Compact City รู้จักแนวคิด “เมืองกระชับ” เมื่อเมืองถูกออกแบบให้เล็กลง

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

ทิศทางการวางผังเมืองของญี่ปุ่นในยุคประชากรลดลงกำลังเป็นที่น่าจับตา เนื่องจากญี่ปุ่นไม่ได้เผชิญแค่ปัญหาคนแก่เยอะ เด็กเกิดน้อย หรือบ้านร้างเพิ่มขึ้น แต่กำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ประเทศสมัยใหม่ซึ่งถูกออกแบบขึ้นบนสมมติฐานของการเติบโต จะบริหารตัวเองอย่างไร เมื่อความจริงคือประชากรกำลังหายไป เมืองกำลังหดตัว และโครงสร้างพื้นฐานที่เคยสร้างไว้สำหรับสังคมที่มีคนมากกว่านี้ อาจกลายเป็นภาระมากกว่าสินทรัพย์

ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะไม่ได้ตอบปัญหาประชากรลดลงด้วยความหวังลอยๆ ว่า “เดี๋ยวคนก็กลับมาเกิด” หรือ “เดี๋ยวเมืองท้องถิ่นก็กลับมาคึกคัก” เท่านั้น แต่เริ่มพัฒนานโยบายเมืองที่ยอมรับความจริงว่า บางพื้นที่จะมีคนน้อยลง บางเมืองจะไม่กลับไปโตเท่าเดิม และรัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบบริการสาธารณะให้เหมาะกับประเทศที่เล็กลง ไม่ใช่ประเทศที่โตขึ้นตลอดเวลา

สถาบันประชากรและประกันสังคมแห่งชาติของญี่ปุ่นคาดว่า ประชากรญี่ปุ่นจะลดจาก 126.15 ล้านคนในปี 2020 เหลือประมาณ 87 ล้านคนในปี 2070 และสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มจาก 28.6% เป็น 38.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลประชากร แต่ส่งผลต่อวิธีคิดเรื่องเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน ระบบขนส่ง และการคลังท้องถิ่นทั้งหมดของประเทศ

จากเมืองที่ต้องโต สู่เมืองที่ต้องอยู่รอด

ตลอดศตวรรษที่ 20 เมืองสมัยใหม่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบด้วยตรรกะของการขยายตัว ประชากรเพิ่ม เมืองขยาย ถนนตัดใหม่ บ้านจัดสรรเกิดใหม่ โรงเรียนเพิ่ม โรงพยาบาลเพิ่ม ระบบน้ำ ไฟ ขนส่ง และบริการสาธารณะถูกวางไว้เพื่อรองรับอนาคตที่ “ใหญ่กว่าเดิม” แต่ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สร้างไม่พอ แต่อยู่ที่สร้างไว้มากเกินกว่าจำนวนคนที่จะใช้ในอนาคต เมืองที่เคยมีเด็กพอจะเปิดโรงเรียนหลายแห่ง อาจเหลือเด็กไม่พอ เมืองที่เคยมีแรงงานพอจะจ่ายภาษีดูแลถนน สะพาน ท่อประปา และบริการสาธารณะ อาจเหลือประชากรวัยทำงานน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เมืองที่เคยกระจายตัวตามชานเมือง อาจกลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีคนอยู่น้อย แต่รัฐยังต้องแบกรับต้นทุนดูแลเท่าเดิม

นี่คือบริบทของแนวคิด Compact City หรือเมืองกระชับ ซึ่งญี่ปุ่นผลักดันอย่างจริงจังในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะผ่านนโยบายที่เรียกว่า Compact Plus Network และ Location Normalization Plan หรือในบางงานแปลว่า Location Optimization Plan แก่นของมันไม่ใช่แค่การทำเมืองให้น่าเดินหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบที่มักพูดกันทั่วไป แต่เป็นการวางผังเมืองเพื่อเอาตัวรอดในยุคประชากรลดลง กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น หรือ MLIT อธิบายแนวทาง Compact Plus Network ว่าเป็นการชี้นำให้ฟังก์ชันเมือง เช่น การแพทย์ การค้าปลีก และที่อยู่อาศัย รวมตัวอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลาง พร้อมปรับโครงข่ายขนส่งสาธารณะให้เชื่อมพื้นที่เหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนยังใช้ชีวิตประจำวันได้แม้ประชากรโดยรวมจะลดลง

ความน่าสนใจของนโยบายนี้คือมันเปลี่ยนคำถามจาก “เราจะกระจายความเจริญอย่างไร” ไปสู่ “เราจะรักษาคุณภาพชีวิตอย่างไรในวันที่ไม่สามารถดูแลทุกพื้นที่แบบเดิมได้อีกแล้ว”

ในโลกการเมืองแบบเดิม การบอกว่าจะรวมบริการสาธารณะเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองอาจฟังดูเหมือนรัฐทอดทิ้งพื้นที่รอบนอก แต่ในบริบทของญี่ปุ่น กลับเป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าประชากรลดลง รายได้ภาษีลดลง และผู้สูงอายุมากขึ้น การรักษาโรงเรียน โรงพยาบาล รถเมล์ ถนน และโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายตัวเหมือนยุคประชากรเพิ่ม อาจทำให้บริการทุกแห่งแย่ลงพร้อมกัน

นโยบายเมืองกระชับจึงไม่ใช่ความฝันสวยงามเรื่องเมืองน่าอยู่เท่านั้น แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญใหม่ว่า รัฐควรรักษาคุณภาพบริการไว้ตรงไหน และจะเชื่อมคนจากพื้นที่รอบนอกเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างไร

Location Optimization Plan: ผังเมืองที่กล้ายอมรับว่าคนจะน้อยลง

ตั้งแต่ปี 2014 ญี่ปุ่นเริ่มให้เทศบาลจัดทำ Location Normalization Plan เป็นเครื่องมือทางผังเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อกำหนดพื้นที่ที่ควรส่งเสริมให้มีที่อยู่อาศัย และพื้นที่ที่ควรดึงดูดบริการเมือง เช่น โรงพยาบาล ร้านค้า สถานศึกษา และศูนย์บริการสาธารณะ งานวิจัยที่ศึกษากรณีแผนเมืองกระชับ 25 เมืองในญี่ปุ่นชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2014 ญี่ปุ่นได้ดำเนินนโยบายสร้างโครงสร้างเมืองแบบกระชับในระดับชาติผ่านเครื่องมือผังเมืองชนิดนี้ โดยมุ่งตอบโจทย์ประชากรลดลงและสังคมสูงวัย

งานวิจัยอีกชิ้นในปี 2024 ระบุว่า เทศบาลญี่ปุ่นจำนวนมากจัดทำ Location Normalization Plans โดยมีเป้าหมายให้เมืองกระชับและยั่งยืนมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐ และตอบสนองต่อสังคมสูงวัย ซึ่งในปี 2023 ญี่ปุ่นมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปราว 29.1% ของประชากรทั้งหมด

ในเชิงนโยบาย สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การวางผังเมืองว่าตรงไหนเป็นที่อยู่อาศัย ตรงไหนเป็นพาณิชยกรรม แต่เป็นการใช้ผังเมืองเป็นเครื่องมือบริหารการหดตัวของประเทศ เมืองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ว่างให้ขยายไปเรื่อยๆ อีกต่อไป แต่เป็นระบบที่มีต้นทุน ถ้าคนกระจายตัวไกลเกินไป รัฐต้องดูแลถนนยาวขึ้น รถเมล์วิ่งไกลขึ้น โรงพยาบาลต้องครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น ผู้สูงอายุต้องเดินทางไกลขึ้น และบริการพื้นฐานแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ

เมืองกระชับจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายของรัฐท้องถิ่น และเป็นคำถามว่าประชาชนจะยังเข้าถึงบริการจำเป็นได้อย่างไรในวันที่รัฐมีทรัพยากรน้อยลง

แน่นอนว่านโยบายนี้มีด้านที่ต้องถกเถียงอย่างหนัก การรวมบริการเข้าสู่ศูนย์กลางอาจทำให้พื้นที่นอกศูนย์กลางรู้สึกถูกลดความสำคัญ ผู้สูงอายุที่อยู่ไกลอาจเข้าถึงบริการยากขึ้น ถ้าระบบขนส่งไม่ดีพอ และเมืองกระชับอาจกลายเป็นนโยบายที่ดูดีในเอกสาร แต่สร้างความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในชีวิตจริงได้ งานวิจัยเกี่ยวกับนโยบาย compact city ในญี่ปุ่นจึงมักเตือนว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การประกาศเขตศูนย์กลางเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ ผ่านระบบขนส่ง บริการชุมชน และการออกแบบที่ไม่ทิ้งคนเปราะบางไว้ข้างหลัง

บ้านร้าง: ร่องรอยทางกายภาพของประเทศที่กำลังหดตัว

ถ้าจะเห็นภาพ “เมืองสำหรับคนที่หายไป” อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ต้องดูปัญหา akiya หรือบ้านร้างในญี่ปุ่น สำนักงานสถิติญี่ปุ่นระบุว่า จากการสำรวจ Housing and Land Survey ปี 2023 ญี่ปุ่นมีที่อยู่อาศัยว่างประมาณ 9 ล้านหลัง เพิ่มขึ้น 0.5 ล้านหลังจากปี 2018 และคิดเป็นอัตราว่าง 13.8% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกแค่ว่ามีบ้านไม่มีคนอยู่ แต่มันบอกว่าภูมิทัศน์ของญี่ปุ่นกำลังเต็มไปด้วยซากของอนาคตที่ไม่เกิดขึ้น

บ้านจำนวนมากถูกสร้างหรือสืบทอดมาจากยุคที่ประชากรมากกว่าเดิม ครอบครัวใหญ่กว่าเดิม และท้องถิ่นยังมีคนอยู่มากกว่าเดิม แต่เมื่อคนรุ่นใหม่ย้ายเข้าเมืองใหญ่ ไม่แต่งงาน หรือไม่มีลูก บ้านเหล่านี้จึงค่อยๆ กลายเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีใครต้องการ

บ้านร้างไม่ใช่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่เป็นปัญหาผังเมือง ความปลอดภัย ภาษี และคุณภาพชีวิต บ้านที่ถูกปล่อยทิ้งไว้อาจผุพัง เสี่ยงพังถล่มในแผ่นดินไหว กลายเป็นแหล่งสะสมสัตว์หรือวัชพืช ทำให้มูลค่าพื้นที่รอบข้างลดลง และเพิ่มภาระให้เทศบาลที่ต้องติดตามเจ้าของหรือจัดการซากอาคาร ในบางกรณี ปัญหายังซับซ้อนจากระบบมรดก เพราะบ้านเป็นของทายาทหลายคน ไม่มีใครอยากรับภาระซ่อมแซมหรือรื้อถอน แต่ก็ไม่มีใครจัดการขายอย่างจริงจัง บ้านร้างจึงเป็นภาพสะท้อนของสังคมสูงวัยในระดับวัตถุ มันคือหลักฐานว่าเมืองไม่ได้หายไปในเชิงประชากรเท่านั้น แต่หายไปในเชิงชีวิตประจำวันด้วย

นโยบาย akiya bank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลบ้านว่างให้คนซื้อหรือเช่า รวมถึงมาตรการส่งเสริมการรื้อถอนหรือใช้ประโยชน์ใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจัดการปัญหานี้ แต่ไม่ควรโรแมนติไซซ์ว่าบ้านร้างทั้งหมดจะกลายเป็นโฮมสเตย์เก๋ๆ หรือบ้านพักชนบทของคนเมืองได้ง่ายๆ เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ตัวบ้าน แต่อยู่ที่ระบบเศรษฐกิจและประชากรของพื้นที่ ถ้าเมืองไม่มีงาน ไม่มีโรงเรียน ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีขนส่ง และไม่มีชุมชนที่ยังมีชีวิต บ้านราคาถูกก็อาจไม่พอจะดึงคนกลับมาอยู่ นี่คือเหตุผลที่ปัญหาบ้านร้างต้องถูกอ่านคู่กับนโยบาย compact city เพราะคำถามไม่ใช่แค่ว่า “จะเอาบ้านร้างไปทำอะไร” แต่คือ “พื้นที่แบบไหนยังควรถูกพยุงให้มีชีวิต และพื้นที่แบบไหนที่รัฐต้องยอมรับว่าจะไม่กลับไปเหมือนเดิม”

ความกล้าหาญทางนโยบาย: ไม่ใช่การทำให้ทุกที่รอดเท่ากัน

สิ่งที่ทำให้กรณีญี่ปุ่นน่าสนใจ คือการบังคับให้เราต้องเผชิญความจริงที่ขัดกับสัญชาตญาณทางการเมือง รัฐบาลส่วนใหญ่มักอยากประกาศว่าจะพัฒนาทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทุกตำบล และทำให้ทุกเมืองกลับมาคึกคัก

แต่ในประเทศที่ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง คำมั่นสัญญาว่าทุกพื้นที่จะเติบโตพร้อมกันอาจกลายเป็นคำโกหกที่แพงมาก

เพราะยิ่งรัฐพยายามรักษาโครงสร้างพื้นฐานทุกแห่งไว้เหมือนเดิมโดยไม่ยอมเลือก ทรัพยากรยิ่งถูกกระจายบางลง จนสุดท้ายไม่มีพื้นที่ใดได้รับบริการที่ดีจริง

แนวคิด smart shrinkage หรือการหดตัวอย่างฉลาดจึงท้าทายศีลธรรมทางนโยบายแบบเดิม มันไม่ได้บอกให้รัฐทอดทิ้งประชาชน แต่บอกว่ารัฐต้องเลิกหลอกตัวเองว่าทุกเมืองจะกลับมาโตเหมือนเดิม

งานวิจัยด้านผังเมืองร่วมสมัยอธิบายว่า หลายเมืองเล็กในญี่ปุ่นกำลังอยู่ระหว่างแรงดึงสองด้าน ด้านหนึ่งคือแนวทาง pro-growth ที่ยังพยายามฟื้นการเติบโต อีกด้านคือแนวทาง smart shrinkage ที่ยอมรับประชากรลดลงและปรับบริการสาธารณะให้เหมาะกับความจริงใหม่ ความตึงเครียดนี้เป็นหัวใจของการเมืองในยุคประชากรลดลง เพราะการบอกให้เมือง “ยอมเล็กลง” ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความทรงจำ และสิทธิของคนที่ยังอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม การไม่พูดเรื่องนี้เลยอาจโหดร้ายกว่า เพราะทำให้สังคมไม่มีโอกาสออกแบบการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ถ้ารัฐไม่ยอมวางแผนสำหรับเมืองที่หดตัว เมืองก็จะหดตัวเองแบบไร้การจัดการ โรงเรียนจะปิดแบบฉุกละหุก โรงพยาบาลจะขาดคน รถเมล์จะเลิกวิ่ง บ้านจะร้าง ถนนจะพัง และคนที่เหลืออยู่จะเป็นกลุ่มที่ย้ายออกไม่ได้มากที่สุด เช่น ผู้สูงอายุ คนจน หรือคนที่มีภาระครอบครัว การวางแผนเมืองหดตัวจึงอาจไม่ใช่นโยบายเย็นชาเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นวิธีทำให้การหดตัวเกิดขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรีกว่าเดิม

บทเรียนสำหรับไทย: เรากำลังจะเจอคำถามเดียวกัน

ประเทศไทยอาจยังไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกับญี่ปุ่น แต่ทิศทางใหญ่เริ่มคล้ายกันมากขึ้น เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง หลายจังหวัดมีประชากรลดลง โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากมีนักเรียนน้อยลง และโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาคยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าประเทศต้องมีคนและกิจกรรมกระจายอยู่ในพื้นที่แบบเดิม ปัญหาคือไทยยังพูดเรื่องนี้ในภาษาของการ “กระตุ้นการเกิด” หรือ “กระจายความเจริญ” เป็นหลัก แต่ยังไม่ค่อยกล้าถามว่า ถ้าบางพื้นที่จะมีคนน้อยลงจริงๆ เราจะออกแบบรัฐอย่างไร

คำถามแบบญี่ปุ่นจึงอาจสำคัญกับไทยมากกว่าที่คิด เราจะยังมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนเท่าเดิมหรือไม่ ถ้าเด็กในพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ เราจะยังลงทุนถนนและโครงสร้างพื้นฐานทุกแห่งด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ถ้าประชากรวัยทำงานในบางจังหวัดลดลง เราจะรวมบริการสุขภาพ การศึกษา และขนส่งอย่างไรโดยไม่ทอดทิ้งคนที่อยู่ห่างไกล เมืองรองของไทยควรแข่งขันกันโตทุกเมือง หรือควรวางระบบเครือข่ายเมืองที่บางแห่งเป็นศูนย์บริการ บางแห่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย บางแห่งเป็นพื้นที่เกษตร ธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจเฉพาะทางมากขึ้น

บทเรียนจากญี่ปุ่นไม่ได้แปลว่าไทยต้องลอกนโยบาย compact city มาใช้ทันที เพราะบริบทการเมืองท้องถิ่น ระบบขนส่ง ความเหลื่อมล้ำ และความสามารถของรัฐต่างกันมาก แต่ญี่ปุ่นให้บทเรียนที่สำคัญกว่านั้น คือการกล้าขยับจากนโยบายที่ขายความหวัง ไปสู่นโยบายที่จัดการความจริง ประเทศที่ดีในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ใช่ประเทศที่ทำให้ทุกเมืองโตขึ้น แต่เป็นประเทศที่ทำให้คนยังมีชีวิตที่ดีได้ แม้เมืองบางแห่งจะเล็กลง แม้ประชากรจะลดลง และแม้อนาคตจะไม่เหมือนภาพฝันของยุคพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา

ประเทศที่เล็กลง ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่แย่ลง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในกรณีญี่ปุ่นคือ มันบังคับให้เราต้องแยก “การลดลง” ออกจาก “ความล้มเหลว” สังคมสมัยใหม่มักผูกความสำเร็จเข้ากับการเพิ่มขึ้น เพิ่ม GDP เพิ่มประชากร เพิ่มตึก เพิ่มถนน เพิ่มนักท่องเที่ยว เพิ่มผู้บริโภค แต่ในโลกที่หลายประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะเกิดน้อยและสูงวัย การเติบโตแบบเดิมอาจไม่ใช่ชะตากรรมปกติอีกต่อไป คำถามใหม่จึงไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างกลับไปเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม แต่คือจะทำอย่างไรให้การลดลงไม่กลายเป็นการเสื่อมสลาย

เมืองสำหรับคนที่หายไปจึงไม่ใช่ภาพสิ้นหวังเสมอไป ถ้าออกแบบดี มันอาจหมายถึงเมืองที่เดินง่ายขึ้น บริการอยู่ใกล้ขึ้น ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น โครงสร้างพื้นฐานไม่กระจายเกินกำลังรัฐ พื้นที่บางส่วนถูกคืนให้ธรรมชาติหรือใช้ประโยชน์ใหม่ และงบประมาณถูกใช้เพื่อคุณภาพชีวิตมากกว่าการรักษาภาพลวงตาว่าทุกพื้นที่ยังเติบโต

แต่ถ้าออกแบบไม่ดี มันก็อาจกลายเป็นนโยบายรวมศูนย์ที่ทิ้งคนชายขอบไว้ข้างหลัง ทำให้พื้นที่ชนบทตายเร็วขึ้น และเปลี่ยนการหดตัวให้เป็นความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่

นี่คือเหตุผลที่ญี่ปุ่นน่าศึกษา ไม่ใช่เพราะญี่ปุ่นมีคำตอบสมบูรณ์ แต่เพราะญี่ปุ่นกำลังถามคำถามที่ประเทศอื่นหลีกเลี่ยง ประเทศจะวางแผนอย่างไรเมื่อประชากรลดลง เมืองจะมีหน้าตาอย่างไรเมื่อคนหายไป รัฐควรรักษาทุกพื้นที่ไว้เท่าเดิมหรือควรกล้าจัดระบบใหม่ และเราจะทำให้การเล็กลงเป็นกระบวนการที่มีศักดิ์ศรี เป็นธรรม และมีคุณภาพชีวิตได้หรือไม่

สำหรับประเทศไทย คำถามนี้อาจยังฟังดูไกล แต่จริงๆ มันกำลังเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่คิด และถ้าเราไม่เริ่มพูดตั้งแต่ตอนนี้ เราอาจต้องเผชิญเมืองหดตัวในวันที่ไม่มีแผน ไม่มีงบ ไม่มีขนส่ง ไม่มีบริการ และไม่มีภาษาทางนโยบายที่จะอธิบายมัน ญี่ปุ่นกำลังบอกเราว่า อนาคตของรัฐอาจไม่ใช่การสร้างทุกอย่างให้ใหญ่ขึ้น แต่อาจเป็นการเรียนรู้ว่าจะอยู่กับประเทศที่เล็กลงอย่างไร โดยไม่ทำให้ชีวิตของผู้คนเล็กลงตามไปด้วย

แหล่งอ้างอิง

  • National Institute of Population and Social Security Research, “Population Projections for Japan (2023 Revision): 2021 to 2070”; Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT)
  • Compact Plus Network และ Trends Concerning Land; Statistics Bureau of Japan, “Statistical Handbook of Japan 2025” และ “2023 Housing and Land Survey”; Yoon, C. J. (2020), “Focused on 25 Cases of Compact City Plans in Japan,” Sustainability; Hino, K. et al. (2024)