8 ปี “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน”… จากก้าวเล็กๆ ที่ก้าวไปด้วยกัน สู่ชุมชนที่ยืนได้ด้วยตัวเอง

8 ปี “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน”… จากก้าวเล็กๆ ที่ก้าวไปด้วยกัน สู่ชุมชนที่ยืนได้ด้วยตัวเอง – เพิ่มรายได้ 20%

หลากเรื่องราว หลากสีสันของชุมชน ในโครงการ  “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน”  โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) ที่เดินทางมาถึงปีที่ 8 แล้ว อาทิ

  • หมู่บ้านเล็กๆ ริมเขาแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี มีชุมชนที่ครั้งหนึ่งแทบไม่มีใครรู้จัก ทุกวันนี้กลับกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวตั้งใจขับรถอ้อมเข้ามาเยือน นั่นคือ “บ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์” ชุมชนที่อยู่ท่ามกลางภูเขาและสายน้ำเพชรบุรี และวันนี้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมาย
  • วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง ปากพูน นครศรีธรรมราช – ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรด้วยการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เช่น เชือกกล้วย, น้ำตาลมะพร้าวสวนลุงแดง และเป็นแหล่งท่องเที่ยว “ล่องเรือ กินปู ดูหิ่งห้อย”
  • สวนลุงแสบ (ฮักเกษตรคลองลานบ้านเฮา) อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร – สำนักงานสลากฯ ยกเป็นตัวอย่าง “ความสำเร็จที่ยั่งยืน” ผสมผสานเกษตรกับการท่องเที่ยว จนต่อยอดรายได้ ได้แม้จบโครงการแล้ว
  • ชุมชนบ้านแหลมนาว ระนอง – ชุมชนประมงมุสลิมริมอันดามัน เป็นแหล่งท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
  • วิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อุตรดิตถ์– อีกหนึ่งชุมชนเก่าที่ถูกคัดกลับมาร่วมพัฒนาต่อในปีที่ 8 สะท้อนผลระยะยาวมากกว่าการอบรมครั้งเดียวจบ

นี่คือส่วนหนึ่งจากภาพรวมทั้งโครงการชุมชนที่เข้าร่วมทั้ง 77 แห่ง มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10–20% ที่พิสูจน์ว่า การให้ที่ถูกทาง ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน แต่คือการให้ “องค์ความรู้” ที่ทำให้คนในชุมชนยืนได้ด้วยตัวเอง

สอนวิธีหาปลา หัวใจ… ‘ให้องค์ความรู้’

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เล่าถึงหัวใจของโครงการนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ทุกปีสำนักงานฯ จะเปิดรับสมัครชุมชนจากทั่วประเทศ แล้วคัดเลือกเข้ามาปีละราว 10 ชุมชน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นชุมชนที่มีการรวมกลุ่มกันมาบ้างแล้ว มีคณะกรรมการและการบริหารจัดการในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชุมชน OTOP หรือแหล่งท่องเที่ยว “Unseen” ไม่ใช่การเริ่มนับหนึ่งจากศูนย์

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

จากนั้นทีมงานจะเข้าไปเติมเต็มตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ชุมชนไหนถนัดเรื่องอาหาร ก็จัดวิทยากรไปช่วยยกระดับรสชาติและคุณภาพ ชุมชนไหนเป็นเส้นทางท่องเที่ยวก็ช่วยออกแบบเส้นทางใหม่ อบรมการทำธุรกิจโฮมสเตย์ให้ได้มาตรฐาน ไปจนถึงสอนเรื่องการตลาดและการทำแพ็กเกจจิ้งให้สวยงามน่าซื้อ สิ่งที่โครงการนี้ยึดมั่นคือ

“ให้องค์ความรู้ ไม่ได้ให้เงิน” เพราะเชื่อว่าความรู้และทักษะเท่านั้นที่จะทำให้ชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่การพึ่งพาความช่วยเหลือเป็นครั้งคราว

เปิดช่องทางให้คนไทยได้รู้จัก-ตัวเลขที่พูดแทนความสำเร็จ

อีกส่วนที่ทำให้โครงการนี้ครบวงจร คือการสร้าง “ช่องทาง” ให้สินค้าและเรื่องราวของชุมชนไปถึงมือผู้บริโภคจริงๆ ผ่านเว็บไซต์ www.glo.or.th ที่รวบรวมข้อมูลชุมชนทั้งกว่า 70 แห่งไว้ให้คนทั่วประเทศได้สืบค้น พร้อมสอนช่องทางขายของออนไลน์และการประชาสัมพันธ์ผ่านโลกดิจิทัล และในโลกออฟไลน์ก็เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมาออกบูธจำหน่ายสินค้าที่อาคารสำนักงานสลากฯ ในวันที่มีผู้โชคดีมารับรางวัล ซึ่งเป็นวันที่คนพลุกพล่านที่สุดวันหนึ่งของทุกเดือน

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โครงการได้เข้าไปพัฒนาชุมชนแล้วรวมทั้งสิ้น 77 ชุมชนทั่วประเทศ แต่ละปีจะคัดเลือกชุมชนใหม่ราว 10 แห่ง และยังคงติดตามพัฒนาชุมชนเดิมต่อเนื่องอีกราว 4 แห่ง เพื่อให้มั่นใจว่าความรู้ที่ให้ไปนั้น “งอกราก” ได้จริงในพื้นที่ ไม่ใช่แค่จัดอบรมแล้วจบไป

ที่สำคัญที่สุด โครงการนี้มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่จับต้องได้ชัดเจน นั่นคือ ชุมชนที่เข้าร่วมต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 10–30% หลังได้รับการพัฒนา ซึ่งสะท้อนความเชื่อที่ว่า สังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนไม่ได้เริ่มจากโครงการใหญ่โต แต่เริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบและก้าวไปด้วยกัน

จากปีที่ 7 สู่ปีที่ 8 และก้าวต่อไปที่ 87 ปีของสำนักงานสลากฯ

ในโอกาสครบรอบ 87 ปีของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงได้ย้ำถึง วิสัยทัศน์ “องค์กรสลากมุ่งเน้นนวัตกรรม ส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม เป็นที่ยอมรับของประชาชน” โดยโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนถูกยกให้เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่ช่วยสร้างคุณค่า และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนไทยทั่วประเทศ

ความมุ่งมั่นนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายที่สำนักงานฯ ต้องการก้าวสู่การเป็น “องค์กรแห่งการให้” โดยทำหน้าที่เสมือน “สะพาน” เชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับ เพื่อให้เกิดการต่อยอด และวางรากฐานอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และครอบครัว และตลอด 8 ปีที่ผ่านมาประชาชนได้ช้อป ชิม และทำความรู้จักสินค้าจากชุมชนเหล่านี้ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าเมื่อคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของบ้านเกิด ก็จะกล้ากลับไปสร้างอาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีในพื้นที่ของตัวเอง แทนที่จะต้องดิ้นรนไปไกลถึงเมืองใหญ่

บทสรุปที่ไม่ได้จบแค่ตัวเลข

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน” ทำมาตลอด 8 ปี ไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ให้ชุมชน แต่คือการปลูกความเชื่อมั่นให้คนในพื้นที่กล้าลุกขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรของตัวเอง กล้าเล่าเรื่องราวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้คนทั้งประเทศได้รู้จัก และกล้าฝันถึงอนาคตที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร

สำหรับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว รายได้จากสลากทุกใบไม่ได้จบลงแค่รางวัลที่ผู้โชคดีได้รับ แต่ยังเดินทางต่อไปเป็นความรู้ เป็นโอกาส และเป็นก้าวเล็กๆ ที่ค่อยๆ สะสมกลายเป็นความเข้มแข็งของชุมชนไทยทั่วทุกภูมิภาค