
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “ศูนย์กันก่อนท่วม” ดึงภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ร่วมคิดทางออกอุทกภัยไทย “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” เสนอกลไกความร่วมมือ ประชาชนต้อง adaptation รับมือ climate change
น้ำท่วมครั้งประวัติการณ์ แต่ไทยแก้ปัญหาแบบ 30 ปีก่อน
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงาน “Water Resilience Forum 2026” ในหัวข้อ “พวกเรา…จะรักษาเมืองไว้ให้ลูกหลานอย่างไร” ว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ตั้งแต่โอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตของครอบครัว จนถึงความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม โดยเฉพาะหากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่าได้
ดร.สุรเกียรติ์ระบุว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ รวมถึงศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่ายจากภาคการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน และความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลด้านน้ำ
ในฐานะรองประธานที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ซึ่งทำงานด้านอุทกภัยมากว่า 30 ปี ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า รูปแบบอุทกภัยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่เน้นการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น ถุงยังชีพหรือการตั้งโรงครัวพระราชทานในช่วง 3–7 วัน กลายเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่มาเร็วและไปเร็ว ทำให้ความช่วยเหลือระยะสั้นลดความจำเป็นลง ขณะเดียวกัน ความเสียหายเชิงโครงสร้าง เช่น บ้านเรือนพังเสียหาย กลับเพิ่มขึ้น มูลนิธิฯ จึงปรับแนวทางการทำงานไปสู่การฟื้นฟูระยะยาว โดยอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมด้วย เช่น การสร้างบ้านใต้ถุนสูงในจังหวัดสุโขทัยตามแบบที่ชาวบ้านเสนอ
ยกตัวอย่างอุทกภัยรูปแบบใหม่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยประสบภัยรุนแรงในรอบกว่า 50 ปี แต่น้ำท่วมครั้งนั้นมาพร้อมโคลนหนา ทำให้น้ำลดแล้วแต่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึงสามเดือน เนื่องจากโคลนแข็งตัวจนไม่สามารถขุดลอกได้ด้วยแรงงานคน ต้องพึ่งเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ส่งผลให้การช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการ “เข้าเร็วออกเร็ว” แต่ต้องอยู่ดูแลจนเกือบเป็นหน่วยสุดท้ายในพื้นที่
ส่วนอุทกภัยอีกหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น หาดใหญ่ แพร่ สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะคล้าย “slow tsunami” น้ำไหลแรงบนถนนจนเรือกู้ภัยไม่สามารถเข้าถึงได้ บางกรณีเกิดอันตรายจากไฟฟ้าดูดเมื่อใช้เรือโลหะ ทำให้ชุมชนต้องคิดค้นนวัตกรรมเรือจากวัสดุผสมพลาสติกและไฟเบอร์ขึ้นมาเอง พร้อมได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ
เหตุการณ์เหล่านี้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการติดตาม atmospheric river หรือการประเมินระดับน้ำทะเลหนุนสูงพร้อมกันทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่ปัญหาคือการเตรียมพร้อมและระบบบรรเทาทุกข์ของประเทศไทยยังคงใช้แนวคิดแบบเดิมเมื่อ 30 ปีก่อน ทั้งที่โลกกำลังเผชิญ climate change, climate crisis และ climate catastrophe อย่างต่อเนื่อง
adaptation คือเรื่องสำคัญ เราต้องตั้งคำถามว่าเราจะอยู่กันอย่างไร บ้านเรือนควรออกแบบแบบไหน ใต้ถุนต้องสูงแค่ไหน พื้นที่ใดมีความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เทคนิค แต่เป็นเรื่องทางสังคมที่รัฐต้องรับผิดชอบ
ดร.สุรเกียรติ์ย้ำว่า จากประสบการณ์ทำงานกว่า 30 ปี ความสูญเสียจากอุทกภัยไม่ได้จำกัดอยู่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงสุขภาพจิต กำลังใจ และอนาคตของเด็กและเยาวชน หลายชุมชนเกิดภาวะหวาดกลัวทันทีเมื่อฝนตกหนัก เพราะไม่รู้ว่าภัยจะเกิดซ้ำหรือไม่
ขณะที่ประเทศไทยยังขาด “กลไกกลาง” ที่ทำหน้าที่บูรณาการกฎหมาย ข้อมูล งานวิจัย และการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจง่ายและเชื่อถือได้ การป้องกันล่วงหน้า การทำงานร่วมกับธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมของชุมชน คือหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสียจากภัยน้ำ
คำตอบของการรักษาเมืองให้ลูกหลาน ไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่งหรือรัฐบาลเท่านั้น แต่อยู่ที่เราทุกคนที่ต้องร่วมกันคิด ทำ และเปลี่ยนแปลง เพื่อรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตอย่างจริงจัง

ตั้งศูนย์กันก่อนท่วม สร้างกลไกป้องกันการสูญเสีย
นี่เป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” โดย ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การจัดตั้ง ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง
รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ”, “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
ดังนั้น ศูนย์กันก่อนท่วม เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่
- มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) เช่น เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง เอไอ ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ทั้งการขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว
- มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) โดยเรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล เช่น ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย
- มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน
- มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน
นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง



