
มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศจีนได้ทำการยกเลิกสาขาวิชา(majors)ไปมากกว่า 12,000 สาขา และเปิดตัวหลักสูตรใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีอีกหลายพันหลักสูตร ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของประเทศ
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนที่รายงานโดยสำนักข่าวซินหัว( Xinhua) ระบุว่า ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ระหว่างปี 2564 ถึง 2568 มหาวิทยาลัยในจีนได้เพิกถอนหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปถึง 12,200 หลักสูตร และได้เปิดตัวหลักสูตรใหม่ 10,200 หลักสูตร ส่งผลให้สาขาวิชาระดับปริญญาตรีของประเทศมากกว่าร้อยละ 30 ถูกปรับเปลี่ยนในช่วงเวลาดังกล่าว
การปรับเปลี่ยนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทั่วประเทศในการปรับระบบอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีน ท่ามกลางยุคสมัยที่ AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงความต้องการของตลาดแรงงาน
Vietnam Express News รายงาน โดยอ้างหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอนิงโพสต์ (South China Morning Post: SCMP) รายงานว่า หลักสูตรส่วนใหญ่ที่ถูกยกเลิกไปนั้นอยู่ในกลุ่มวิชาศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ และการจัดการ ซึ่งเป็นสาขาที่มหาวิทยาลัยในจีนเริ่มมองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ล้าสมัย” หรือตอบโจทย์ความต้องการด้านการจ้างงานในอนาคตได้น้อยลง
การยกเครื่องครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังเผชิญกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นในการปรับปรุงผลการจ้างงานของบัณฑิต โดยจีนมีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหางานที่ตรงกับคุณวุฒิของตนเอง
มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (University of Shanghai for Science and Technology) ได้มีการระงับการเปิดรับสมัครนักศึกษาในสาขาวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ในปีนี้ โดยบัณฑิตจบใหม่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ SCMP ว่า โอกาสในการได้งานที่ริบหรี่คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว “การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ส่งผลกระทบต่อสายงานออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างรุนแรง” บัณฑิตรายนี้กล่าว “งานหลักๆ หลายอย่าง เช่น การทำแบบจำลอง (Modelling) และการเรนเดอร์ภาพ (Rendering) ในตอนนี้ AI สามารถจัดการได้หมดแล้ว”
ด้านมหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีน (Communication University of China) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านสื่อในกรุงปักกิ่ง ก็ได้ปรับโครงสร้างหลักสูตรหลายสาขาเช่นกัน โดยสาขาวิชาการถ่ายภาพภาพยนตร์ (Cinematography) ได้ถูกนำไปควบรวมเข้ากับหลักสูตรที่กว้างขึ้นอย่างสาขาการถ่ายภาพและการผลิตภาพยนตร์และโทรทัศน์
ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังขยายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นใหม่และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีมหาวิทยาลัย 9 แห่งได้เปิดตัวสาขาวิชา “ปัญญาประดิษฐ์แบบฝังตัว” (Embodied Intelligence) ซึ่งเป็นสาขาที่ผสมผสาน AI เข้ากับระบบทางกายภาพอย่างเช่นหุ่นยนต์ หลักสูตรเหล่านี้จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการเร่งการใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงในระบบเศรษฐกิจ
สำนักข่าวเดอะ อินดิเพนเดนท์ (The Independent) ของอังกฤษ ชี้ว่า การยกเครื่องระบบการศึกษาของจีนสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในระดับโลกที่กว้างขึ้นในการปรับหลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้เข้าสู่ยุค AI
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า เกือบ 1 ใน 3 ของหลักสูตรมหาวิทยาลัยในจีนได้รับผลกระทบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการเรียนของนักศึกษานับล้านคน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายกล่าวว่า การเปลี่ยนสาขาวิชาหนึ่งไปแทนที่อีกสาขาวิชาหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นเพียงทางออกระยะสั้นสำหรับมหาวิทยาลัยในจีนที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดย ฉู่ จ้าวฮุ่ย (Chu Zhaohui) นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิทยาศาสตร์การศึกษาแห่งชาติ (National Institute of Education Sciences) กล่าวว่า หลายหลักสูตรที่ถูกตัดออกไปนั้นเพิ่งจะเปิดตัวได้เพียงไม่กี่ปีและยังมีเวลาพัฒนาไม่มากนัก และเห็นแย้งว่ามหาวิทยาลัยควรให้ความยืดหยุ่นแก่ผู้เรียนในการเลือกเรียนวิชาต่างๆ ตามความสนใจ จุดเด่น และเป้าหมายอาชีพของตนเอง มากกว่าการมาสลับสับเปลี่ยนสาขาวิชาไปมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อ AI และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ กำลังเข้ามาจัดระเบียบตลาดแรงงานใหม่ ครอบครัวชาวจีนจำนวนมากจึงเริ่มให้ความสำคัญกับทักษะที่สามารถปรับตัวได้ (Adaptable skills) มากกว่าปริญญาเฉพาะทางสูง
วินเซนต์ จ้าว (Vincent Zhao) ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทผลิตสื่อในกรุงปักกิ่ง ได้สนับสนุนให้ลูกสาวของเขาเรียนด้านสถิติและการธรรมาภิบาลข้อมูล (Data governance) ตอนที่เธอเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากเขาเชื่อว่าสายงานนี้จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่าในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง
“เรามุ่งเน้นไปที่การเลือกทิศทางกว้างๆ ที่สอดคล้องกับสิ่งที่เธอชอบและถนัด โดยเหลือพื้นที่ไว้สำหรับการเรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษาหรือการทำงานในอนาคต” จ้าวกล่าว “เส้นทางแบบเดิมๆ ที่เรียนสาขาเฉพาะทางสาขาหนึ่ง หางานที่ตรงสายแบบเป๊ะๆ แล้วทำงานนั้นอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิต มันไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว”
สำนักข่าว Xinhua รายงานด้วยว่า ประเทศจีนเป็นผู้ดำเนินงานระบบอุดมศึกษาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2568 จีนมีสถาบันอุดมศึกษาถึง 3,167 แห่ง และคาดว่าจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจะสูงถึง 12.7 ล้านคนในปี 2569
ขนาดของระบบการศึกษากำลังถูกจัดระเบียบและปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ในขณะที่จีนกำลังปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาให้สอดรับกับความต้องการในการยกระดับอุตสาหกรรมและการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
“ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนได้ยกระดับความพยายามในการสร้างระบบการศึกษาที่แข็งแกร่ง เสริมสร้างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งมอบความก้าวหน้าที่เด่นชัดในการบ่มเพาะผู้มีความสามารถ” หลี่ ลู่(Li Lu) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจมหภาคแห่งชาติจีน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission:NDRC) กล่าว
หลี่ กล่าวเสริมว่า ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถที่เพิ่มสูงขึ้น ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการขยายการรับสมัครนักศึกษาในสาขาวิชาหลักๆ และกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปเพื่อปรับระบบอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับทั้งสาขาวิชาที่เป็นเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier disciplines) และสาขาวิชาที่เป็นรากฐานสำคัญ (Foundational disciplines)
ปัจจุบัน ประเทศจีนผลิตผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) มากกว่า 5 ล้านคนในแต่ละปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยในปี 2566 นักศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และแพทยศาสตร์ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 60 ของการรับสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และมากกว่าร้อยละ 80 ในระดับปริญญาเอก
“การศึกษาสร้างบุคลากร บุคลากรขับเคลื่อนนวัตกรรม และนวัตกรรมผลักดันการพัฒนา ดังนั้น ระบบการศึกษาที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศที่ทันสมัยและทรงพลัง” หลิน ชิงเฉวียน (Lin Qingquan) หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมหาวิทยาลัยหนิงเต๋อหนานฟาง (Ningde Normal University) กล่าว
หลักการบูรณาการด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรนี้ กำลังถูกผสานเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ
ประเทศจีนกำลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสาขาวิชาที่เป็นรากฐานสำคัญ ขยายหลักสูตรสหวิทยาการ (Interdisciplinary programs) และปรับปรุงกระบวนการนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมจริงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะยกระดับการศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่ในระดับชั้นที่เช้ากว่าเดิม รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อวางรากฐานในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถด้านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
การประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นผ่านโครงการฝึกอบรมร่วมกัน เช่น ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอู่ฮั่น (Wuhan University of Technology) ได้ร่วมมือกับบริษัท ตงเฟิง มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน (Dongfeng Motor Corporation) เปิดตัวโครงการในปี 2565 เพื่อฝึกอบรมวิศวกรในสาขารถยนต์พลังงานใหม่และยานยนต์อัจฉริยะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงสาขาเฉพาะทางอย่างชิปเกรดยานยนต์ (Automotive-grade chips)
หลังจากผ่านไป 3 ปี โครงการนี้ได้ส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างชัดเจน โดยนักศึกษาทั้งหมด 41 คนในรุ่นปี 2565 ได้มีส่วนร่วมในโครงการเทคโนโลยีที่นำโดยบริษัท ส่งผลให้เกิดสิทธิบัตร 30 ฉบับ ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ 19 รายการ และผลงานวิจัยทางวิชาการอีก 12 ฉบับ ตลอดจนคว้ารางวัลจากการประกวดแข่งขันมาได้ถึง 11 รางวัล ซึ่งบัณฑิตส่วนใหญ่ได้รับการว่าจ้างจากธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงยุทธศาสตร์ และบางส่วนได้เข้าทำงานกับตงเฟิงโดยตรง
แนวทางในลักษณะนี้กำลังถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายต้องการเพิ่มความคล่องตัวให้กับเส้นทางจากการศึกษาไปสู่การจ้างงาน และไปสู่การสร้างนวัตกรรมในท้ายที่สุด ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างวงจรการสะท้อนกลับ (Feedback loop) ระหว่างการเรียนการสอน การฝึกอบรม และภาคอุตสาหกรรม
ในขณะที่จีนกำลังก้าวเข้าสู่การพัฒนาขั้นต่อไป แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2569-2570) ได้ให้คำมั่นที่จะผลักดันไปในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
โครงร่างของแผนพัฒนาฯ ซึ่งผ่านการรับรองเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำถึงการทำลายกำแพงทางสถาบัน การปรับเปลี่ยนการฝึกอบรมบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงยุทธศาสตร์หลักของชาติ และการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียน การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างราบรื่นไม่มีรอยต่อ
“ในโลกปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือพลังการผลิตอันดับหนึ่ง บุคลากรคือทรัพยากรอันดับหนึ่ง และนวัตกรรมคือแรงขับเคลื่อนอันดับหนึ่ง” หวย จิ้นเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของจีน กล่าว
ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมไปจนถึงหลักสูตรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อ (Nodes) ที่ตื่นตัวและมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบการยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัยในภาพรวม ซึ่งเป็นบทบาทที่คาดว่าจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า



