ผศ.ประสาท มีแต้ม
ในวงการวิชาการทั่วโลกจะมีปัญหาหนึ่งที่มีความยากพอๆกับตัววิชาการเองนั่นคือ “การสื่อสารวิชาการ” ในวิทยาลัยแพทย์บางแห่งจึงมีวิชาว่าด้วยการสื่อสารระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย เพราะศัพท์แสงทางการแพทย์มันยากที่ผู้ป่วยทั่วไปจะเข้าใจได้ จึงต้องเรียนรู้กันตั้งแต่วิธีการซักประวัติไปจนถึงเทคนิคในการบอกข่าวร้ายให้กับผู้ป่วย ในวงวิชาการอื่นก็คล้ายกันหรือยากกว่านั้นอีก เพราะนอกจากมีสาระที่ยากแล้วผู้ฟังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกด้วย
ในวงการสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ มีบุคคลหนึ่งที่ได้รับการยกย่องอย่างไม่เป็นทางการจากคอลัมน์นิสต์ของนิตยสารTime บางคน ว่าอาจเป็นนักข่าวสายสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในโลก คือ Bill McKibben (เกิด 1960-ชาวอเมริกัน)
เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ Bill McKibben ได้รับเชิญให้ไปบรรยายในแบบสัมภาษณ์ที่แคนาดา(มหาวิทยาลัยบริติซโคลัมเบีย) พร้อมกับเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนล่าสุดซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเพลงที่โด่งดังระดับโลกของวง The Beatles เมื่อปี 1969 คือเพลง Here Comes The Sun พร้อมกับคำพูดของเขาที่ทำให้เราเห็นภาพที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและจำได้ง่ายว่า “พลังงานจากสวรรค์ ไม่ใช่จากนรก” พร้อมกับสังเคราะห์ออกมาว่า “มนุษย์กำลังเปลี่ยนจากอารยธรรมแห่งการเผาไหม้ ไปสู่อารยธรรมแห่งแสง ซึ่งเป็นความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ไม่ต่างจากการรู้จักการใช้และควบคุมไฟเมื่อ 7 แสนปีก่อน”
ผมจึงได้นำทั้ง 2 เรื่องนี้มาเป็นชื่อบทความนี้ พระอาทิตย์มาแล้ว: พลังงานจากสวรรค์ ไม่ใช่จากนรก สำหรับภาพประกอบข้างล่างนี้มาจากการวาดของ ChatGPT หลังจากที่ผมได้ถกเถียงและแลกเปลี่ยนกันหลายวัน

ด้านซ้ายมือของภาพเป็นชื่อเพลงที่แต่งโดย George Harrison และภาพปกของอัลบั้ม เมื่อปี 1969 หรือเมื่อ 57 ปีมาแล้ว
George Harrison (เกิด 1943 แต่งเพลงนี้เมื่ออายุ 26 ปี) เล่าว่า วันหนึ่งเขาเบื่อการประชุมทางธุรกิจของวงและออกจากสถานการณ์นั้น เขาไปที่บ้านของเพื่อนในอังกฤษเป็นวันฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มดีขึ้นหลังฤดูหนาวอันยาวนาน เขาหยิบกีตาร์ และเริ่มแต่งเพลงทันที
Here comes the sun. And I say, “It’s all right” พระอาทิตย์มาแล้ว และฉันบอกว่า “ทุกอย่างจะดีขึ้น”
เมื่อ George Harrison เขียนว่า ‘Here Comes the Sun’ เขาคงหมายถึงความหวังหลังฤดูหนาว แต่กว่าครึ่งศตวรรษต่อมา โลกกลับค้นพบความหมายอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ แสงอาทิตย์ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความหวังเท่านั้น หากยังเป็นพลังงานจริงที่อาจช่วยพาเราออกจากยุคฟอสซิลและยับยั้งสงครามเพื่อปกป้องแหล่งฟอสซิลได้ด้วย
ด้านขวามือของภาพเป็นปกของ You Tube ของการสัมภาษณ์ที่ยาวเกือบ 90 นาที และถัดไปเป็นภาพปกหนังสือที่ตั้งชื่อตามเพลงที่ดังระดับโลกที่ผมเล่าแล้ว โดยมีชื่อรองเพื่อขยายความว่า “โอกาสสุดท้ายในการกอบกู้สภาพภูมิอากาศ และโอกาสครั้งใหม่ในการสร้างอารยธรรมที่ดีกว่า”
แม้ผมยังไม่มีโอกาสอ่านหนังสือฉบับเต็ม แต่จากบทสัมภาษณ์ บทวิจารณ์ และข้อมูลสรุปที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ สามารถจับประเด็นสำคัญได้ 5 ประการ
1. ข่าวร้าย: วิกฤติภูมิอากาศเกิดขึ้นแล้ว
McKibben ไม่ได้เริ่มจากความหวัง แต่เริ่มจากความจริงว่าโลกร้อนขึ้นอย่างมากแล้ว และเราไม่สามารถย้อนกลับไปสู่โลกก่อนอุตสาหกรรมได้อีก เป้าหมายจึงไม่ใช่ “หยุดโลกร้อน” แต่เป็นการหยุดไม่ให้มันเลวร้ายจนทำลายอารยธรรมมนุษย์
2. ข่าวดี: พลังงานแสงอาทิตย์และลมถูกกว่าฟอสซิลแล้ว
McKibben โต้แย้งว่า ตลอด 30–40 ปีที่เขาเขียนเรื่องสภาพภูมิอากาศ เขาไม่เคยมีเหตุผลให้มองโลกในแง่ดีมากเท่ากับตอนนี้ เพราะพลังงานแสงอาทิตย์และลมกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกที่สุดในหลายพื้นที่ของโลก และกำลังเติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานของมนุษย์
3. นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนอารยธรรม
McKibben มองว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากอารยธรรมแห่งการเผาไหม้ไปสู่อารยธรรมแห่งการเผาไหม้ (electrified civilization) หรือการหันไปใช้พลังงานที่ได้จากไฟฟ้า ตลอดหลายแสนปี มนุษย์ใช้ไฟจากการเผา ฟืน ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ แต่เป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถใช้พลังงานโดยไม่ต้องเผาอะไรเลย โดยใช้ โซลาร์ ลม แบตเตอรี่ และรถไฟฟ้า
McKibben มองว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ระดับอารยธรรม ไม่ต่างจากการปฏิวัติเกษตรกรรมหรือการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาสรุปว่า “ดวงอาทิตย์ ลม และแบตเตอรี่ คือสามเสาหลักแห่งเทคโนโลยี ที่เปิดประตูสู่อนาคตใหม่ของมนุษยชาติ”
4. อุปสรรคสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการเมือง
เขาเชื่อว่าเทคโนโลยีพร้อมแล้ว ปัญหาคือ อุตสาหกรรมฟอสซิล กลุ่มผลประโยชน์เดิม ระบบการเมืองที่ปกป้องสถานะเดิม หนังสือเล่าตัวอย่างจากหลายประเทศที่การเติบโตของพลังงานสะอาดถูกชะลอด้วยอำนาจทางการเมือง มากกว่าข้อจำกัดทางเทคนิค
5. พลังงานจากดวงอาทิตย์อาจเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจโลก
McKibben มองว่าน้ำมันและก๊าซเป็นพลังงานแบบ “รวมศูนย์อำนาจไว้ในมือของคนไม่กี่คน” ต้องมีแหล่งผลิต ต้องมีท่อ ต้องมีเรือ ต้องมีผู้ควบคุม แต่แสงอาทิตย์เป็นพลังงานแบบ “กระจายศูนย์อำนาจไปสู่ผู้คนอื่น” ทุกหลังคาสามารถผลิตได้ ทุกชุมชนผลิตได้ ทุกประเทศมีดวงอาทิตย์ ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้า แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วย
ถ้าจะสรุปทั้งเล่มเหลือเพียงประโยคเดียว
ตลอดชีวิต Bill McKibben เขียนหนังสือเตือนภัยเกี่ยวกับโลกร้อน แต่ Here Comes the Sun เป็นหนังสือเล่มแรกที่เขาเขียนเพื่อบอกว่า เราอาจยังมีทางออกอยู่จริง
ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ McKibben เลือกชื่อหนังสือว่า “Here Comes the Sun” — ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นเพลงแห่งความหวัง แต่เพราะสำหรับเขา “ดวงอาทิตย์กำลังมาถึงจริง ๆ” ในฐานะแหล่งพลังงานหลักของอารยธรรมมนุษย์ในศตวรรษที่ 21
Bill McKibben คือใคร
บิลเป็นนักเขียนประจำของนิตยสาร The New Yorker และเป็นผู้ก่อตั้ง Third Act ซึ่งระดมผู้คนอายุเกิน 60 ปีให้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศและความยุติธรรมทางเชื้อชาติ
เขาเป็นผู้ก่อตั้ง 350.org ซึ่งเป็นเครือข่ายรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศระดับรากหญ้าแห่งแรกของโลก และดำรงตำแหน่งวิชาการกิตติมศักดิ์ระดับสูงที่มอบให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ และเข้ามามีบทบาทในมหาวิทยาลัยทั้งด้านการสอน การวิจัย และการให้คำปรึกษาแก่นักศึกษา ที่ Middlebury College
ในปี 2014 เขาได้รับรางวัล Right Livelihood Award ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่า “รางวัลโนเบลทางเลือก” จากรัฐสภาสวีเดน นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล Gandhi Peace Award และปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย 19 แห่ง
เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า 20 เล่ม รวมถึง The End of Nature ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1989 และหนังสือเล่มล่าสุด Here Comes the Sun ที่ออกในปี 2025
เล่มแรก The End of Nature คือเสียงเตือนว่า มนุษย์กำลังทำลายโลกของตนเอง ส่วนเล่มล่าสุด Here Comes the Sun คือเสียงประกาศว่า แสงอาทิตย์กำลังเปิดประตูสู่อารยธรรมแบบใหม่ หากเราเลือกที่จะก้าวผ่านมันไป เขาจึงไม่ได้เปลี่ยนจากนักวิจารณ์มาเป็นนักฝัน หากแต่เปลี่ยนจากผู้เตือนถึงอันตราย มาเป็นผู้ชี้ให้เห็นหนทางรอดของมนุษยชาติ
นี่คือ “พัฒนาการทางความคิด” ของ Bill McKibben ที่น่าสนใจมาก
ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนเมษายนซึ่งเพิ่งเกิดสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านมาได้เพียง 6 สัปดาห์ McKibben ได้บอกว่า ในช่วง 36 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นการขยายตัวอย่างมหาศาลของพลังงานสะอาด ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ โลกผลิตไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์ได้มากกว่าฤดูใบไม้ผลิปีก่อนถึงหนึ่งในสาม นี่คือความเร็วของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น และนี่คือ อาวุธชิ้นแรกที่สามารถขยายขนาดได้จริงที่เราเคยมีในการต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
มันเป็นสิ่งแรกที่มอบความหวังให้เรา ไม่ใช่ความหวังที่จะหยุดภาวะโลกร้อน เพราะสายเกินไปสำหรับสิ่งนั้นแล้ว แต่เป็นความหวังที่จะลดความรุนแรงลง ลดอุณหภูมิสูงสุดของโลกลงได้ทีละเศษเสี้ยวองศา และทุก ๆ หนึ่งในสิบขององศาที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น จะผลักพี่น้องร่วมโลกของเราอีกประมาณ 100 ล้านคน จากเขตภูมิอากาศที่ค่อนข้างปลอดภัย ไปสู่เขตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ดังนั้น นี่ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถทุ่มเทให้ได้
หกสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สับเปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลก ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น กำลังเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน และกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด
McKibben ได้อ้างคำพูดของชาร์ล ดาร์วิน (นักวิทยาศาสตร์เจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการ เกิด 1809) ว่า “ไฟและภาษา คือสองสิ่งที่กำหนดความเป็นมนุษย์ของเรา” (ไฟคือพลังงานภายนอกร่างกายที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดได้ และภาษาคือเทคโนโลยีแห่งความร่วมมือ)
เขาขยายความเพิ่มเติมว่า หากไฟเป็นสิ่งที่นิยามมนุษย์มาตลอด 700,000 ปี การที่วันนี้มนุษย์เริ่มผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมแทนการเผาไหม้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเทคโนโลยีพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิวัฒนาการของมนุษย์ พูดอีกแบบหนึ่งตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์เพิ่มพลังงานด้วยการเผามากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย ฟืน ถ่านไม้ ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ แต่ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มเข้าสู่ยุคที่พลังงานไม่ได้มาจากไฟอีกต่อไป แต่มาจากแสงที่ตกลงมาจากฟ้าโดยตรง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Bill มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่เป็นเหตุการณ์ระดับเดียวกับการที่มนุษย์ค้นพบไฟเมื่อหลายแสนปีก่อน และนี่เองคือแก่นของแนวคิดที่เขาเรียกว่า “พลังงานจากสวรรค์ (Energy from Heaven) แทนพลังงานจากการเผาไหม้ (Fire Energy)” ซึ่งเป็นเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงบอกว่า นี่อาจเป็น “ช่วงเวลาสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานของมนุษย์” นับตั้งแต่เราจุดกองไฟกองแรกได้สำเร็จ
ขออีกนิดครับ ภาพและข้อมูลในภาพข้างล่างนี้สะท้อนความสามารถในการสื่อสารขั้นเซียนของ Bill McKibben
ในการตั้งชื่อหนังสือของเขา “eaarth”
เห็นด้วยกับผมไหมครับ


