เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
แม้แต่ “การเป็นตัวเอง” ยังถูกออกแบบโดยอัลกอริทึม
ทุกวันนี้ โลกเต็มไปด้วยคำแนะนำเรื่องการใช้ชีวิต เราถูกบอกว่าควรตื่นกี่โมง ควรอ่านหนังสืออะไร ควรลงทุนแบบไหน ควรออกกำลังกายอย่างไร หรือแม้แต่ควร “เยียวยาตัวเอง” แบบไหนจึงจะถูกต้อง โลกออนไลน์เต็มไปด้วยคนที่พร้อมจะสอนเราให้ “เป็นตัวเอง” มากขึ้น แต่ยิ่งเวลาผ่านไป กลับยิ่งน่าสงสัยว่า มนุษย์กำลังสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกสมัยใหม่ อาจไม่ใช่การที่รัฐหรืออำนาจเผด็จการเข้ามาควบคุมมนุษย์แบบในอดีต แต่คือการที่มนุษย์จำนวนมากสมัครใจใช้ชีวิตตาม template เดียวกัน โดยเชื่อว่านั่นคือ “อิสรภาพ”
โลกที่ทุกคนพยายามแตกต่าง…ด้วยวิธีเดียวกัน
หากลองมองชีวิตคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ทั่วโลก จะพบภาพบางอย่างที่คล้ายกันอย่างประหลาด หลายคนดู podcast ชุดเดียวกัน อ่านหนังสือคล้ายกัน ดื่มกาแฟร้านเดียวกัน ใช้ productivity app แบบเดียวกัน ไปเที่ยวเมืองเดียวกัน และใช้ภาษาแบบเดียวกัน แม้แต่การ “เป็นตัวของตัวเอง” ก็เริ่มมี aesthetic สำเร็จรูปของมัน
บางคนอยากเป็นสาย healthy บางคนอยากเป็น digital nomad บางคนอยากเป็น minimalist หรือสาย spiritual healing สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ผู้คนจะดูแตกต่างกันมากภายนอก โลกกลับค่อย ๆ ผลิตมนุษย์ที่คล้ายกันขึ้นเรื่อย ๆ เราพูดด้วยคำศัพท์คล้ายกัน คิดด้วยกรอบคล้ายกัน และฝันถึงชีวิตคล้ายกัน
ที่สำคัญ เราเริ่มกลัวการใช้ชีวิตที่ไม่มี reference จากคนอื่น โลกยุคนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามประเภท “คนที่ successful เขาใช้ชีวิตกันยังไง” มากกว่าคำถามว่า “จริง ๆ แล้วฉันต้องการอะไร”
จากศาสนา สู่ self-help culture
ในอดีต มนุษย์เคยมีศาสนาเป็นระบบอธิบายชีวิต แต่เมื่อโลกสมัยใหม่ทำให้ศาสนาอ่อนแรงลง มนุษย์ก็ไม่ได้หยุดแสวงหาความหมาย เราเพียงเปลี่ยน “นักบวช” ให้กลายเป็น content creator เปลี่ยน “พิธีกรรม” ให้กลายเป็น routine และเปลี่ยน “การบรรลุธรรม” ให้กลายเป็น self-optimization
นักสังคมวิทยาอย่าง Eva Illouz อธิบายว่า วัฒนธรรม self-help ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาตัวเอง แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผสมระหว่างจิตวิทยา ทุนนิยม และการสร้างอัตลักษณ์เข้าด้วยกัน มนุษย์ยุคใหม่ไม่ได้แค่ซื้อสินค้า แต่กำลังซื้อ lifestyle ซื้อ worldview และซื้อความรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็น “คนที่ดีกว่าเดิม”
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม content ประเภท self-improvement จึงได้รับความนิยมมหาศาล เพราะมันไม่ได้ขายแค่ “ความรู้” แต่มันขาย “ความหวัง” ว่าชีวิตของเราสามารถถูก redesign ใหม่ได้เสมอ
และเมื่อทุกอย่างกลายเป็น project ที่ต้อง improve มนุษย์ก็เริ่มมองตัวเองเหมือนผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง มากกว่าจะมองตัวเองในฐานะมนุษย์ที่มีทั้งความสับสน ความเปราะบาง และความไม่สมบูรณ์
ชีวิตที่ optimize ทุกอย่าง อาจไม่มีพื้นที่ให้ชีวิตจริง ๆ
นักปรัชญาชาวเกาหลี-เยอรมัน Byung-Chul Han อธิบายว่า โลกยุคใหม่ไม่ใช่ “สังคมแห่งการเชื่อฟัง” แบบเดิมอีกต่อไป แต่มันคือ “สังคมแห่งการบรรลุเป้าหมาย” ที่มนุษย์กลายเป็นทั้งนายจ้างและทาสของตัวเองพร้อมกัน เราไม่ได้ถูกบังคับให้ทำงานหนัก แต่เรา “อยาก” ทำงานหนักเอง อยาก productive เอง อยากพัฒนาตัวเองเอง จนในที่สุด ความเหนื่อยล้าของโลกสมัยใหม่จึงไม่ได้เกิดจากการถูกกดขี่โดยคนอื่นเท่านั้น แต่มาจากการที่มนุษย์พยายาม optimize ตัวเองตลอดเวลา
เรา optimize การนอน การกิน การทำงาน การออกกำลังกาย การลงทุน และแม้แต่ “การมีความสุข” ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งที่ต้อง improve ได้เสมอ โลกออนไลน์เต็มไปด้วย morning routine ตารางชีวิต เทคนิค productivity และสูตรสำเร็จของคนที่ “ประสบความสำเร็จ”
คำถามคือ ถ้าชีวิตถูกทำให้กลายเป็นโปรเจกต์ที่ต้องพัฒนาไม่รู้จบ มนุษย์จะยังเหลือพื้นที่ให้ “ความเป็นมนุษย์” อยู่ตรงไหน
เพราะหลายครั้ง สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตกลับไม่ใช่สิ่งที่ efficient เลย ความรักไม่ได้ efficient ศิลปะไม่ได้ efficient การนั่งเหม่อไม่ได้ efficient การเสียเวลาไม่ได้ efficient และการหลงทางก็ไม่ได้ efficient เช่นกัน และสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ชีวิต “มีชีวิต”
อัลกอริทึมกำลังออกแบบความปรารถนาของเรา
สิ่งที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกคือ ทุกวันนี้เราไม่ได้แค่ได้รับอิทธิพลจากคนรอบตัว แต่ได้รับอิทธิพลจากระบบ recommendation ที่มองไม่เห็น อัลกอริทึมของ social media ไม่ได้แค่แนะนำ content แต่มันกำลังออกแบบ “สิ่งที่มนุษย์ควรอยากเป็น”
หากคุณกดดูคลิป productivity โลกทั้งใบของคุณจะเต็มไปด้วยคนตื่นตีห้า ดื่มมัทฉะ จัดโต๊ะทำงาน และวางแผนชีวิตอย่างละเอียด หากคุณดูคลิปสาย healing คุณจะถูกพาเข้าสู่จักรวาลของ trauma, attachment style และ self-love หากคุณดูคลิปสายลงทุน คุณอาจเริ่มรู้สึกผิดทุกครั้งที่ใช้เงินไปกับสิ่งที่ “ไม่สร้าง asset”
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจาก conspiracy อะไร แต่มันเกิดจากระบบที่ออกแบบมาเพื่อดึง attention ของเราให้นานที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดในการทำเช่นนั้น คือการทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเอง “ยังไม่ดีพอ”
Sherry Turkle นักวิชาการจาก MIT เตือนมานานแล้วว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีสื่อสารของมนุษย์ แต่มันกำลังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์มองตัวเอง เราค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตผ่านสายตาของผู้ชม แม้ในช่วงเวลาที่อยู่คนเดียว
เรากินอาหารบางอย่างเพราะมัน “ดู healthy” มากกว่าฟังร่างกายตัวเอง เราไปเที่ยวบางที่เพราะมัน “ดูเป็นชีวิตที่ดี” มากกว่าความรู้สึกจริง ดังคำกล่าวที่ว่า มนุษย์ทุกวันนี้ไปเที่ยว ไม่ใช่เพราะอยากไปเห็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่เพราะอยากให้คนอื่นเห็นโพสต์ของเราในสถานที่ท่องเที่ยวนั้น
ชีวิตที่ต้องดีขึ้นทุกวัน
คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่ “ธรรมดา” ไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องมี passion ต้องมี purpose ต้องมี transformation arc ต้องมี journey และต้องกลายเป็น version ที่ดีกว่าเดิมเสมอ ราวกับว่าชีวิตเป็นโทรศัพท์มือถือที่ต้องอัพเดทรุ่นใหม่ ๆ ไม่รู้จบ
ชีวิตจริงไม่ได้มี narrative ที่สวยงามตลอดเวลา มนุษย์จริง ๆ อาจสับสน เปลี่ยนใจ ล้มเหลว เสียเวลา หรือใช้เวลาหลายปีโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และบางที นั่นอาจไม่ใช่ความผิดพลาดของชีวิต แต่มันคือธรรมชาติของชีวิตเอง
โลกออนไลน์ทำให้เราลืมว่า ชีวิตที่ดู meaningful มาก ๆ ของคนอื่น มักผ่านการตัดต่อมาแล้ว เราเห็นแต่ highlight เห็นแต่ aesthetic เห็นแต่ insight ตอนท้ายเรื่อง แต่ไม่เห็นช่วงเวลาว่างเปล่า ความเงียบ ความเบื่อ หรือความไม่แน่ใจที่อยู่ระหว่างทาง
ความสำเร็จที่ถูก mass produce
ในอดีต คนอาจถูกกดดันให้เหมือนคนอื่นผ่านโรงเรียน รัฐ หรือครอบครัว แต่โลกปัจจุบันซับซ้อนกว่าเดิม เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลัง “เลือกเอง” ทั้งที่จริง เราแค่กำลังเลือกจากตัวเลือกที่วัฒนธรรมและอัลกอริทึมเตรียมไว้ให้แล้ว
เราคิดว่า เรา unique แต่เราอาจแค่เลือก package คนละแบบจากระบบเดียวกัน คนหนึ่งเลือก startup culture อีกคนเลือก wellness culture อีกคนเลือก spiritual culture และทุกแบบยังทำงานอยู่บน logic เดียวกัน คือ “คุณต้องกลายเป็น version ที่ดีกว่าเดิมตลอดเวลา”
นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม แม้โลกจะเต็มไปด้วย content เรื่อง self-love และ healing มากกว่าที่เคย คนจำนวนมากกลับเหนื่อยกว่าเดิม โดดเดี่ยวกว่าเดิม และรู้สึกว่าตัวเอง “ตามไม่ทันชีวิต” มากกว่าเดิม
ถ้าไม่อยากมีชีวิตสำเร็จรูป
ปัญหาไม่ใช่การอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่การดู podcast หรือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ปัญหาคือการที่มนุษย์ค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการฝันถึงสิ่งที่ตัวเองปรารถนาจริง ๆ จนในที่สุด เราไม่รู้แล้วว่าอะไรคือ “ความต้องการจริง” ของเรา และอะไรคือ ความต้องการที่ถูกระบบคิดขึ้นมาให้แล้ว
ชีวิตที่ดี อาจไม่ใช่ชีวิตที่ optimize ได้มากที่สุด แต่อาจเป็นชีวิตที่ยังเหลือพื้นที่ให้ความผิดพลาด ความสับสน ความไร้สาระ และความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง



