
NIA ร่วมกับอว. แถลงผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก 2569 เผยไทยอันดับ 49 เบอร์ 1 ด้าน MedTech อาเซียน ‘กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ – ภูเก็ต’ ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็กดึง สตาร์ตอัปสู่ไทย ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ ชี้สตาร์ทอัพคือ New Growth Engine ต้องสร้าง ecosystem ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมใหญ่ ด้าน NIA เผยสตาร์ทอัพไทยติด Top50 ของโลก กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ด้าน Robotics ในอาเซียน
‘สตาร์ทอัพไทย’ อันดับ 49 ของโลก
ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงผลการจัดอันดับ Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ว่า อันดับ ‘ระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลก’ ปี 2026 ประเทศไทยที่ขยับขึ้นมาสู่อันดับ 49 ของโลก และเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เข้าสู่ Top 50 อันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของเมือง และระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน มุ่งสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง
อันดับระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย ดังนี้
- ปี 2022 อันดับ 53
- ปี 2023 อันดับ 52
- ปี 2024 อันดับ 54
- ปี 2025 อันดับ 53
- ปี 2026 อันดับ 49
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่า สตาร์ตอัปไม่ใช่เพียงธุรกิจเกิดใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก ดังนั้น อันดับของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ผู้ประกอบการ และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระทรวง อว. และ NIA อยู่ระหว่างเร่งผลักดันและส่งเสริมในเกิดการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศผ่านโครงการสำคัญทั้งการส่งเสริม Area – based Innovation Ecosystem, Matching Fund & University Holding Company, Makerspace ชุมชน, การขยายผล Startup Thailand League รวมถึงการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ เพื่อพัฒนา DeepTech Startup และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในสาขายุทธศาสตร์สำคัญ เช่น MedTech, AI, Robotics, Climate Tech และ FoodTech ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง การวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคการลงทุน เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นชาตินวัตกรรม (Innovation Nation)
Robotics คือ New Growth Engine – Medtech อันดับ 1 ใน SEA
จากข้อมูลของ NIA ระบุว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นอัน 1 ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงกรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ในภูมิภาค
ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยังติดอันดับเมืองที่เอื้อต่อ สตาร์ตอัปกลุ่ม MedTech ดีที่สุดในอาเซียน ขณะที่กรุงเทพมหานครขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) ส่วนเมืองใหม่ที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“นักลงทุนอยู่ที่สิงคโปร์ สตาร์ทอัพไทยก็ไปเติบโตที่บางช่วงและกลับไปกลับมา เราสามารถทำให้บริษัทไทยทำ venture builder ร่วมกันเหมือนเป็นบริษัทสัญชาติลูกครึ่ง เกิดจากที่ไทย และ raise fund ที่โน้น และอาจจะไปขายอีกประเทศ ไม่ได้ทำแค่สิงคโปร์ แต่ต้องทำให้ product ไทยไปโตและมีตลาดโลก”

ศ. ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงประเด็นโรโบติกส์อาเซียนว่า ประเทศไทยมีต้นทุนเรื่องการผลิตโรโบติกส์มากกว่าประเทศอื่น โดยที่ผ่านมามีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ BOI อนุมัติให้บริษัทจีน 5 รายเข้ามาตั้งฐานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) รวมมูลค่าเฟสแรกกว่า 10,000 ล้านบาท และจะการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โครงสร้างหุ่นยนต์ ชุดควบคุมข้อต่อ และชิ้นส่วนส่งกำลัง โดยมีลูกค้าหลักคือ Tesla Bot, Apple, Samsung, Huawei คาดว่าจะเกิดการจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงกว่า 1,000 คน และใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 45,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า จุดที่น่าสนใจจากการจัดอันดับคือการที่ไทยขยับสู่การเป็นผู้นำ สตาร์ตอัปในด้าน MedTech สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสุขภาวะ (Wellness Economy) ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการในประเทศมีความพร้อมในด้านองค์ความรู้ และความสามารถด้านนวัตกรรมที่จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะตอบโจทย์ความต้องการด้านการแพทย์ และสุขภาพในตลาดได้
ขยาย springboard ให้สตาร์ทอัพไทยโตเร็วขึ้น
ศ. ดร.ยศชนัน มองว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายปัจจัย เช่น เงินทุนสนับสนุน การเข้าถึงโอกาสทดสอบนวัตกรรมก่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงยังขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนการเติบโต รัฐบาลจึงพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม
เมื่อถามว่า ทำไมสตาร์ทอัพไทยไม่มีผลต่อจีดีพีอย่างมีนัยสำคัญ ศ. ดร.ยศชนัน ตอบว่า “การพูดเรื่อง new growth engine จำเป็นต้องมีกองทัพของผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ แต่เราต้องทำให้เขาโตขึ้นระดับ Series A ถึงจะเริ่มมีอิมแพค วันนี้หากเราทำ start up ecosystem ให้เขาโตขึ้นไปและขยายผลได้ ตรงนี้จะเป็นก้อนใหญ่จริงๆ แต่จะต้องมี VC (Venture Capital) และคนลงทุน”
เราไม่สามารถทำสตาร์ทอัพอย่างเดียวได้ แต่ต้องขยายฐานอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ให้เป็น springboard ของสตาร์ทอัพ ทำให้อุตสาหกรรมใหญ่ๆ หรือ big corporate แตกบริษัทลูกเพื่อมา synergy กับสตาร์ทอัพไทย ทั้งการผลิตและการบริการ เพื่อทำให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตเร็วขึ้น

NIA ชู ‘ย่านนวัตกรรมอารีย์’
ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของระบบนิเวศ สตาร์ตอัปไทยในหลายมิติ โดยประเทศไทยไม่เพียงก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี แต่ยังมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 4 ในกลุ่ม 50 อันดับแรกของโลกที่ร้อยละ 62.6 (อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของการลงทุนด้านเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของเครือข่าย สตาร์ตอัปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงการที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับด้าน Startup Community Activity เป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของกิจกรรมด้านนวัตกรรมและชุมชนผู้ประกอบการที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยเริ่มเห็นการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ทั้งด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานสนับสนุน ตลอดจนการขยายตัวของกิจกรรมด้านนวัตกรรมสู่ภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้น
“กรุงเทพมหานคร ถือเป็นเมืองศูนย์กลางด้าน สตาร์ตอัปของประเทศที่สามารถขยับขึ้น 5 อันดับสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขึ้นเป็นเมืองอันดับ 1 ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ของภูมิภาค และอันดับ 17 ของโลก ขณะที่เมืองรองอย่างภูเก็ต และเชียงใหม่ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของระบบนิเวศนวัตกรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเมืองรองในการดึงดูดผู้ประกอบการ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลกเข้ามาสร้างธุรกิจและนวัตกรรมในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ StartupBlink ใช้ในการประเมินจัดอันดับ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่
- Quantity Score หรือปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ เช่น จำนวน สตาร์ตอัป นักลงทุน Accelerator Co-working Space และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ
- Quality Score หรือคุณภาพและผลกระทบของระบบนิเวศ เช่น การเติบโตของ สตาร์ตอัประดับ Unicorn การลงทุน ความแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี และอิทธิพลของระบบนิเวศในระดับโลก
- Startup Business Environment Score ซึ่งประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต สภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมด้านบุคลากร และบริการสนับสนุนอื่น
“ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก ที่เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งมีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพชีวิต และชุมชนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง NIA จะปั้น “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้ สตาร์ตอัปของไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบนิเวศ สตาร์ตอัปไทยสู่สากล โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศในอนาคต ดังนั้น การเติบโตของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยกำลังก้าวสู่การเติบโตในระดับสากลเป็น Global Startup Hub อย่างชัดเจน โดย NIA จะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงประเทศสู่เครือข่ายนวัตกรรมโลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Startup Nation อย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.กริชผกากล่าว



