
การขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน “คน” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลง การเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงการศึกษาและการทำงานที่มีคุณค่า ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่ยังเป็นการสร้างศักยภาพให้คนสามารถยืนได้ด้วยตนเองอย่างมั่งคง
สำหรับซีพี ออลล์ (CP All) นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การสร้างความยั่งยืนต้องเริ่มจากการสร้างโอกาสให้คนสามารถพึ่งพาตนเอง แล้วเติบโตต่อไปได้ โดยการให้โอกาสไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือคนในวันนี้ แต่คือการสร้างศักยภาพให้คนสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง และส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่นได้ในวันข้างหน้า”
นายยุทธศักดิ์ อธิบายกรอบ Giving and Sharing ของซีพี ออลล์ ที่ประกอบด้วย “3 สร้าง” คือ สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างชุมชนอุ่นใจ และ DNA ที่ทุกคนทําความดี 24 ชั่วโมง
การสร้างคน ผ่านการศึกษา สอดคล้องกับการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนับสนุนทุนการศึกษาให้คนเรียนไป ทํางานไป
การสร้างอาชีพ ผ่านการจ้างงานรวมเกือบ 250,000 คนในองค์กรของซีพี ออลล์ รวมถึงผู้สูงวัยกว่า 1,000 คนตลอด 8 ปีที่ผ่านมา
การสร้างชุมชนอุ่นใจ ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีส่วนร่วมในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบร้าน เช่น ไฟไหม้ น้ําท่วม ก็จะเข้าไปช่วย เพราะซีพี ออลล์อยู่ร่วมกันในชุมชน
นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า “ทั้งหมดที่เราทําคือสิ่งที่ซีพี ออลล์ตั้งใจเดินหน้าต่อไป เพื่อสนับสนุนหลัก 3 ประโยชน์ ของเครือซีพี คือ ประโยชน์ต่อชาติอันดับแรก รองลงมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และอันดับสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ให้ทุกส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”
ซีพี ออลล์ ได้นำเสนอเรื่องราวของคนทำงานสองคน ที่อายุห่างกันเกือบ 50 ปี แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ “โอกาส” ที่ได้รับจากร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านที่ชื่อเซเว่นอีเลฟเว่น ในเสวนา หัวข้อ The Opportunity Equation From Education to Decent Work เปิดสมการโอกาส จากการศึกษา สู่การมีงานที่มีคุณค่าในทุกช่วงวัย ในงาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2- 4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ โดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ภายใต้แนวคิด From Shock to Shift :Thailand Sustainable Transition in a Fractured World

โอกาสทางการศึกษา เปลี่ยนชีวิตเยาวชนสู่ผู้บริหารรุ่นใหม่
ธันยาภรณ์ ชูนวล หรือ “แก้ว” เล่าว่าเดิมเป็นคนจังหวัดสงขลา ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างลำบาก แม่ต้องเลี้ยงลูกสาวสี่คนตามลำพัง ทางบ้านจึงลงความเห็นร่วมกันไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เรียนจบแค่ชั้น ม.6
“ถ้าย้อนเวลากลับไปตอนที่เราเรียนอยู่ ม.5 จริงๆ เราไม่ได้มีภาพความจำเลยว่าเราจะเติบโตมาเป็นเจ้าของธุรกิจทุกวันนี้ เราแค่อยากมีภาพอนาคตที่ว่าเรามีงานทำที่มั่นคง มีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้” แก้วย้อนความ
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อซีพี ออลล์ นำนโยบายทุนการศึกษาไปแนะนำถึงโรงเรียน แก้วได้รับทุนเรียนต่อคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการธุรกิจการค้า ที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ทว่าทุนการศึกษาช่วยได้เฉพาะค่าเทอม ส่วนค่าหอ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวยังเป็นเรื่องที่ครอบครัวกังวล แก้วจึงสมัครขอทุนเพิ่มจากกองทุนเพื่อชีวิตแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทุนให้เปล่าสำหรับเด็กที่มีความยากลำบากทางฐานะ ควบคู่ไปกับการทำงานหารายได้ระหว่างเรียน เพราะหลักสูตรของสถาบันเป็นแบบเรียนสามเดือน ฝึกงานสามเดือนสลับกันไป ทำให้แก้วสามารถทำงานไปพร้อมกับเรียนได้ตั้งแต่ปีหนึ่ง จนจบการศึกษาในปีสี่
ประสบการณ์เรียนรู้และลงมือทำจริงตั้งแต่วัยเรียนส่งผลให้น้องแก้วได้พัฒนาทักษะการบริหารจัดการคนและการทำธุรกิจ จนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย และกลายเป็น “ผู้ร่วมบริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น” (Store Business Partner) สาขาคู้บอน 30 ได้สำเร็จในวัยเพียง 23 ปี ปัจจุบันเธอไม่เพียงสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวตนเอง แต่ยังส่งต่อโอกาสด้วยการรับดูแลและเป็นผู้ปกครองให้เด็กนักเรียนทุนรุ่นน้องเพื่อเปิดโอกาสให้เติบโตต่อไป
“การทำงานเซเว่นจริงๆ สนุกมากเพราะทำให้เด็กคนหนึ่งอายุ 18 มีรายได้ที่หามาจากความภาคภูมิใจของตัวเอง” แก้วเล่า และว่า ประสบการณ์ทำงานพื้นฐานที่นั่นสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่นได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ธุรกิจเดลิเวอรี หรือธุรกิจบริการต่างๆ แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากเป็นผู้บริหารร้าน แก้วจึงก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่อยู่ปีสอง และกลายเป็นผู้บริหารร้านที่อายุน้อยที่สุดขององค์กรในวัยเพียง 23 ปี ในฐานะ “สโตร์บิสซิเนสพาร์ทเนอร์” (Store Business Partner) หรือผู้ร่วมบริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่นสาขาคู้บอน 30 ร่วมกับซีพี ออลล์
ประสบการณ์ที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับแก้วไม่ใช่แค่ความรู้ด้านธุรกิจ แต่คือทักษะการบริหารคนต่างวัย เพราะการเป็นผู้จัดการร้านตั้งแต่อายุยังน้อยหมายถึงต้องดูแลทั้งรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าในเวลาเดียวกัน “การที่เราจะบริหารคนหลายๆ เจน เราต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้นกว่าคนปกติมากๆ” แก้วกล่าว ทักษะนี้เองที่เธอบอกว่ายังใช้อยู่จนถึงวันนี้ในฐานะเจ้าของร้าน
สิ่งที่ทำให้แก้วภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่ตำแหน่งหรือรายได้ แต่คือการได้ส่งต่อโอกาสที่ตัวเองเคยได้รับ แก้วรับดูแลเด็กชาวดอยคนหนึ่งที่ได้ทุนการศึกษาจากซีพี ออลล์ เช่นเดียวกับตัวเอง แต่ไม่มีผู้ปกครองในกรุงเทพฯ แก้วจึงรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองให้ พร้อมให้ฝึกงานที่ร้านของตัวเอง จนวันที่เด็กคนนั้นเรียนจบปีสี่และแก้วพาเขากลับไปเยี่ยมบ้านบนดอย “แม่เขารู้สึกภูมิใจมาก ขอบคุณแก้วจนตั้งแต่วันที่แก้วไปจนแก้วกลับ มีความรู้สึกว่าเราภูมิใจในตัวเองมากที่วันหนึ่งที่เราได้รับโอกาส แล้ววันนี้เราสามารถที่จะส่งต่อโอกาสนั้นให้กับน้องอีกคนหนึ่งได้” แก้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึก

จากแม่บ้านวัย 70 ผู้พบงานที่สองในวันเกษียณ
ขณะที่เรื่องราวของแก้วเริ่มต้นในวัยเรียน เรื่องราวของอุบล แป้นเขียว พนักงานร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในโครงการผู้ใหญ่ใจดี หรือที่ลูกค้าเรียกติดปากว่า “ป้าอุบลคนสวย” กลับเริ่มต้นในวัยที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถึงเวลาพักผ่อนแล้ว ป้าอุบลทำงานที่บริษัทเดิมมาตั้งแต่อายุ 19 ปี จนเกษียณตอนอายุ 55 ปี หลังเกษียณได้ไปทำงานใกล้บ้านอยู่พักหนึ่ง แต่เกิดปัญหากับผู้ปกครองเด็กที่มาเล่นในพื้นที่ทำงานจนรู้สึกไม่สบายใจ จึงตัดสินใจปรึกษาสามีว่าไม่อยากทำงานนั้นต่อ
จังหวะนั้นเองมีคนรู้จักมาชักชวนให้สมัครงานเป็นแม่บ้านที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาตลาดอำเภอคอกกระแดง ซอยบางบัวทอง ป้าอุบลเล่าถึงวันที่ไปสมัครด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่าต้องขุดวุฒิการศึกษาเก่าที่จบมาตั้งแต่ปี 2518 ขึ้นมาใช้อีกครั้ง และแม้จะกังวลว่าอายุมากแล้วจะมีคนรับหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ได้รับโอกาส แม้ต้องเดินทางจากบ้านที่ห่างไกลถึงชั่วโมงกว่าทุกวันก็ตาม
งานของป้าอุบลคือการดูแลความสะอาดในร้าน ช่วยเติมสินค้า และแนะนำสินค้าให้ลูกค้า ซึ่งในช่วงแรกป้าอุบลยอมรับว่าค่อนข้างท้าทาย เพราะมาตรฐานของร้านเซเว่นอีเลฟเว่นสูงและละเอียดมาก ตั้งแต่การแยกผ้าเช็ดทำความสะอาดแต่ละสีสำหรับงานที่ต่างกัน ไปจนถึงตรวจสอบความสะอาดและวันหมดอายุสินค้า สิ่งเหล่านี้ทำให้ป้าอุบลต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ โดยอาศัยการคิดบวกและอาศัยคำแนะนำจากพนักงานรุ่นน้องในร้าน จนวันนี้ทำงานที่นี่มาแล้วกว่า 13 ปี
สิ่งที่ทำให้ป้าอุบลยึดมั่นกับงานนี้มาอย่างยาวนานคือความสุขจากการได้ช่วยเหลือและบริการลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่แวะเวียนมาที่ร้านเป็นประจำ “เราทำงานด้วยใจรัก อันดับหนึ่งเลย ใจเราต้องรักถ้าใจไม่รักบริการ ทำไม่ได้เลย” ป้าอุบลกล่าว และเล่าว่า ลูกค้าหลายคนกลายเป็นเหมือนคนในครอบครัว มาซื้อของทีไรก็ต้องแวะทักทาย บางคนถึงกับซื้อขนมมาฝากเป็นการตอบแทนความใส่ใจ
การทำงานยังส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจของป้าอุบลอย่างชัดเจน “เราสามารถเก็บเงินเองได้ ช่วยเหลือพี่น้องได้ แล้วเก็บเงินไว้ใช้ยามที่วันไหนที่เราทำไม่ได้ เราก็ยังมีทุนสำรองอยู่บ้าง ถึงมันไม่มาก แต่ความภูมิใจเรามันซึ้ง” ป้าอุบลกล่าว พร้อมเสริมว่าการได้เคลื่อนไหวร่างกายและพบปะผู้คนทุกวันช่วยให้ผลตรวจสุขภาพออกมาดีอย่างน่าประหลาดใจ ไม่มีทั้งเบาหวานและความดัน ซึ่งลูกสาวของป้าอุบลเองก็ยอมรับและสนับสนุนให้แม่ทำงานต่อไปตราบใดที่ยังมีความสุข

สมการของความสำเร็จ เมื่องานมีความหมายมากกว่ารายได้
แม้เส้นทางชีวิตจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งแก้วและป้าอุบลต่างมองคุณค่าของงานไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับแก้ว งานที่มีคุณค่าคืองานที่ “เกิดประโยชน์ต่อใครบ้าง” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ให้ทีมงานนำไปเลี้ยงดูครอบครัว หรือการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้รุ่นน้อง ที่สำคัญสามารถสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ส่วนป้าอุบลเชื่อว่างานทุกอย่างมีคุณค่าในตัวเอง ขอเพียงทำด้วยความใส่ใจและเต็มที่กับมัน
ในช่วงท้ายของการเสวนา เมื่อถูกถามว่าอยากย้อนกลับไปบอกอะไรกับตัวเองในวันที่ยังไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสหรือไม่ แก้วตอบว่า “ขอบคุณตัวเองมากที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคในข้อจำกัดของฐานะทางบ้าน แล้วก็ต่อสู้จนตัวเองได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย จนทําให้แก้วดูแลครอบครัวทุกคนได้ในวันนี้” และฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นคล้ายตนเองว่า “อย่าเพิ่งยอมแพ้ ต่อให้เรามีจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ดีเท่าคนอื่น แต่เราสามารถกำหนดปลายทางของเราได้ เราขอแค่เราอย่าเพิ่งยอมแพ้ แล้วก็อย่าปฏิเสธทุกโอกาสที่เข้ามา เพราะว่าโอกาสมักจะวิ่งเข้าหาคนที่พร้อมจะรับมันเสมอ”
ส่วนป้าอุบลฝากคำแนะนำถึงผู้สูงวัยที่ลังเลว่าจะเริ่มต้นงานใหม่ในวัยเกษียณได้หรือไม่ว่า “ถ้าองค์กรไหนรับคุณแล้ว คุณเข้าไปทำเถอะ ถ้าไม่เข้าใจอะไรก็ให้ถาม แล้วก็ให้ทำเต็มที่ไปเลย ถูกใจไม่ถูกใจ ขยันเข้าไว้” พร้อมย้ำว่าการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ยังทำงานที่รักได้อย่างยาวนาน
จากเด็กสาวชาวสงขลาที่แทบไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ สู่เจ้าของร้านสะดวกซื้อวัย 23 ปี และจากแม่บ้านวัยเกษียณที่พบความหมายใหม่ของชีวิตในวัย 70 ปี เรื่องราวของทั้งสองคนสะท้อนให้เห็นว่า “โอกาส” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงวัยใดวัยหนึ่ง และ “งานที่มีคุณค่า” ก็ไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งหรือรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ว่างานนั้นได้สร้างความหมายให้ชีวิตของคนคนหนึ่ง และส่งต่อคุณค่านั้นไปยังคนรอบข้างได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งนี่คือสมการง่ายๆ ที่ซีพี ออลล์ พยายามสื่อสารผ่านตัวอย่างจริงของพนักงานสองรุ่นในงาน GCNT Expo 2026 ครั้งนี้



