ASEAN Roundup อินโดนีเซียผ่านร่างกฎหมายขยายบทบาทธนาคารกลาง มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 31 พฤษภาคม-6 มิถุนายน 2569

  • อินโดนีเซียผ่านร่างกฎหมายขยายบทบาทธนาคารกลาง มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต
  • Danantara อินโดนีเซียออกแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์
  • สิงคโปร์ปรับแผนการใช้ที่ดิน รองรับภาคเกษตรในอนาคต
  • การท่ามาเลเซีย จัดงบ 1.1 หมื่นล้านริงกิต ขยายเครือข่ายสนามบินทั่วประเทศ
  • มาเลเซียเปิดตัว GTPC แพลตฟอร์มจัดหางานเพื่อสายอาชีวศึกษาแห่งแรกของประเทศ
  • เวียดนามและฟิลิปปินส์ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น”
  • ลาว-จีน วาง 4 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งเป้ามูลค่าการค้า 2 หมื่นล้านดอลล์ปี 2030

อินโดนีเซียผ่านร่างกฎหมายขยายบทบาทธนาคารกลาง มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่มาภาพ: https://eastasiaforum.org/2020/10/19/can-bank-indonesia-protect-its-independence/

รัฐสภาอินโดนีเซียมีมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปครั้งใหญ่เมื่อวันพฤหัสบดี(4 มิถุนายน 2569)ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำและขยายบทบาทของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเพิ่มอำนาจให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติในการออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินที่เป็นอิสระรวมถึงธนาคารกลาง

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยิ่งทำให้กลุ่มนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการแทรกแซงทางการเมืองภายในธนาคารกลาง เพื่อให้สอดรับกับวาระการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตสูงของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ในขณะที่รัฐบาลของเขากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายในหลาย ๆ ด้าน และยังคงยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อเป้าหมายการผลักดันให้จีดีพี (GDP) เติบโตแตะระดับ 8% ภายในปี 2572

แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาที่กลุ่มพันธมิตรของนายปราโบโวครองเสียงข้างเหมาอย่างเบ็ดเสร็จ จะยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ประเด็นสำคัญบางส่วนได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารือในการพิจารณาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา รวมถึงประเด็นที่ผู้แทนราษฎรจะสามารถประเมินผลการทำงานขององค์กรอิสระและออกข้อเสนอแนะที่มีผลบังคับใช้ได้

หน่วยงานเหล่านั้นรวมถึง ธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน และสถาบันคุ้มครองเงินฝากของอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ นายปูรบายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการพิจารณาเมื่อวันพุธว่า ร่างกฎหมายนี้ยังบรรจุกลไกใหม่ในการถอดถอนสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นายปูรบายาให้คำมั่นว่าจะยังคงรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางไว้ ขณะที่โฆษกของธนาคารกลางอินโดนีเซียยังไม่ได้ออกมาตอบรับในทันทีต่อคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้

การผ่านร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักลงทุนเริ่มลดความสนใจในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจขนาด 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในกลุ่ม G20 โดยในปีนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ (Moody’s) และ ฟิตช์ (Fitch) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของอินโดนีเซียลงสู่ “เชิงลบ” (Negative) จากเดิม “เสถียร” (Stable) โดยระบุถึงความน่าเชื่อถือและความสามารถในการคาดการณ์ของการดำเนินนโยบายที่ลดลง

ในปีนี้ ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงแล้วกว่า 30% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) ขณะที่ค่าเงินรูเปียะฮ์อ่อนค่าลงมากกว่า 7% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุด โดยในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ค่าเงินรูเปียะฮ์ทรุดตัวลงทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18,045 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์สหรัฐ

นายภีมะ ยูธิสทิรา อธิเนการา(Bhima Yudhistira Adhinegara) ผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย (Center of Economic and ‌Law Studies :CELIOS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมอง กล่าวว่า ร่างกฎหมายนี้อาจท้าทายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเปิดทางให้นักการเมืองสามารถเข้ามามีอิทธิพลเหนือองค์กรอิสระได้อย่างมีนัยสำคัญ

“ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคือกลไกการถอดถอนสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลาง… ซึ่งอาจแฝงไปด้วยจุดประสงค์ทางการเมืองอย่างเข้มข้น” นายภีมะกล่าว

ด้านนายปูรบายา กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การปฏิรูประบบการเงินเป็นสิ่งจำเป็น และรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะบรรลุการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและยั่งยืน โดยระบุเพิ่มว่า “เศรษฐกิจของอินโดนีเซียต้องการการก้าวข้ามขีดจำกัด (Breakthrough) ในหลายภาคส่วน รวมถึงภาคการเงินที่ต้องมีความแข็งแกร่งและมั่นคง”

นายปูรบายา ระบุเมื่อวันพุธว่า ร่างกฎหมายนี้ได้เพิ่มข้อกำหนดในการสร้าง “สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และการสร้างงาน” เข้าไปในเป้าหมายเชิงนโยบายของธนาคารกลาง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของ BI ได้กล่าวย้ำหลายครั้งว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ถูกนำมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายอยู่แล้ว

กลุ่มผู้สนับสนุนร่างกฎหมายได้ออกมาปกป้องการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับระบบของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่มีพันธกิจในการดูแลอัตราการจ้างงานเช่นเดียวกัน

ขณะที่ นายภีมะ จาก CELIOS มองว่า การเน้นย้ำเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจทำให้มีความเสี่ยงที่นโยบายของ BI จะเอนเอียงไปทางการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน มากกว่าการเน้น “รักษาเสถียรภาพ” แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ของ BI เมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านต่อการแทรกแซงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ นายปูรบายากล่าวโดยไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ร่างกฎหมายยังรวมถึงข้อบังคับเกี่ยวกับการออกพันธบัตรของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ดานันตารา” (Danantara) รวมถึงการขายพันธบัตรพิเศษที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่าง “พันธบัตรแพทริออต” (Patriot bonds พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลเพื่อระดมทุนสนับสนุนวาระระดับชาติ) และพันธบัตร “แดง-ขาว” (Red-and-White bonds พันธบัตรเพื่อการลงทุนระดับชาติ ที่ออกโดยรัฐบาลอินโดนีเซียร่วมกับ Danantara)

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวยังครอบคลุมถึงแผนการแปลงสภาพตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียให้เป็นบริษัทมหาชน (Demutualisation) ข้อบังคับเกี่ยวกับตลาดซื้อขายแร่ธาตุและสินค้าโภคภัณฑ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Centre) ที่เสนอขึ้นมาอีกด้วย

Danantara อินโดนีเซียออกแถลงการณ์สร้างความเชื่อมั่นต่อนโยบายส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ที่มาภาพ: https://www.undp.org/foodsystems/indonesia-sustainable-palm-oil

เมื่อวันศุกร์ (5 June 2569)ที่ผ่านมาดานันตารา(Danantara) ของอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายส่งออกสินค้าเชิงยุทธศาสตร์แบบครบวงจร โดยระบุว่าสัญญาการส่งออกที่มีอยู่จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ตราบใดที่เป็นไปตามข้อกำหนด

ในแถลงการณ์ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซียหรือ Danantara Indonesia ยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นใจว่า บริษัท พีที ดานันตารา ซุมเบอร์ดายา อินโดนีเซีย (PT Danantara Sumberdaya Indonesia หรือ DSI) จะดำเนินการตามพันธกิจในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการกำกับดูแลการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีความเป็นมืออาชีพ และตรวจสอบได้

เมื่อวันพุธ( 20 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมาประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แถลงในระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ครั้งสำคัญซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า รัฐบาลจะจัดตั้งจัดตั้งหน่วยงานส่งออกแห่งใหม่ของรัฐเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย

ดานันตารา อินโดนีเซีย ตระหนักดีว่าความสำเร็จในการดำเนินพันธกิจของ DSI นั้น ขึ้นอยู่กับความชัดเจนแน่นอนทางธุรกิจ (Business Certainty) ซึ่งหมายความว่า สัญญาที่ได้ลงนามไปแล้วจะยังคงดำเนินต่อไปได้ตราบใดที่ไม่มีการสำแดงมูลค่าการส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoicing) การรักษาความเชื่อมั่นของพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศและนักลงทุนถือเป็นภารกิจลำดับแรก และทุกขั้นตอนที่ DSI ดำเนินการได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นดังกล่าวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

รัฐบาลได้กำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะมีการประเมินผลเป็นระยะตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในเฟสนี้ จุดมุ่งหมายหลักของ DSI คือการเสริมสร้างระบบการรายงานและการตรวจสอบผ่านระบบดิจิทัล ปัจจุบัน DSI กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถระบุสัญญาณบ่งชี้ของการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงได้อย่างเป็นกลางและอ้างอิงตามข้อมูลจริง (Data-driven) แนวทางนี้ช่วยให้ DSI สามารถมุ่งความสนใจไปยังธุรกรรมที่จำเป็นต้องได้รับการประเมิน ในขณะที่ธุรกรรมส่วนใหญ่ที่มีความเป็ธรรมอยู่แล้วสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น

DSI มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปกป้องข้อมูลความลับทางการค้าและเงื่อนไขในสัญญาต่าง ๆ ที่ได้รับมา สัญญาที่ได้ลงนามไปแล้วสามารถดำเนินต่อไปได้ตราบเท่าที่ไม่มีการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง ดังนั้น ภาคธุรกิจที่มีแนวปฏิบัติการส่งออกที่ดีอยู่แล้วจะไม่เผชิญกับอุปสรรคใด ๆ ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นการรับประกันความแน่นอนทางกฎหมายและสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่เอื้ออำนวย

ภายหลังสิ้นสุดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน DSI จะให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Intermediary) ได้แก่ การอำนวยความสะดวกและกำกับดูแลช่องทางการส่งออก โดยยังคงปล่อยให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างผู้ผลิตและพันธมิตรทางการค้าดำเนินต่อไป การเริ่มต้นบังคับใช้กฎระเบียบด้วยบทบาทนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการหยุดชะงักเกิดขึ้นในกระบวนการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งบรรลุวัตถุประสงค์หลักของการค้าที่ยุติธรรม โปร่งใส และปราศจากการแนวปฏิบัติการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง โดยการดำเนินบทบาทนี้จะได้รับการประเมินเป็นระยะและวัดผลได้ โดยคำนึงถึงความพร้อมของระบบนิเวศและความสำเร็จของวัตถุประสงค์ดังกล่าว

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์จะถูกกำหนดโดยอ้างอิงจากระเบียบวิธีมาตรฐาน (Standard Methodology) ที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้สำหรับสินค้าแต่ละประเภท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการสำแดงมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง และเพื่อให้มั่นใจว่ามูลค่าการส่งออกที่บันทึกไว้นั้นสะท้อนถึงธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ ระเบียบวิธีดังกล่าวจะคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมสำหรับความแตกต่างในด้านคุณภาพ คุณลักษณะเฉพาะ (Specifications) ต้นทุนโลจิสติกส์ และโครงสร้างของสัญญา เพื่อให้มั่นใจว่าความยุติธรรมของราคาได้รับการประเมินอย่างครอบคลุมตามบริบททั้งหมด และเป็นการปิดช่องโหว่ในการบิดเบือนราคา โดยไม่ทำให้ธุรกรรมที่มีความแตกต่างกันในเชิงพาณิชย์กลายเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด

ดานันตารา อินโดนีเซีย และ DSI จะยังคงเดินหน้าการหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินพันธกิจของ DSI จะเป็นไปอย่างสอดคล้องและไม่มีการหยุดชะงักในกระบวนการส่งออก ในการดำเนินงานตามพันธกิจนั้น DSI ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ทั้งความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ ผ่านกลไกเชิงพาณิชย์ที่ยุติธรรมและวัดผลได้

ดานันตารา อินโดนีเซีย หรือที่รู้จักในชื่ออย่างเป็นทางการว่า Badan Pengelola Investasi Daya Anagata Nusantara หรือ BPI Danantara เป็นสถาบันบริหารจัดการการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายฉบับที่ 1 ประจำปี 2568 ในฐานะหน่วยงานอิสระที่ขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี พันธกิจของดานันตารา อินโดนีเซีย คือการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของรัฐ รวมถึงสินทรัพย์จากรัฐวิสาหกิจ (SOEs) เพื่อสนับสนุนการบรรลุวิสัยทัศน์ Asta Cita แผนยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลในการเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยแนวทางการดำเนินงานที่เป็นมืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ดานันตารา อินโดนีเซีย มุ่งหวังที่จะเสริมสร้างการกำกับดูแลสินทรัพย์ของรัฐ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในตลาดโลก

สิงคโปร์ปรับแผนการใช้ที่ดิน รองรับเกษตรกรรมในอนาคต

ที่มาภาพ: https://www.sfa.gov.sg/news-publications/newsroom/government-to-implement-land-use-change-in-lim-chu-kang

องค์การอาหารแห่งสิงคโปร์ (Singapore Food Agency), กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence) คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (National Parks Board) และสำนักงานที่ดินแห่งสิงคโปร์ (Singapore Land Authority) ร่วมออกแถลงการณ์เรื่องการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อรองรับโครงการภาคเกษตรในอนาคต

แถลงการณ์ที่เผยแพร่วันที่ 25 พฤษภาคม 2026 ระบุว่า รัฐบาลเตรียมดำเนินการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในย่านลิมชูคัง (Lim Chu Kang) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศ เพื่อเป็นการจัดสรรที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ดินทางตอนเหนือของลิมชูคังซึ่งปัจจุบันถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อความมั่นคง (การป้องกันประเทศ) จะถูกจัดสรรใหม่สำหรับการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในอนาคต ในขณะที่พื้นที่ทางตอนใต้ของลิมชูคังจะถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการป้องกันประเทศแทน

แถลงการณ์ระบุว่า ในฐานะประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็ก สิงคโปร์มีพื้นที่จำกัด จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย ความมั่นคงของชาติ การจ้างงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตอาหาร การปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินเชิงกลยุทธ์มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการจัดสรรทรัพยากรที่ดินอันมีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรองรับความต้องการของชาติที่เปลี่ยนไป และเพื่อให้มั่นใจว่าสิงคโปร์จะเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การเพาะปลูกอาหารในประเทศยังคงเป็นเสาหลักที่สำคัญของ “เรื่องราวอาหารของสิงคโปร์ ฉบับที่ 2” (Singapore Food Story 2) ซึ่งช่วยเสริมเสาหลักด้านอื่น ๆ ได้แก่ การจัดหาแหล่งนำเข้าที่หลากหลาย การกักตุนสำรองอาหาร และการสร้างพันธมิตรระดับโลก เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหารในภาพรวม

การปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ศึกษาแนวทางการจัดวางที่ตั้งของฟาร์มผลิตอาหารและฟาร์มทั่วไปให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันทางตอนเหนือของลิมชูคัง ซึ่งจะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมได้รับประโยชน์จากการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน รวมถึงการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าจะทำให้ได้ผืนดินที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งานด้านการป้องกันประเทศมากยิ่งขึ้น

มีผู้เช่าพื้นที่ฟาร์มจำนวน 5 รายที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในครั้งนี้ โดย

  • ฟาร์มจำนวน 2 ราย สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางทศวรรษ 2030
  • ฟาร์มจำนวน 3 ราย สัญญาเช่า/สิทธิการเช่าจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2026 และมีนาคม 2027 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2020 แล้วว่าจะไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่าเพิ่มเติม

ฟาร์มที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินกิจการในพื้นที่เดิมต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดอายุสัญญาเช่า หลังจากนั้นจะต้องคืนพื้นที่เพื่อนำไปรวมและจัดสรรใหม่ โดยจะไม่มีการยกเลิกสัญญาเช่าก่อนกำหนด

สำหรับฟาร์มที่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อ สามารถเลือกเข้าร่วมโปรแกรมจำหน่ายพื้นที่เกษตรกรรมประจำปีของสิงคโปร์ (Singapore Agri-space Sales หรือ SAS) ขององค์การอาหารแห่งสิงคโปร์ (SFA) หรือเข้าร่วมการเปิดประมูลที่ดินของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) ได้

การท่ามาเลเซีย จัดงบ 1.1 หมื่นล้านริงกิต ขยายเครือข่ายสนามบินทั่วประเทศ

สนามบินปีนัง มาเลเซีย ที่มาภาพ:https://www.penangairportonline.com/

มาเลเซีย แอร์พอร์ตส์ โฮลดิ้งส์ เบอร์ฮาด (Malaysia Airports Holdings Bhd:MAHB) เตรียมจัดสรรงบลงทุน มูลค่าประมาณ 1.1 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายตัวและยกระดับความทันสมัยของโครงสร้างพื้นฐานท่าอากาศยานในเครือข่ายทั่วประเทศ

ดาโต๊ะ โมฮัมมัด อิซานี กานี กรรมการผู้จัดการของ MAHB เปิดเผยว่า การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของบริษัทในการเสริมสร้างขีดความสามารถของท่าอากาศยาน ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย และการรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร

ผู้บริหารท่าอากาศยานได้ประกาศการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวภายในงาน “Procurement and Project Showcase” ครั้งแรก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของระบบนิเวศการบิน ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานจำนวนมากทั่วประเทศ

“เนื่องจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้น ระบบนิเวศของอุตสาหกรรมนี้จึงต้องพัฒนาควบคู่กันไป”

“เราต้องการใช้แพลตฟอร์มนี้ในการสร้างความชัดเจนว่าโอกาสทางธุรกิจกำลังมุ่งไปในทิศทางใด เพื่อให้ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ และพันธมิตร สามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า และขยายขีดความสามารถของตนเองได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น” ดาโต๊ะ โมฮัมมัด อิซานี กานี ระบุในแถลงการณ์

งานจัดแสดงดังกล่าวได้รวบรวมผู้รับเหมา ที่ปรึกษา ซัพพลายเออร์ ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรในอุตสาหกรรมจากตลอดห่วงโซ่การส่งมอบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่เร็วขึ้น ความพร้อมของตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และการวางแผนระยะยาวที่ดีขึ้นสำหรับโครงการท่าอากาศยานที่กำลังจะเกิดขึ้น

การประชุมครั้งแรกนี้ได้นำเสนอโครงการและข้อริเริ่มต่าง ๆ ครอบคลุม 5 พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่:

  1. การขยายขีดความสามารถและการเติบโตในอนาคต (Capacity Expansion and Future Growth)
  2. การปรับปรุงสินทรัพย์และความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน (Asset Renewal and Operational Resilience)
  3. ประสบการณ์ของผู้โดยสารและการเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Passenger Experience and Service Optimisation)
  4. ท่าอากาศยานอัจฉริยะและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Smart Airport and Technology Enablement)
  5. ความยั่งยืนและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสำหรับอนาคต (Sustainability and Future-Ready Infrastructure)

โครงการขนาดใหญ่ที่โดดเด่นภายใต้แผนการขยายขีดความสามารถ ได้แก่:

  • แผนพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA): มุ่งเป้าเพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารในอนาคตให้เกินกว่า 100 ล้านคนต่อปี
  • การขยายท่าอากาศยานนานาชาติปีนัง: เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคน เป็น 12 ล้านคนต่อปี
  • โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติโคตาคินาบาลู: ยกระดับขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 9 ล้านคน เป็น 12 ล้านคนต่อปี

ขณะเดียวกัน สตีเวน แอนเดอร์เซน ( Steven Andersen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา (Chief Development Officer) กล่าวว่า ความพร้อมในการส่งมอบและขีดความสามารถในการดำเนินงานทั่วทั้งระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการท่าอากาศยานยังคงเติบโตทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อน

“แพลตฟอร์มเช่นนี้ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงตลาดได้เร็วขึ้น ส่งเสริมพันธมิตรที่มีความหมาย และสร้างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะสามารถรองรับขนาดและความซับซ้อนของการพัฒนาท่าอากาศยานในอนาคตทั่วทั้งเครือข่ายของเราได้” แอนเดอร์เซน กล่าวเพิ่มเติม

มาเลเซียเปิดตัว GTPC แพลตฟอร์มจัดหางานเพื่อสายอาชีวศึกษาแห่งแรกของประเทศ

ที่มาภาพ:https://thesun.my/news/malaysia-news/malaysia-launches-gtpc-tvet-talent/

ดาโต๊ะ สรี ดร. อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี (Datuk Seri Dr Ahmad Zahid Hamidi) รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เปิดตัว ศูนย์จัดหางานอาชีวศึกษา GITC (GITC TVET Placement Centre หรือ GTPC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์(6 มิถุนายน 2569)ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นแพลตฟอร์มบูรณาการระดับชาติเพื่อการจัดหางานให้แก่บุคลากรแห่งแรกของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปิดช่องว่างระหว่างภาคอุตสาหกรรมและบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ

แพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งเปิดตัวร่วมกับการเฉลิมฉลองวันอาชีวศึกษาแห่งชาติประจำปี 2026 (National TVET Day 2026) จะทำหน้าที่เป็นระบบนิเวศที่มีโครงสร้างชัดเจนในการเชื่อมต่อระหว่างนักเรียน นักศึกษาจบใหม่ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการฝึกงานในภาคอุตสาหกรรม การฝึกงานแบบฝึกหัดงาน (Apprenticeships) และโอกาสในการจ้างงาน

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อริเริ่มนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันให้การศึกษาทางด้านเทคนิคและการอาชีพ (Technical and Vocational Education and Training:TVET) เป็นเส้นทางหลักไปสู่การจ้างงานที่มีคุณภาพ การมีรายได้ที่สูงขึ้น การยกระดับสถานะทางสังคม (Social Mobility) และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

“การศึกษาทางด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา (TVET) ไม่ใช่ทางเลือกสำรองอีกต่อไป แต่เป็นเส้นทางหลักสู่การจ้างงานที่มีคุณภาพ รายได้ที่ดีขึ้น การยกระดับสถานะทางสังคม และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ” ดร. อาหมัด ซาฮิด กล่าวในระหว่างพิธีเปิด

ดร. อาหมัด ซาฮิด ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสภาอาชีวศึกษาแห่งชาติ (National TVET Council) กล่าวอีกว่า วันอาชีวศึกษาแห่งชาติในปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบทบาทส่วนกลางที่ TVET มีต่อวาระการพัฒนาประเทศของมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี ดร. อาหมัด ซาฮิดเห็นว่ายังคงมีความท้าทายเชิงโครงสร้างบางประการที่ต้องแก้ไข รวมถึงความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรการฝึกอบรมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันของภาคอุตสาหกรรม ค่านิยมเรื่องค่าจ้างในระดับต่ำที่ยังคงสร้างทัศนคติเชิงลบต่อสายอาชีพด้านอาชีวศึกษา ตลอดจนช่องว่างด้านคุณภาพของผู้สอนและสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกอบรมซึ่งส่งผลกระทบต่อความพร้อมของนักศึกษาจบใหม่

รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า การเปิดตัวนโยบาย TVET 2.0 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญสู่อีกเฟสหนึ่งของความพยายามของประเทศในการสร้างระบบนิเวศอาชีวศึกษาที่ตอบสนองได้รวดเร็วและขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

และในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เรียกร้องให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทและรับผิดชอบมากขึ้นในการพัฒนาบุคลากร โดยทำหน้าที่เป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ผ่านการสนับสนุนโอกาสในการฝึกอบรม มอบสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบพี่เลี้ยง (Mentorship) และเส้นทางสู่การจ้างงานจริง

“การลงทุนใน TVET ไม่ใช่ต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนในด้านผลผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน และอนาคตของประเทศเรา” ดร. อาหมัด ซาฮิดกล่าว

ด้วยแพลตฟอร์ม GTPC ภาคอุตสาหกรรม สามารถลงทะเบียนความต้องการบุคลากร และเสนอพื้นที่สำหรับฝึกงานในโรงงาน ข้อริเริ่มฝึกหัดงาน และตำแหน่งงานว่างได้ ขณะที่นักเรียนและผู้สำเร็จการศึกษา สามารถสร้างโปรไฟล์วิชาชีพ แสดงขีดความสามารถทางทักษะ (Competencies) และเข้าถึงโอกาสการจ้างงานได้ และสำหรับสถาบันการศึกษาสามารถติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรม

ดร. อาหมัด ซาฮิด กล่าวว่า ข้อริเริ่มนี้จะสนับสนุนแนวปฏิบัติการจ้างงานที่อิงตามทักษะ (Skills-based hiring) โดยเน้นย้ำถึงสมรรถนะ ความสามารถในเชิงปฏิบัติ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการพิจารณาเพียงคุณวุฒิทางวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว

ในขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ องค์กรประสานงานอาชีวศึกษาระหว่างรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม (Government-Industry TVET Coordination Body หรือ GITC) ในฐานะสะพานเชื่อมเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถาบันการศึกษา เพื่อปรับสมดุลระหว่างอุปทานของบุคลากรให้ตรงกับอุปสงค์ของตลาดแรงงาน

พร้อมกันนี้ ได้กระตุ้นให้ GITC พัฒนาบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้ประสานงาน ไปสู่การเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง (High-growth sectors) เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace), เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics)

เวียดนาม-ฟิลิปปินส์ยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น”

นายโต เลิมเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนามร่วมประชุมทวิภาคีกับ นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ที่มาภาพ: https://vir.com.vn/vietnam-and-philippines-upgrade-ties-to-enhanced-strategic-partnership-153873.html

เวียดนามและฟิลิปปินส์ ประกาศยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่การเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น” (Enhanced Strategic Partnership) ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงมะนิลาอย่างเป็นทางการของ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานประเทศแห่งเวียดนาม

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและร่วมประชุมทวิภาคีกับ นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนความตกลงทวิภาคีร่วมกัน

แถลงการณ์ร่วมระบุว่า ผู้นำทั้งสองได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเยือนในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และครบรอบ 1 ทศวรรษของความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีผลสัมฤทธิ์อันงดงามระหว่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการกระชับความร่วมมือให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผู้นำทั้งสองจึงเห็นพ้องที่จะยกระดับความสัมพันธ์จากหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมยืนยันถึงมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมรวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และการยึดมั่นในหลักการและพันธกรณีที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ (United Nations Charter) และกฎบัตรอาเซียน(ASEAN Charter)

ทั้งสองฝ่ายยังแสดงความเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะต่อยอดความสำเร็จจากแผนงานปัจจุบัน ทั้งในด้านความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเล การปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเล การขยายการค้าและการลงทุน การแลกเปลี่ยนด้านเกษตรกรรม การศึกษา การท่องเที่ยว ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและระหว่างประชาชน เพื่อมุ่งสู่การสร้างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม โดยการหารือในครั้งนี้ได้วางรากฐานสำหรับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้น ซึ่งมีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และเอื้อประโยชน์ต่อกัน เพื่อความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้รับการกำหนดให้เป็นเสาหลักสำคัญของหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นในครั้งนี้ โดยผู้นำทั้งสองได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในระดับชาติ

ผู้นำทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ทะลุ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่สมดุล ผ่านการขยายโอกาสทางการค้าแบบสองทาง ปรับปรุงการเข้าถึงตลาด และลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน

รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนระดับสูงและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้มากขึ้น ทั้งความพยายามในการสำรวจความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, นวัตกรรม, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลและการมีส่วนร่วมในระบบดิจิทัล (Digital inclusion), รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-governance), เทคโนโลยีอุบัติใหม่, พลังงาน, การลงทุนสองทางในภาคการผลิต, เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และข้อริเริ่มด้านเศรษฐกิจสีเขียว

ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมยืนยันความสำคัญของการเสริมสร้างการบูรณาการและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคภายใต้กรอบของอาเซียน เพื่อสนับสนุนประชาคมภูมิภาคที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน

ด้วยตระหนักถึงบทบาทสำคัญของภาคเกษตรกรรม ผู้นำทั้งสองจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ผ่านการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน การจัดกิจกรรมสร้างขีดความสามารถ การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best practices) การประยุกต์ใช้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการแสวงหาโอกาสในภาคการค้า การลงทุน และการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ข้าว, การประมง, การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy), เกษตรกรรมยั่งยืน, เกษตรกรรมอัจฉริยะ, การบริหารจัดการภัยพิบัติ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านธุรกิจเกษตร (Agribusiness) และจัดการกับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับอาหารและการเกษตร โดยมีมุมมองที่จะเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรและการประมงให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่ทรงพลัง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชนบทและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มขีดความสามารถในการแปรรูปอาหาร และการสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความยั่งยืนเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายระดับโลก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีความร่วมมือทวิภาคีที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) ผ่านการแบ่งปันข้อมูล การสร้างขีดความสามารถ และความร่วมมือในการบริหารจัดการประมงและการบังคับใช้กฎหมาย

ผู้นำทั้งสองประเทศตระหนักถึงบทบาทสำคัญของการท่องเที่ยวในฐานะฟันเฟืองขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชน โดยได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด การส่งเสริมข้อริเริ่มการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและครอบคลุม ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้เกิดการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น

ลาว-จีน วาง 4 ยุทธศาสตร์หลัก มุ่งเป้ามูลค่าการค้า 2 หมื่นล้านดอลล์ปี 2030

นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง วันที่ 2-6 มิ.ย. 2569 ที่มาภาพ:เพจ Facebook Vientiane Times

สปป.ลาว และจีนรรลุข้อตกลงร่วมกันใน 4 เสาหลักทางยุทธศาสตร์ เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุนทวิภาคี โดยมีการคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ นายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่ง สปป.ลาว ได้นำคณะผู้แทนเดินทางไปยังเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมการประชุมทวิภาคีกับ นายหวัง เหวินเถา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ซึ่งนับเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีทั้งสองประเทศ เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นที่จะเร่งรัดการทบทวนและยกระดับข้อตกลงทางการค้าลาว-จีน ปี 1998 โดยมุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงตลาด พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) การอำนวยความสะดวกทางการค้า และกลไกการชำระเงินระหว่างประเทศ

ด้านพลังงาน: ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเพิ่มการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากจีนไปยัง สปป.ลาว หลังจากที่ลาวต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันในเดือนมีนาคม ซึ่งมีสาเหตุมาจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก นอกจากนี้ ยังตกลงที่จะร่วมมือกันส่งเสริมแหล่งพลังงานใหม่และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่จีนมีความเชี่ยวชาญในระดับโลก

ด้านเกษตรกรรม: ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีสูตรผสม NPK (ปุ๋ยเคมีที่มีส่วนผสมของธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม) โดยการใช้ประโยชน์จากแหล่งสำรองแร่โพแทสที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ใน สปป.ลาว ควบคู่ไปกับการนำเข้าสารประกอบฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากจีน เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตในท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงในผลผลิตทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ด้านการทำเหมืองแร่: ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นไปที่การขุดเจาะและแปรรูปแร่ธาตุเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added products) ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ และการฝึกอบรมบุคลากรทางเทคนิคของลาว

นอกเหนือจาก 3 เสาหลักข้างต้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะสำรวจความร่วมมือในอนาคตเกี่ยวกับห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน แร่ธาตุสีเขียว (Green minerals) รวมถึงข้อผูกพันระหว่างประเทศร่วมกัน

มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศได้เติบโตขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว โดยเพิ่มขึ้นจาก 4.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 มาอยู่ที่ 8.80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ที่ผ่านมา

โดยสินค้าส่งออกของ สปป.ลาว ไปยังจีน ได้แก่ ทองคำผสม, แร่โพแทส, กระดาษ, สินแร่เหล็ก, ยางพารา, แป้งมันสำปะหลัง และผลไม้

สินค้านำเข้าของ สปป.ลาว จากจีน ได้แก่ เครื่องจักรกล, ผลิตภัณฑ์เคมี, ยานพาหนะ, เหล็กกล้า, เครื่องใช้ไฟฟ้า และปุ๋ย

การประชุมครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศแห่ง สปป.ลาว เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยได้เดินทางไปยังมณฑลเจ้อเจียงระหว่างวันที่ 2 ถึง 6 มิถุนายน เพื่อเข้าร่วมการเจรจาระดับสูงที่มุ่งเน้นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองระบบนิเวศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น