กนง.มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ชี้”เศรษฐกิจโตต่ำและไม่ทั่วถึง”

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี และเห็นว่าดอกเบี้ย 1% ถึงจุดที่ ‘เหมาะสม’ และเกือบถึงข้อจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว หากต้องการโตมากกว่านี้ ต้องใช้การคลัง การจัดสรรสินเชื่อให้ตรงจุด และการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพ

ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่แถลงการณ์ผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี

เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป

เศรษฐกิจขยายตัวในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.หลังการประชุมว่า “สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจที่กรรมการหารือในวันนี้คือ เศรษฐกิจขยายตัวตามคาด แต่อัตราการขยายตัวยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง” ดร.ดอนกล่าว

ดร.ดอนกล่าวว่า คณะกรรมการให้ติดตามแรงส่งของการบริโภคภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดหลังมาตรการกระตุ้นของภาครัฐสิ้นสุดลง รวมถึงผลบวกของวัฏจักร AI ที่จะกระจายตัวไปยังภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจ

สำหรับด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แม้จะยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจนถึงต้นปีหน้า จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน แต่หลังจากนั้นคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับไปอยู่ในระดับต่ำ จากผลของฐานเปรียบเทียบและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ

ในด้านภาคการเงิน สินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการกู้เพื่อเงินทุนหมุนเวียน โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ที่มีวิกฤติพลังงานทำให้ต้องสำรองเงินทุนไว้ ขณะที่ภาวะการเงินของ SME และครัวเรือนรายได้ต่ำยังตึงตัว และคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง

ดร.ดอนกล่าวว่า คณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะต่อไป

“คณะกรรมการก็เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันที่ร้อยละ 1 เป็นระดับที่เหมาะสม ในการสนับสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ก็ยังต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงของเงินเฟ้อในระยะต่อไป

ประกาศประมาณการเศรษฐกิจใหม่ต.ค.

ดร.ดอนอธิบายว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่สภาพัฒน์ประกาศออกมาที่ร้อยละ 1.9 ตรงกับที่ กนง. ประเมินไว้ในการประชุมเดือนมิถุนายน แต่องค์ประกอบภายในแตกต่างกัน โดยการลงทุนและการส่งออกออกมาดีกว่าที่ประเมิน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอกว่าคาด แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาช่วยพยุงในช่วงปลายไตรมาสแล้วก็ตาม

กนง. จะยังไม่ประกาศประมาณการเศรษฐกิจใหม่ในครั้งนี้ โดยรอบการปรับประมาณการรอบต่อไปจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม

ประเด็นที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI กับภาคที่ไม่เกี่ยวข้อง ดร.ดอนกล่าวว่า กนง. ได้ปรับนิยามกลุ่ม “AI Related” ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่แบ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและนอกเทคโนโลยี มาเป็นกลุ่มที่รวมเครื่องจักรและโลหะบางชนิด เช่น เหล็ก ทองแดง ที่เกี่ยวโยงกับกระแส AI เข้าไปด้วย ภาพรวมยังคงเหมือนเดิมคือกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI ไปได้ดี ขณะที่กลุ่มอื่นยังทรงตัว ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศในเอเชียที่เริ่มเห็นภาคที่ไม่เกี่ยวกับ AI ขยับขึ้นบ้างแล้ว

สำหรับการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ดร.ดอนกล่าวว่า อุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนคือกลุ่มดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนภาคส่งออกระยะหลังมีการใช้วัตถุดิบนําเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก โดยสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้าในสินค้าส่งออก (Import Content) เพิ่มขึ้นจากประมาณ 48% ในปี 2561 มาอยู่ที่ราว 70% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้ตัวเลขส่งออกที่สูงถูกหักออกไปมากในการคำนวณ GDP

การลงทุนสูงขึ้น แต่จ้างงานต่อหน่วยทุนลดลง

อีกประเด็นที่คณะกรรมการให้ความสนใจคือผลสำรวจของบีโอไอเรื่องการจ้างงานจากโครงการลงทุนใหม่ ดร.ดอนอธิบายว่าความต้องการแรงงานโดยรวมยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนที่มากขึ้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแรงงานต่อทุนแล้วพบว่าการลงทุนระยะหลังเป็นลักษณะ Capital Intensive มากขึ้น คือใช้แรงงานต่อหน่วยการลงทุนน้อยกว่าในอดีต

“สิ่งที่เราสำรวจมาคือ จำนวนที่จ้างเพิ่มจากธุรกิจที่ลงทุนใหม่อาจจะไม่สามารถชดเชยลูกจ้างที่อยู่ในธุรกิจที่ปิดตัวไปได้ เพราะฉะนั้นในระยะต่อไปอาจจะเห็นทิศทางที่การว่างงานเพิ่มขึ้นได้บ้าง” ดร.ดอนกล่าว พร้อมชี้ว่ามีแนวโน้มการจ้างพนักงานต่างชาติมากขึ้นในตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะสูง และการจ้างงานแบบชั่วคราวหรือสัญญาจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนความมั่นคงด้านแรงงานที่อาจลดลงจากรูปแบบเดิม

เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด แต่ยัง “วางใจไม่ได้”

ด้านอัตราเงินเฟ้อ ดร.ดอนระบุว่าเป็นประเด็นที่คณะกรรมการหารือมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ โดยภาพรวมเงินเฟ้อต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ เดิมคาดว่าไตรมาส 3 เงินเฟ้อจะเกินกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3 แต่ปัจจุบันประเมินว่าจะไม่ถึง แม้ยังมีแนวโน้มเกินกรอบบ้างในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปีหน้า จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนจะกลับลงมาอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานเปรียบเทียบและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ

สาเหตุหลักที่ทำให้ประมาณการเงินเฟ้อลดลงมาจากราคาพลังงานที่ลดลงมากกว่าคาด และการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการที่น้อยกว่าที่ประเมิน โดยผลสำรวจผู้ประกอบการเดือนมิถุนายนและสิงหาคมพบว่าสัดส่วนผู้ที่ปรับลดราคาและไม่ปรับราคาเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ที่ปรับราคาขึ้นมากเหลือค่อนข้างน้อย ซึ่งสะท้อนทั้งราคาพลังงานที่ไม่ได้ขึ้นมากตามคาด และเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอ่อนแออยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนย้ำว่าสถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงน้ำมัน ที่เคยอยู่ในขาลงช่วงก่อนหน้า ได้กลับขึ้นมาสูงพอสมควรในระยะหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการให้ความสำคัญและต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ไม่ว่าจะจากผลสำรวจ BSI ของธนาคารแห่งประเทศไทย จากตลาดพันธบัตร หรือจากนักวิเคราะห์ในและต่างประเทศ ยังคงยึดอยู่ในกรอบเป้าหมาย

สินเชื่อธุรกิจใหญ่พุ่ง แต่คุณภาพสินเชื่อ SME ยังน่าห่วง

ในด้านภาวะการเงิน ดร.ดอนระบุว่าสินเชื่อรวมของระบบสถาบันการเงินและตราสารหนี้เอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเริ่มขยายตัวเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 1 และขยายตัวมากขึ้นในไตรมาส 2 ซึ่งมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งสอดรับกับวัฏจักร AI และเทคโนโลยี แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเงินทุนหมุนเวียนในช่วงวิกฤตพลังงานที่ต้องเร่งตุนวัตถุดิบ ซึ่งคาดว่าจะลดลงบ้างในระยะข้างหน้า

ขณะที่ประเด็นที่กรรมการให้ความสำคัญมากกว่าคือคุณภาพสินเชื่อของ SME ซึ่งยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าภาวะการเงินของ SME และครัวเรือนรายได้ต่ำยังตึงตัวและมีแนวโน้มด้อยลง

สามขาของนโยบาย การเงิน-การคลัง-มาตรการเฉพาะจุด

ดร.ดอนกล่าวว่า ภายใต้บริบทนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินต้องทำควบคู่ไปกับนโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยด้านการคลังแบ่งเป็นสองส่วน คือ ระยะสั้นซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ “รัฐบาลทำได้ดีในจุดนี้” และระยะปานกลางถึงยาวที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานและการเพิ่มผลิตภาพ ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก

ส่วนมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเป็นสิ่งที่กรรมการเน้นย้ำมากในการประชุมครั้งนี้ โดยมีการเพิ่มถ้อยแถลงใหม่ว่าควรสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SME ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการเฉพาะจุด ซึ่งดร.ดอนย้ำว่าไม่ใช่ SME ทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเท่านั้น

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา สงคราม การกีดกันการค้า และหนี้ครัวเรือน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ กนง. ต้องติดตาม ดร.ดอนระบุ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ พัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยยกตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ขึ้นภาษีตอบโต้กัน มาตรการภายใต้ Section 301 ที่ไทยถูกพาดพิงในประเด็น Excess Capacity ซึ่งตัวเลขภาษีสุดท้ายยังไม่ชัดเจน รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรประเทศที่ค้าขายกับอิหร่านซึ่งจีนส่งสัญญาณพร้อมตอบโต้สหรัฐฯ หากถูกดำเนินมาตรการ ประเด็นที่สองคือการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการและเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสถานะที่ควบคุมได้ และประเด็นสุดท้ายคือความสามารถในการชำระหนี้ของ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

ดอกเบี้ย 1% “เกือบสุดทาง” ต้องพึ่งการคลัง-มาตรการเฉพาะจุดกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ

ในช่วงถาม-ตอบ เมื่อถามถึงโอกาสในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังโตต่ำ ดร.ดอนตอบว่า กรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสมกับภาพเศรษฐกิจที่เห็นอยู่แล้ว โดยระบุว่าจุดต่ำสุดในอดีตของดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 0.5% ในช่วงโควิด แต่ในบริบทปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นต้องลดลงไปถึงจุดนั้น เพราะการลดดอกเบี้ยในสภาวะนี้ “ได้ไม่คุ้มเสีย” จากข้อจำกัดด้านการส่งผ่านนโยบาย แต่ยังสามารถลดได้อีกหากเกิดภาวะวิกฤติ

“หากภาพเศรษฐกิจยังเป็นไปตามที่ประเมินไว้ คือค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ และรอการใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ประกอบกับมาตรการทางการคลัง ก็จะเป็น Policy Mix ที่เหมาะสมกว่า” ดร.ดอนกล่าว

คำถามต่อมาจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจถึงสิ้นปี ก่อนหน้านี้ธปท.เชื่อว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจจะฟื้นตัวในไตรมาสสามและต่อเนื่อไปไตรมาสสี่ ดร.ดอนตอบว่าไตรมาส 3 น่าจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงสุดของปีนี้ โดยคาดว่าจะโตมากกว่า 3% จากอานิสงส์เต็มไตรมาสของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก่อนที่การเติบโตจะชะลอลงหลังมาตรการกระตุ้นทางการคลังทยอยหมดลง

เมื่อถามต่อว่านโยบายการเงินยังมีพื้นที่เหลือมากน้อยเพียงใด ดร.ดอนตอบว่า “ที่ระดับ 1% ถือว่าใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว” (at this juncture, the interest rate of 1%, we almost at the limit of monetary policy) การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมต้องอาศัยมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดของแบงก์ชาติ ควบคู่กับมาตรการทางการคลังด้านการส่งเสริมการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งในระยะยาวอาจมีพลังมากกว่ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดด้วยซ้ำ

ดร.ดอนกล่าวว่า “กระสุน” ยังไม่หมด หากมีความจำเป็นก็ยังสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก เพียงแต่ ณ จุดนี้ ประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้มากนัก ไม่คุ้มที่จะลง และอาจมีข้อเสียด้านอื่นเพิ่มเติมด้วย จึงต้องพึ่งพาอีกสองนโยบาย โดยส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยทำได้คือมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ส่วนมาตรการทางการคลังนั้น เรื่องของการกระตุ้นหรือการประคับประคองอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มมากนัก สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการกระตุ้นการลงทุน

ดร.ดอนอ้างอิงถึงเป้าหมายที่ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกระตุ้นการลงทุนให้ขยายตัวถึงร้อยละ 20 ว่า หากเป้าหมายการลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ทุกอย่างก็จะดีขึ้นมาก เพราะการลงทุนถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ การกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากน้อยเพียงใดจึงต้องพึ่งพาสองส่วนหลัก คือ นโยบายการคลัง และมาตรการทางการเงิน ซึ่งหากพิจารณาจากมุมมองของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่กล่าวไว้หลายครั้ง เศรษฐกิจไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องปริมาณเงินทุนมากนัก แต่มีปัญหาเรื่องการจัดสรรเงินทุนให้ไปถูกที่ถูกทาง โดยเฉพาะไปยัง SME ที่มีศักยภาพ

ในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้น ดร.ดอนกล่าวว่า กรรมการก็ได้อภิปรายในทั้งสองประเด็นเช่นกัน และได้มอบหมายให้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งขึ้นทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป สะท้อนความไม่มั่นใจในฐานะการคลังของประเทศเหล่านั้น แต่มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของไทยยังไม่ได้ถูกฉุดขึ้นตาม เนื่องจากถูกกำหนดโดยอุปสงค์อุปทานในประเทศเป็นหลัก

ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในระยะนี้ เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจากความไม่มั่นใจของนักลงทุน ซึ่งบางส่วนหันไปถือทองคำแทน โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทยัง “in line”(สอดคล้อง) กับภูมิภาคและไม่มีสัญญาณขาดเสถียรภาพ