณะที่อุตสาหกรรมการบิน มีผลประกอบการทางการเงิน ที่สร้างความผิดหวังกับนักลงทุน การที่ SIA มีผลประกอบการเหนือกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน เพราะมีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ขับเคลื่อนความสำเร็จ
ปัจจัยต่างๆได้แก่ ชื่อเสียงของตราสินค้ากับการสร้างความแตกต่างด้านด้านบริการ การมีฝูงบินที่ใหม่ ทำให้ได้เปรียบด้านประสิทธิภาพกับคุณภาพ การมีผลิตภาพสูงทำให้ต้นทุนพนักงานลดลง การเผชิญกับการแข่งขันมาตั้งเริ่มต้น ช่วยส่งเสริมสมรรถนะหลักขององค์กร การมีฐานของรายได้จากทั่วโลกช่วยลดความเสี่ยง มีกลยุทธพันธมิตรการบินกับการซื้อกิจการ และความเป็นเลิศด้านบริการผ่านนวัตกรรม
SIA เป็นสายการบินที่มีผลกำไรมานับตั้งแต่ตั้งขึ้นมาในปี 1972 ยกเว้นช่วงที่เกิดโควิด-19 และไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้น และกลยุทธการควบกิจการกับ Air India จุดนี้สะท้อนว่า การบินพาณิชย์เป็นอุตสาหกรรมที่ทำผลกำไรได้ยาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ จากปัจจัยสำคัญหลายอย่าง ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสายการบิน
สายการบินจึงต้องบริหารจัดการกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ เช่น ต้นทุนน้ำมันและความปลอดภัยในการทำการบิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของผลลัพธ์ของการดำเนินงาน รวมทั้งการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ เรื่องค่าธรรมเนียมสนามบิน เหตุการณ์ทางการเมือง ภัยธรรมชาติ และภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข ที่มีผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสาร ก็ล้วนเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของสายการบิน
นอกเหนือจากนี้ ลักษณะของอุปทานการเดินทางทางอากาศ ก็ทำให้การบริหารสายการบินมีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เช่น ที่นั่งสายการบินเป็นสินค้า ที่มีลักษณะเน่าเสีย (perishable) หากขายไม่ได้ ก็ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ในสต็อก ความต้องการเดินทางมีลักษณะตามฤดูกาล และกระบวนการซื้อและได้รับเครื่องบินใช้เวลานาน และการใช้งานเครื่องบินนาน 20 ปีขึ้นไป ทำให้เกิดพันธผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ และความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์
ห่วงโซ่คุณค่าต่างๆของอุตสาหกรรมการบินนั้น สายการบินมีส่วนต่างของกำไรน้อยมาก แค่ 1-3% เพราะมีปัจจัยเสี่ยงสูงมีส่วนต่างต่ำ แต่ห่วงโซ่คุณค่าอื่นๆ ล้วนมีส่วนต่างๆของกำไรสูง เช่น บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินมีกำไร 12-15% บริษัทให้บริการน้ำมันเครื่องบิน 8-12% และสนามบิน 30-40%
เอกสารประกอบ
Singapore Airlines loses almost $800mn on Air India, AUG 12, 2026, ft.com
Flying High in a Competitive Industry, Loizos Heracleous and Others, 2009, McGraw Hill.


