ต่างชาติเที่ยวไทยควรต้องแพง

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

หลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมักวัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวด้วยตัวเลขเดียว คือ “จำนวนนักท่องเที่ยว” ยิ่งคนเข้าประเทศมากเท่าไร ก็ยิ่งถือว่าเศรษฐกิจดีเท่านั้น แต่คำถามคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น หมายถึงคุณภาพชีวิตของคนไทยที่ดีขึ้นจริงหรือ

จาก “จะดึงนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นอย่างไร” เราควรเปลี่ยนคำถามเป็น “จะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่เรามี สร้างคุณค่าได้สูงที่สุดสำหรับคนในประเทศเราเอง” เพราะประเทศไทยไม่ควรเป็นประเทศที่เที่ยวถูกที่สุด แต่ควรเป็นประเทศที่สวยงาม อบอุ่น และควรค่าพอที่ใช้เวลามาสัมผัส

ความสำเร็จที่วัดด้วยจำนวน ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ในปี 2566 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 28.15 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.25 ล้านล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 4,129 บาทต่อคนต่อวัน และพักเฉลี่ย 10.8 วัน ตัวเลขเหล่านี้น่าประทับใจ แต่ก็ซ่อนคำถามสำคัญไว้

หากปีหน้ามีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 10 ล้านคน แต่ชายหาดเสื่อมโทรม ถนนแออัด น้ำเสียมากขึ้น คนท้องถิ่นค่าครองชีพสูงขึ้น และรายได้ส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับธุรกิจขนาดใหญ่ เราจะยังเรียกสิ่งนั้นว่า “ความสำเร็จ” ได้หรือไม่

เพราะการท่องเที่ยวไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีต้นทุน นักท่องเที่ยวทุกคนใช้ถนน ใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้ระบบกำจัดขยะ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ใช้บริการสาธารณสุข และใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับคนในประเทศ คำถามจึงไม่ใช่ว่า คนมาเยอะแค่ไหน แต่คือ คนที่มา สร้างคุณค่าให้ประเทศเรามากแค่ไหนด้วย

หลายประเทศเลิกแข่งขันเรื่อง “จำนวน”

โลกเริ่มเผชิญปัญหา “Overtourism” หรือภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมือง เมืองท่องเที่ยวหลายแห่งพบว่า นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ดีขึ้น บางแห่งกลับทำให้ค่าเช่าบ้านสูงขึ้น คนท้องถิ่นย้ายออก เมืองสูญเสียเอกลักษณ์ และสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย หลายประเทศจึงเริ่มเปลี่ยนแนวคิดจาก More Tourists เป็น Better Tourism

  • ภูฏาน ยอมมีนักท่องเที่ยวน้อย แต่สร้างมูลค่าสูง

ภูฏานเป็นตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด รัฐบาลกำหนด Sustainable Development Fee สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยใช้หลักคิดว่า นักท่องเที่ยวควรมีส่วนร่วมในการดูแลธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่เพียงเข้ามาใช้ทรัพยากรแล้วจากไป ปัจจุบันอัตรามาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

แน่นอน ภูฏานมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าหลายประเทศมาก แต่ประเทศไม่เคยมองว่านั่นคือความล้มเหลว

  • เวนิส เก็บค่าเข้าเมือง

เวนิสไม่ได้ห้ามมีนักท่องเที่ยว แต่เริ่มเก็บค่าเข้าเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ โดยคิดค่าธรรมเนียม 5–10 ยูโรในช่วงวันที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เป้าหมายไม่ใช่เพื่อหารายได้เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อบริหารความแออัดและช่วยดูแลเมืองประวัติศาสตร์ที่เปราะบาง

  • บาหลี ภาษีนักท่องเที่ยวเพื่อรักษาเกาะ

บาหลีเริ่มเก็บ Tourist Levy จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำเงินไปใช้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่น หลังจากเกาะต้องเผชิญทั้งปัญหาขยะ การจราจร และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางส่วน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่กำลังบอกว่า “ถ้าจะมา ก็ช่วยรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นด้วย” ประเทศไทยมีทรัพยากรที่หลายประเทศไม่มี ทะเลระดับโลก อาหารที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก วัฒนธรรมที่โดดเด่น การบริการที่ขึ้นชื่อ ค่าครองชีพที่ยังแข่งขันได้ แต่สิ่งที่เรามักถูกทำให้เข้าใจผิดว่า เรากำลังแข่งขันกัน “ถูก” โรงแรมถูก อาหารถูก นวดถูก ค่าเดินทางถูก ในระยะสั้น สิ่งนี้อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก แต่ในระยะยาว ความเข้าใจผิดนี้กำลังทำให้ประเทศติดกับดักของการต้องขายปริมาณแทนคุณภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งคิดว่า “My money builds your country” ทั้งที่จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกมาเที่ยวไทยเพราะ My country builds a more fulfilling life for you.

ธุรกิจต้องลดราคาเพื่อแข่งขัน แรงงานได้รับค่าตอบแทนต่ำ ทรัพยากรถูกใช้อย่างหนัก เมืองท่องเที่ยวรองรับคนเกินศักยภาพ สุดท้าย คนไทยเองต่างหากที่เป็นผู้รับต้นทุน “Thailand doesn’t just earn from your visit. You gain from it too.”

การขึ้นค่าธรรมเนียมหรือทำให้การท่องเที่ยวมีต้นทุนสูงขึ้น ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกไปประเทศอื่น แต่คำถามคือ ประเทศไทยต้องการนักท่องเที่ยวทุกคนจริงหรือ ถ้านักท่องเที่ยว 40 ล้านคนสร้างรายได้เท่ากับนักท่องเที่ยว 28 ล้านคน เหตุใดเราจึงต้องแบกรับผลกระทบจากคนอีก 12 ล้านคน

ในเศรษฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่อง Tourism Yield หรือการมอง “มูลค่าที่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนสร้าง” มากกว่าการนับจำนวนหัว หลายประเทศจึงเริ่มให้ความสำคัญกับรายได้ต่อคนมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะนั่นสะท้อนประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่า

แต่ถ้าจะขายแพง ประเทศก็ต้องดีขึ้นด้วย ประโยคที่ว่า “เที่ยวไทยต้องแพง” จะไม่มีความหมายเลยหากสิ่งที่นักท่องเที่ยวได้รับยังเหมือนเดิม การขายแพงไม่ใช่การขึ้นราคาเฉยๆ แต่คือการยกระดับคุณภาพ ถนนต้องเดินง่าย ขนส่งสาธารณะต้องเชื่อมต่อดี ห้องน้ำสาธารณะต้องสะอาด ชายหาดต้องได้รับการดูแล อุทยานต้องได้รับการอนุรักษ์ แท็กซี่ต้องไม่โกง ตำรวจท่องเที่ยวต้องมีประสิทธิภาพ เมืองต้องปลอดภัย เพราะไม่มีใครยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อประสบการณ์ที่แย่ แต่ผู้คนจำนวนมากยินดีจ่ายแพง หากรู้ว่าสิ่งที่ได้รับคุ้มค่า

บทเรียนที่ใหญ่กว่าการท่องเที่ยว

แท้จริงแล้ว ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสะท้อนคำถามที่ว่า ประเทศไทยอยากแข่งขันด้วยอะไร ราคาที่ถูกที่สุดหรือคุณค่าที่ดีที่สุด เราจะดึงดูดนักลงทุนด้วยค่าแรงราคาถูกต่อไปหรือไม่ หรือเราจะสร้างประเทศที่ผู้คนอยากมาเที่ยว เพราะคุณภาพชีวิต วัฒนธรรม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และบริการสาธารณะที่ดี

ประเทศที่ประสบความสำเร็จในระยะยาว มักไม่ได้แข่งขันด้วยราคาที่ต่ำที่สุด แต่แข่งขันด้วยคุณภาพที่สูงกว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่ประเทศไทยจะ “ขายตัวเองแพง” คำว่า “แพง” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว แต่หมายถึงการรู้คุณค่าของสิ่งที่เรามี ทะเลของไทยไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ได้ในสิบปี ปะการังไม่ได้ฟื้นตัวในหนึ่งฤดูกาล เมืองเก่าไม่ได้สร้างขึ้นใหม่ภายในรุ่นเดียว วัฒนธรรมที่สั่งสมมาหลายร้อยปี ไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงสินค้าราคาถูกเพื่อแข่งกับประเทศอื่นๆ

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก แต่ควรเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาช่วยสร้างคุณค่าให้ประเทศด้วย ประเทศไทยจะไม่ได้ขายการท่องเที่ยวในราคาถูกอีกต่อไป แต่กำลังขายคุณค่าที่สมกับสิ่งที่ประเทศนี้มอบให้

ประเทศไทยควรทำอะไร

เก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศ (Thailand Sustainability Fee) เช่น 500–1,000 บาทต่อคน เงินทั้งหมดเข้ากองทุนเฉพาะกิจ เช่น ฟื้นฟูอุทยาน ดูแลชายหาด ซ่อมห้องน้ำสาธารณะ พัฒนาระบบขนส่งเมืองท่องเที่ยว จัดการขยะ และอาจมีกฎหมายกำหนดว่า ห้ามนำเข้ารายได้แผ่นดิน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าเงินถูกใช้จริง

จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในพื้นที่เปราะบาง เช่น หมู่เกาะ อุทยาน เกาะเล็ก แหล่งดำน้ำ ใช้ระบบจองล่วงหน้า เหมือน มาชูปิกชู กาลาปากอส หลายอุทยานในสหรัฐ ยอมให้คนน้อยลง แต่คุณภาพดีขึ้น

เก็บภาษีที่พักบางส่วนคืนสู่ท้องถิ่น คล้ายหลายเมืองในยุโรป เช่น คืนละ 200 บาท แต่เงินอยู่กับเทศบาล ใช้เฉพาะกับสวนสาธารณะ ความสะอาด ระบบขยะ อนุรักษ์เมืองเก่า คนในพื้นที่จะเริ่มเห็นประโยชน์จากการท่องเที่ยว

ส่งเสริม “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ใช่หมายถึง “คนรวย” แต่หมายถึง คนที่ใช้จ่ายในธุรกิจท้องถิ่น เคารพกฎหมาย ใช้บริการวัฒนธรรม รวมทั้งสนับสนุนการเดินทางนอกเมืองหลัก และใช้รายได้จากนักท่องเที่ยวลงทุนให้คนไทย นักท่องเที่ยวควรช่วยจ่ายให้พิพิธภัณฑ์ดีขึ้น อุทยานดีขึ้น ห้องสมุดดีขึ้น ขนส่งดีขึ้น เมืองสะอาดขึ้น คนไทยควรเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวด้วย

ให้จังหวัดกำหนด “Carrying Capacity” แต่ละจังหวัดควรศึกษาว่า รองรับนักท่องเที่ยวได้กี่คนต่อวัน กี่คนต่อปี ก่อนที่จะเกิดปัญหาต่างๆ เช่น น้ำเสีย ขยะ การจราจร สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตของคนไทย มีค่ามากพอที่จะขายประสบการณ์ให้นักท่องเที่ยวคุณภาพทั่วโลก