เปิดข้อมูลงบฯกรมฝนหลวง สถิติ 3ปี โปรย 14,806 ครั้ง จัดซื้อ-ซ่อมเครื่องบิน-เฮลิคอปเตอร์และอื่นๆ 4,222 ล้าน

หนึ่งในหน่วยงานที่รับงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงฯ ได้รับงบ 2.09 พันล้านบาท และยังไม่นับเงินนอกงบประมาณอื่นๆ ที่ได้รับ (ข้อมูลจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569)

กรมฝนหลวงฯ ถูกตั้งคำถามใหญ่หลังจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ให้โยกย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ จากนั้นนายราเชน ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ พร้อมออกมาเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้มีบุคคลปริศนาเข้าพบเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง

ไทยพับลิก้า เปิดข้อมูลกรมฝนหลวงฯ ทั้งในมิติโครงสร้าง งบประมาณ และผลการดำเนินงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนบทบาทของหน่วยงานที่มีภารกิจครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ ไปจนถึงการพยุงภาคเกษตรกรรมของประเทศ ท่ามกลางงบประมาณระดับพันล้านบาทต่อปี

ย้อนอดีต ‘กรมฝนหลวงฯ’ จุดเริ่มต้นโครงการในพระราชดำริ

จากมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเห็นชอบให้จัดตั้ง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการวันที่ 24 มกราคม 2556 ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรอัจฉริยะด้านบริหารจัดการชั้นบรรยากาศเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และภัยพิบัติอย่างยั่งยืน”

โดยก่อนหน้านี้อยู่ในรูปแบบ “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็น “สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร” มีหน้าที่ปฏิบัติการฝนหลวงให้แก่เกษตรกรและประชาชน เติมน้ำให้แหล่งกักเก็บน้ำต่างๆ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการดัดแปรสภาพอากาศ บินบริการสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบินสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการเกษตรและการปฏิบัติงานของส่วนราชการอื่น

บทบาทที่ครอบคลุมตั้งแต่ “ท้องฟ้า” ไปจนถึง “ภาคเกษตร” ทำให้กรมฝนหลวงฯ เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีภารกิจกว้างที่สุดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

งบเพิ่มต่อเนื่อง ปี 2569 แตะ 2 พันล้าน

เมื่อดูข้อมูลจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนงบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่ปี 2557 – 2569 พบข้อมูลตามปีงบประมาณ ดังนี้ (ดูกราฟิกประกอบ)

หน้าที่ของกรมฝนหลวงฯ เรียกได้ว่าค่อนข้างกว้าง และเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น ด้านฝนหลวง งานวิจัย การดัดแปรสภาพอากาศ ภัยแล้ง ภัยพิบัติ แหล่งน้ำ การบินเกษตร เกษตรกรรม ฯลฯ แต่ไฮไลท์ที่กรมฝนหลวงฯ หยิบยกมาคือ “สถิติการขอรับบริการฝนหลวง” โดยกรมฝนหลวงฯ มีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 7 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด

เมื่อเปิดข้อมูลการให้บริการฝนหลวง 3 ปีงบประมาณ ตั้งแต่ปี 2566 – 2568 พบว่า

  • ปี 2568 รวม 2,794 รายการ : เดือนที่มีการให้บริการฝนหลวงมากที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ (1) สิงหาคม 816 รายการ (2 ) กรกฎาคม 513 รายการ (3) มิถุนายน 496 รายการ (4) มีนาคม 441 รายการ (5) เมษายน 170 รายการ (6) พฤษภาคม 105 รายการ (7) กุมภาพันธ์ 84 รายการ (8) ตุลาคม 67 รายการ (9) กันยายน 51 รายการ (10) มกราคม 24 รายการ (11) ธันวาคม 15 รายการ และ (12) พฤศจิกายน 12 รายการ
  • ปี 2567 รวม 5,568 รายการ : เดือนที่มีการให้ฝนหลวงมากที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ (1) เมษายน 2,538 รายการ (2) พฤษภาคม 871 รายการ (3) มีนาคม 756 รายการ (4) มิถุนายน 565 รายการ (5) กันยายน 272 รายการ (6) สิงหาคม 249 รายการ (7) ตุลาคม 113 รายการ (8) กรกฎาคม 86 รายการ (9) พฤศจิกายน 55 รายการ (10) กุมภาพันธ์ 45 รายการ (11) มกราคม 10 รายการ และ (12) ธันวาคม 8 รายการ
  • ปี 2566 รวม 6,444 รายการ : เดือนที่มีการให้ฝนหลวงมากที่สุด ตามลำดับ ได้แก่ (1) พฤษภาคม 1,216 รายการ (2) กรกฎาคม 1,151 รายการ (3) กันยายน 1,081 รายการ (4) มิถุนายน 973 รายการ (5) เมษายน 877 รายการ (6) สิงหาคม 698 รายการ (7) มีนาคม 428 รายการ (8) กุมภาพันธ์ 19 รายการ (9) มกราคม 1 รายการ และเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม 0 รายการ

อย่างไรก็ตาม ปี 2568 นับว่ามีผลการดำเนินงานน้อยกว่าปีอื่นๆ เมื่อเทียบกับปี 2567 และ 2566 เนื่องจากเป็นปีที่เกิดภัยพิบัติสุดขั้ว โดยเฉพาะอุทกภัยในหลายจังหวัด

ทั้งนี้ ประชาชนและหน่วยราชการมาขอรับบริการฝนหลวง 2,794 รายการ จำแนกประเภทคำขอ ดังนี้ e-Service 2,000 รายการ หนังสือราชการ 495 รายการ โทรศัพท์ 165 รายการ ทางโซเชียลมีเดีย 102 รายการ และ Walk-in มาที่ทำการ 32 รายการ (ข้อมูลปี 2568)

ปีงบประมาณเดือนที่รับบริการฝนหลวงมากสุด 5 อันดับแรก
2568สิงหาคม 816 รายการกรกฎาคม 513 รายการมิถุนายน 496 รายการ  มีนาคม 441 รายการ  เมษายน 170 รายการ  
2567เมษายน 2,538 รายการพฤษภาคม 871 รายการมีนาคม 756 รายการมิถุนายน 565 รายการกันยายน 272 รายการ
2566พฤษภาคม 1,216 รายการกรกฎาคม 1,151 รายการกันยายน 1,081 รายการมิถุนายน 973 รายการเมษายน 877 รายการ

ขอฝนเพื่อ “เกษตรกรรม”

เหตุผลที่ประชาชนและหน่วยงานรัฐขอบริการฝนหลวง จำแนกตามปีงบประมาณ ดังนี้

ปี 2568

  • เกษตรกรรม 2,214 ราย คิดเป็น 61.7%
  • อุปโภค-บริโภค 615 ราย คิดเป็น 17.2%
  • อื่นๆ 414 ราย คิดเป็น 11.5%
  • ปศุสัตว์ 250 ราย คิดเป็น 7%
  • ประมง 93 ราย คิดเป็น 2.6%

ปี 2567

  • เกษตรกรรม 4,358 ราย คิดเป็น 54.7%
  • อุปโภค-บริโภค 2,015 ราย คิดเป็น 25.3%
  • อื่นๆ 758 ราย คิดเป็น 9.5%
  • ปศุสัตว์ 600 ราย คิดเป็น 7.5%
  • ประมง 241 ราย คิดเป็น 3%

ปี 2566

  • อุปโภค-บริโภค 3,334 ราย คิดเป็น 45.4%
  • เกษตรกรรม 2,214 ราย คิดเป็น 47.9%
  • ปศุสัตว์ 220 ราย คิดเป็น 3%
  • อื่นๆ 154 ราย คิดเป็น 2.6%
  • ประมง 120 ราย คิดเป็น 2%

เว็บไซต์ของกรมฝนหลวงฯ ยังเปิดเผยจำนวนเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากบริหารฝนหลวง โดยปี 2568 มีเกษตรแปลงใหญ่ 1,297 ราย คิดเป็น 61.4%, อื่นๆ 336 ราย คิดเป็น 15.9%, เกษตรอินทรีย์ 326 ราย คิดเป็น 15.4% และเกษตรชีวภาพ 153 ราย คิดเป็น 7.2%

ปี 2567 เกษตรแปลงใหญ่ 2,505 ราย คิดเป็น 51.7%, เกษตรอินทรีย์ 1,097 ราย คิดเป็น 22.6%, อื่นๆ 763 ราย คิดเป็น 15.8% และเกษตรชีวภาพ 479 ราย คิดเป็น 9.9%

ปี 2566 เกษตรแปลงใหญ่ 1,429 ราย คิดเป็น 59%, เกษตรอินทรีย์ 427 ราย คิดเป็น 17.6%, อื่นๆ 368 ราย คิดเป็น 15.2% และเกษตรชีวภาพ 196 ราย คิดเป็น 8.1%

3 Scenario เกษตรกรไทยปรับตัวไม่ทัน – รัฐเดินไร้ทิศ

ที่น่าสนใจคือแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2566-2570 (ฉบับปรับปรุงใหม่) ได้ประเมินฉากทัศน์ (scenario) ในการทำงานของกรมฯ และภาพเกษตรกรรมในอนาคตของประเทศไทย 3 ฉากทัศน์

ฉากทัศน์แรก เกษตรกรยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ และสนใจวิกฤติสิ่งแวดล้อม ปัจจัยสำคัญคือ เกษตรกรมีศักยภาพ พึ่งพาตนเองได้ และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบอาชีพ และชุมชนให้ความสำคัญกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดภาพการทำเกษตรในชนบทเป็นรูปแบบเกษตรยั่งยืน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าของสินค้าเกษตรมากกว่าราคา นโยบายเพื่อการพัฒนาชนบทมีทิศทาง

ฉากทัศน์ที่ 2 เกษตรกรรุ่นเก่าตกสำรวจ ภาครัฐเดินหน้าไม่เต็มที่ แต่เกษตรกรบางกลุ่มปรับตัวได้และสนใจวิกฤติสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่สมดุล ทำให้นโยบายไร้ทิศทางและขาดความต่อเนื่อง เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำของพัฒนาการในภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกันเกษตรกรรุ่นเก่าปรับตัวให้เข้ากับโลกและเทคโนโลยีไม่ทัน ทำให้ต้องพึ่งพาภาครัฐตลอดเวลา

ฉากทัศน์ที่ 3 เศรษฐกิจตกต่ำ วิกฤติสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ เกษตรกรส่วนใหญ่ยึดติดรูปแบบเดิม ประกอบกับข้อจำกัดด้านนโยบายที่ไร้ทิศทางและความต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรและชุมชนต้องพึ่งพาภาครัฐแทบจะ 100% เพราะไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทดลองนำวิธีการใหม่ๆ มาใช้ ไม่สนใจที่จะดูแลและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพราะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเมื่อเทียบกับเรื่องปากท้อง อีกทั้งใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง เพาะปลูกพืชชนิดเดี่ยว ไถพรวนหน้าดิน และใช้น้ำมันดีเซลเป็นแหล่งพลังงานหลัก หวังการแทรกแซงจากภาครัฐแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาและสนับสนุนรถไถขนาดเล็ก เครื่องพรวนดิน ระบบน้ำหยด เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ชุดตรวจวัดคุณภาพดิน โดรนพ่นยาให้ปุ๋ย ระบบข้อมูล18

3 ปี ซื้อเครื่องบิน-เฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ – 3.8 พันล้าน

จากการรวบรวมข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวกับเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ ท่าอากาศยาน และการซ่อมแซมต่างๆ โดยอ้างอิงจากระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ (Thailand Government Spending) โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) พบว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 – 2569 กรมฝนหลวงฯ ใช้งบ 4,223,468,265 บาท ในการดำเนินงานข้างต้นทั้งหมด 45 โครงการ แบ่งเป็น ซื้อ 4 โครงการ และซ่อม 41 โครงการ

  • ปี 2566 15 โครงการ แบ่งเป็น ซื้อ 1 โครงการ และ ซ่อม 14 โครงการ
  • ปี 2567 30 โครงการ แบ่งเป็น ซื้อ 3 โครงการ และ ซ่อม 27 โครงการ
  • ปี 2568 0 โครงการ

จาก 45 โครงการ พบว่า โครงการที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดคือการจัดซื้อเครื่องบิน-เฮลิคอปเตอร์ รวมเม็ดเงิน 3,876,154,300 บาท รายละเอียด ดังนี้

  1. เครื่องบินขนาดกลาง 2 ลำ 1,188,770,000 บาท วิธี e-bidding รับงานโดย บริษัท เอ็ม-แลนดาร์ช จำกัด (ปีงบประมาณ 2566)
  2. เครื่องบินขนาดกลาง 2 ลำ 1,183,000,000 บาท วิธี e-bidding รับงานโดย บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ปีงบประมาณ 2567)
  3. เฮลิคอปเตอร์ (ไม่น้อยกว่า 14 ที่นั่ง) ขนาด 2 เครื่องยนต์ จำนวน 1 ลำ 847,584,300 บาท วิธีคัดเลือก รับงานโดย บริษัท เดอะ โพรดิจี เทค จำกัด (ปีงบประมาณ 2567)
  4. เครื่องบินปีกตรึงแบบปรับความดันอากาศความเร็วสูง 656,800,000 บาท วิธีคัดเลือก รับงานโดย บริษัท โรยัลสกาย จำกัด (ปีงบประมาณ 2567)

เผยอากาศยาน 40 ลำ

ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯ มีอากาศยาน 2 ประเภท คือ (1) อากาศยานชนิดปีกตรึงและ (2) ชนิดปีกหมุน รวมแล้วมีเครื่องบิน-เฮลิคอปเตอร์ทั้งสิ้น 40 ลำ (ข้อมูลเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569) โดยเปิดเผยชื่อรุ่นและรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

  • SuperKingAir 350 (SKA350) (ปีกตรึง) จำนวน 3 เครื่อง – สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่นและเมฆเย็น บรรเทาความรุนแรงพายุลูกเห็บ และงานวิจัย
  • CN 235-220 (ปีกตรึง) จำนวน 2 เครื่อง – สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น การบินเกษตร การปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ และงานวิจัย
  • Casa C212-100 / C212-200 / C212-300 / C212-400 & NC212i (ปีกตรึง) จำนวน 15 เครื่อง – สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น การบินเกษตร การปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ และงานวิจัย
  • Cessna Caravan (C208) / Cessna Grand Caravan (C208B) / Cessna Grand Caravan EX (C208B EX) (ปีกตรึง) จำนวน 12 เครื่อง – สำหรับปฏิบัติการฝนหลวงเมฆอุ่น สนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ บินสำรวจพื้นที่เกษตร การบินเกษตร และการปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ
  • BELL 412EP (ปีกหมุน) จำนวน 1 เครื่อง – สำหรับสนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ บินสำรวจพื้นที่เกษตร การบินเกษตร และการปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ
  • BELL 407GXP (ปีกหมุน) จำนวน 3 เครื่อง – สำหรับสำหรับสนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ บินสำรวจพื้นที่เกษตร การบินเกษตร และการปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ
  • AS 350 B2 (ECUREUIL) (ปีกหมุน) จำนวน 1 เครื่อง – สำหรับสนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ บินสำรวจพื้นที่เกษตร การบินเกษตร และการปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ
  • BELL 206B3 (ปีกหมุน) จำนวน 3 เครื่อง – สำหรับสนับสนุนภารกิจกระทรวงเกษตรฯ บินสำรวจพื้นที่เกษตร การบินเกษตร และการปฏิบัติงานของผู้บริหารและหน่วยราชการ