
‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ กางเป้าหมาย ดันคนไทย 20 ล้านคนให้มี AI Literacy พร้อมเร่งสร้างระบบนิเวศ AI ตั้งแต่การรีสกิลแรงงาน วิจัย-นวัตกรรม ไปจนถึงการดึงทุนและบริษัทยักษ์ใหญ่เข้าสู่ประเทศ เปลี่ยน AI ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของไทยในอนาคต หวังปลดล็อกกับดักรายได้ปานกลาง
เป้า 4 ปี ติดปีก AI ให้คนไทย 20 ล้านคน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงานแถลงข่าวการเปิดตัวโครงการ “AI for All Thais” จัดโดย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Google เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ แต่ที่หนักสุดคือ Technology Disruption
ศ.ดร.ยศชนัน ขยายความ Technology Disruption ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจทำให้บางทักษะไม่สามารถประกอบอาชีพได้อีกแล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ AI Literacy และความเข้าใจเอไอในเชิงลึก ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษาฯ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และถ้าไม่สามารถทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยจะเข้าไปสู่ความมืด เนื่องจากปัญหาสำคัญคือ ประเทศไทยมีปัญหาด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้เป็นประเทศรายได้ปานกลางตลอดเวลา
“ตั้งแต่ผมเกิดมา เราก็เป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่เราคงไม่อยากจากโลกนี้ไปขณะที่เป็นประเทศรายได้ปานกลาง ฉะนั้นผมคิดว่าเรายังมีเวลา…ผมก็มีวาระ 4 ปี”
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า แม้ AI Adoption (การประยุกต์ใช้เอไอเข้ากับการทำงาน) ของคนไทยจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มากพอ โดยมีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยต้องการ Ai Professional 80,000 คน แต่ตัวเลขที่ทำได้จริงคือ 9,470 คน ซึ่งยังไม่ดีพอที่จะดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาลงทุน ยิ่งกว่านั้น ยังไม่ดีพอที่ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
เป้าหมาย 1 ใน 3 ของคนไทยที่มี AI Literacy เป็นตัวเลขในใจผม ให้ 4 ปีข้างหน้าเราพาประเทศไปข้างหน้าได้ วันนี้เรามีความหวัง แต่สำคัญคือ คนไทยต้องกล้าลงทุนในเรื่องเกี่ยวกับ AI และ AI Infrastructure
ถัดจาก AI Literacy จะไปสู่ระดับ AI Engineering และ Ai Researcher แต่ก่อนไปถึงสองขั้นนี้ ต้องทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึง AI เป็นลำดับแรก ดังนั้นโจทย์คือ ทำอย่างไรให้คนที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ สามารถมีสกิล AI ทั้งสามระดับได้ และสร้างกลไก AI for Lifelong Learning ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยที่ทุกวันนี้เปิดให้คนรีสกิล-อัพสกิลได้ หรือคนที่ใช้เอไอเป็นอยู่แล้วก็ต้องทำให้เป็น AI Professional
“ทุนมนุษย์สำคัญ แต่วันนี้ถ้าบอกว่าจะเพิ่มคนเอไอ ยากเหลือเกิน ความจริงแล้วมีคนที่เขาพร้อม ไม่จำเป็นต้องมานั่งเรียนปริญญาใหม่ เขามีความรู้พื้นฐานครบหมดแล้ว แค่อัพและรีสกิล เพิ่มทักษะเอไอเข้าไป…เสือติดปีกเลย และเขาจะสร้างประโยชน์ในผืนแผ่นดินไทย”
โจทย์อุดมศึกษา เชื่อมวิจัย-นวัตกรรม-ทุน
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึง AI R&D ว่า บริษัทใหญ่ระดับโลกจะลงทุนในงานวิจัยและการพัฒนาอย่างมาก ทำให้เกิดนวัตกรรมและสร้างประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและผลกำไร โดยเฉพาะการทำให้ ‘นักคิด’ จากห้องแล็บ มาเจอกับ ‘นักปฏิบัติ’ รวมถึงเจอกับแหล่งทุน ซึ่งจะทำให้เกิดระบบนิเวศที่นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก จากนั้น AI Engineering และ AI Professional จะสร้างวงล้อเทคโนโลยีที่หมุนอย่างต่อเนื่อง
“ประเทศไทยไม่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมใหม่ เน้นแต่การสร้าง AI Literacy ถ้าวันนี้เราจะต้องมี R&D ถามว่าทำที่ไหน…ทำในมหาวิทยาลัย ทั้งปริญญาโทและเอก พอเกิดงานวิจัยแล้วงานวิจัยต้องหมุน พอหมุนจะเกิด innovation ดังนั้นการปูพื้น AI เข้าสู่ภาคการศึกษา เป็นก้าวแรกที่จำเป็น ขณะเดียวกันประเทศไทยมีเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาเยอะ แต่วิจัยและนวัตกรรมอาจไม่เยอะ มหาวิทยาลัยต้องช่วยทำให้เกิดการลงมือทำจริงเพื่อสร้างนวัตกรรม”
ศ.ดร.ยศชนัน มองว่า แม้ประเทศไทยจะมีนวัตกรรม แต่คำถามคือทำอย่างไรให้นวัตกรรมมีความ sustain ดังนั้นทุนของหน่วยงานรัฐอาจไม่เพียงพอในการทำให้การเติบโตยั่งยืน แต่รัฐบาลต้องช่วยกระจายเงินจาก VC (venture capital) หรือ Angle Fund
“เราต้องทำให้คนที่ใช่กับคนที่ใช้มาเจอกัน (สตาร์ทอัพ-ทุน) และเกิดการสนับสนุนส่วนที่ใช่ นั่นคือรัฐบาลยินดีที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ของท่าน”
เกาะ AI Ecosystem โลกสำเร็จ-ไทยได้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ อว. ได้พัฒนา 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการทำให้ขั้นตอนบัญชีนวัตกรรมรวดเร็วขึ้น และเรื่องที่สองคือการส่งเสริมสิทธิบัตร (patent) กับเทคโนโลยีของไทยให้เร็วขึ้น
“ผมทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาถูกเก็บบันทึกไว้ในโฉนด เพื่อสามารถใช้ได้ทั่วโลก และเราก็จะเป็นประเทศที่มี trust สำหรับทุกประเทศ ทุกประเทศก็จะไว้ใจในการที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เพราะเขาไม่สูญเสียทรัพย์สินทางปัญญา”
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ประเทศไทยต้องสร้างมาตรฐานที่ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศเท่านั้น เพราะในประเทศมีประชากรกว่า 60 ล้านคน แต่ถ้าขยับไปตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นว่ามีประชากรกว่า 600 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น นวัตกรรมไทยต้องไม่คิดใช้แค่ในไทย แต่คิดในไทย ใช้ทั่วโลก และจะทำให้จีดีพีไทยโตขึ้น
“ผมอยากให้เอไอช่วยอัพเกรดเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม เนื่องจากว่าเราเข้าสู่สังคมสูงวัย คนในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมบริการที่อายุเยอะขึ้น ก็ทำงานยากขึ้น การใช้เอไอสามารถทำได้เลย และมีความจำเป็นต้องทำทันที โดยเฉพาะเรื่องการอัพและรีสกิลคน”
“ถ้าจะมีรายได้สูงใน 4 ปี new growth engine จำเป็นต้องมี นวัตกรจึงเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเกษตรมูลค่าสูง เรื่อง precision farming ทุกสิ่งทุกอย่างที่ใช้ data เข้ามาทำให้เป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง หรือการบริการ การท่องเที่ยวก็ใช้เอไอเข้ามาช่วย การแพทย์ก็เป็น telemedicine อาจมีคนไข้จากต่างประเทศ แต่แพทย์อยู่ที่ไทย…รวมถึงเรื่องพืชผลทางการเกษตร ข้อมูลวัฒนธรรม ศิลปะไทย ข้อมูลอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เรามีฐานข้อมูลอยู่ AI ใช้ได้หมด”
สิ่งสำคัญคือ ข้อมูล (data) ถ้าประเทศไทยไม่มีสิ่งนี้ ก็ยากที่จะเทรน AI และถ้าวันนี้คนไทยไม่รู้เรื่อง AI ประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้ แล้วจีดีพีจะเล็กลงเรื่อยๆ
ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า ถ้าเราจะมุ่งสู่ AI แล้วชวนบริษัทยักษ์ใหญ่มาร่วมมือกันโมเดลหนึ่ง เนื่องจากเรามีโรงงานในประเทศ data storage ก็มี และถ้าเราเป็นซัพพลายเชนใน ecosystem ที่เขาสำเร็จ จะทำให้ประเทศเป็นหนึ่งใน ecosystem ของความสำเร็จนี้ เพราะทุกครั้งที่เราสนับสนุนเอไอ เราอยู่ในหนึ่งความสำเร็จของคนทั่วโลก AI Infrastructure กําลังจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศไทย
“ผมตั้งเป้า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของคนไทยมี AI Literacy ไม่ว่าจะเป็นคนที่เราผลิตออกมา คนที่มีอยู่แล้ว รวมถึงคนที่มาจากหลากหลายประเทศ ผมนั่งคำนวณแล้วเป็นไปได้”



