ASEAN Roundup เวียดนามยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ ปฏิรูปการบริหารครั้งใหญ่

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 26 เมษายน-2 พฤษภาคม 2569

  • เวียดนามยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ ปฏิรูปการบริหารครั้งใหญ่
  • สิงคโปร์ผ่อนคลายเกณฑ์จ้างงานแรงงานก่อสร้างจีนและไทย เริ่มปี 2570
  • อินโดนีเซียหั่นภาษีนำเข้า LPG และวัตถุดิบพลาสติก รับมือวิกฤติขาดแคลนอุปทาน
  • ลาวลงนามข้อตกลงศึกษาความเป็นไปได้ โครงการทางด่วน 2 ช่วงใหม่ มุ่งหน้าสู่ชายแดนจีน
  • สหรัฐฯ ตั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดขั้นต้น 22.46% สำหรับการนำเข้าแผงโซลาร์จากลาว
  • รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเห็นพ้องเสริมแกร่ง FTA พร้อมให้สัตยาบันข้อตกลงความมั่นคงทางน้ำมัน
  • รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเตือนสงครามอาจฉุดการเติบโตภูมิภาค

เวียดนามยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ ปฏิรูปการบริหารครั้งใหญ่

ที่มาภาพ: https://news.tuoitre.vn/vietnam-government-scraps-890-business-conditions-in-sweeping-administrative-reform-103260430102659811.htm

รัฐบาลเวียดนามได้ออกมติใหม่ 8 ฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนที่ล่าช้า (Red Tape) กระจายอำนาจการตัดสินใจ พร้อมทั้งปรับลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางราชการและเงื่อนไขทางธุรกิจในหลากหลายภาคส่วน

การปฏิรูปครั้งนี้ครอบคลุมหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า, เกษตรและสิ่งแวดล้อม, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ศึกษาธิการและการฝึกอบรม, วัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว, สาธารณสุข และความมั่นคงสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีมติร่วมที่นำโดยกระทรวงยุติธรรมซึ่งครอบคลุมอีก 7 ภาคส่วน ได้แก่ กลาโหม, มหาดไทย, การคลัง, การก่อสร้าง, การต่างประเทศ, ยุติธรรม และธนาคารกลาง

มติใหม่ 8 ฉบับ ได้ ยกเลิกขั้นตอนทางราชการ 184 ขั้นตอน การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น134 ขั้นตอน และปรับลดความซับซ้อนเพิ่มเติม 349 ขั้นตอน

ในด้านธุรกิจ ยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 รายการ และปรับปรุงประสิทธิภาพอีก 4 รายการ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลให้มีการแก้ไขและเพิ่มเติมเอกสารทางกฎหมายรวมทั้งสิ้น 164 ฉบับ (ประกอบด้วยมติรัฐบาล 2 ฉบับ, กฎหมาย 155 ฉบับ และคำสั่งนายกรัฐมนตรี 6 ฉบับ) ซึ่งทำให้รัฐบาลบรรลุเป้าหมายหลักทั้ง 4 ประการในการลดขั้นตอนทางราชการ ผ่อนปรนเงื่อนไขทางธุรกิจ และเสริมสร้างการกระจายอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันขั้นตอนทางราชการในระดับส่วนกลางมีสัดส่วนเหลือเพียงประมาณ 27% ของทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศกำหนดไว้ที่ 30% ขณะที่ระยะเวลาและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับปี 2024

ด้านความมั่นคงสาธารณะ ได้ยกเลิกขั้นตอนการจัดเก็บและอัปเดตข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric Data) เช่น DNA และบันทึกเสียง ในฐานข้อมูลประจำตัวประชาชนระดับกระทรวงและจังหวัด รวมถึงยกเลิกขั้นตอนการออกบัญชีระบุตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-ID) ระดับ 1 และ 2 สำหรับชาวต่างชาติ

ด้านวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว มีการกระจายอำนาจ 16 ขั้นตอน ปรับลดความซับซ้อน 10 ขั้นตอน และยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 4 รายการ รวมถึงเงื่อนไขการจัดแสดงศิลปะ การประกวด เทศกาล การประกวดนางงาม และการส่งตัวแทนชาวเวียดนามเข้าร่วมประกวดนางแบบหรือนางงามระดับนานาชาติ

ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อม: การปฏิรูปครอบคลุม 15 ด้าน โดยเฉพาะการยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการที่ปรึกษาด้านการสำรวจที่ดิน การประเมินราคาที่ดิน และการวางผังเมือง

ด้านการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาที่ลงทุนโดยต่างประเทศ สำนักงานตัวแทนผู้ให้บริการการศึกษาต่างชาติในเวียดนาม ไปจนถึงบริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ

ด้านสาธารณสุข: กระจายอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารและการออกใบอนุญาตทางการแพทย์ พร้อมยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจหลายประการ เช่น ความปลอดภัยทางชีวภาพในห้องปฏิบัติการ บริการฉีดวัคซีน การฝึกอบรมทางคลินิก และบริการบำบัดผู้ติดสารกลุ่มโอปิออยด์ (Opioid)

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: ปฏิรูปใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ มาตรฐานและการวัดคุณภาพ, โทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต, ความปลอดภัยทางรังสีและนิวเคลียร์, บริการไปรษณีย์, เทคโนโลยีสารสนเทศ และกิจกรรมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ด้านอุตสาหกรรมและการค้า: ปรับปรุงขั้นตอนและเงื่อนไขทางธุรกิจใน 10 สาขา ตั้งแต่เคมีภัณฑ์, ไฟฟ้า, ยาสูบ, ปิโตรเลียม ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ, การค้าระหว่างประเทศ, การนำเข้า-ส่งออก, การส่งเสริมการค้า, ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมในท้องถิ่น การปฏิรูปเพิ่มเติมยังครอบคลุมไปถึงภาคส่วนอื่นๆ เช่น การป้องกันประเทศ, การบริหารงานภาครัฐ, การคลัง, การก่อสร้าง, การต่างประเทศ

สิงคโปร์ผ่อนคลายเกณฑ์จ้างงานแรงงานก่อสร้างจีนและไทย เริ่มปี 2570

ที่มาภาพ:https://www.channelnewsasia.com/singapore/construction-workers-shorter-hiring-process-work-permit-holders-6091296

ตั้งแต่มกราคมปี 2570 เป็นต้นไป บริษัทก่อสร้างในสิงคโปร์ไม่จำเป็นต้องส่งแรงงานต่างชาติรายใหม่จาก จีนและไทย เข้ารับการทดสอบทักษะฝีมือแรงงานภาคบังคับในประเทศต้นทางก่อนเดินทางเข้าสิงคโปร์อีกต่อไป โดยมาตรการนี้จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกประเทศต้นทางในปี 2571

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ใน Built Environment (BE) Sector หรือ ภาคส่วนที่ครอบคลุมการออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยให้ระยะเวลาในการจ้างแรงงานก่อสร้างต่างชาติรายใหม่สั้นลง โดยจะเริ่มนำร่องกับแรงงานจากจีนและไทยก่อนเป็นลำดับแรก

หน่วยงานกำกับดูแลการก่อสร้างของสิงคโปร์ (Building and Construction Authority – BCA) แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี (30 เมษายน 2569) ว่า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วย ลดระยะเวลาในกระบวนการจ้างงานผู้ถือใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) รายใหม่ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ให้เหลือเพียงประมาณ 1 เดือนเท่านั้น

ภายใต้กระบวนการใหม่นี้ บริษัทต่างๆ สามารถนำแรงงานเข้ามาได้โดยตรง และให้แรงงานเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ ใบรับรองการประเมินทักษะ (ด้านความรู้) หรือ Skills Evaluation Certificate (Knowledge)ในสิงคโปร์แทน

ปัจจุบันการทดสอบ SEC(K) ดำเนินการโดยหน่วยงาน BCA ณ ศูนย์ทดสอบที่ได้รับอนุมัติในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่าแรงงานต่างชาติมีความรู้พื้นฐานและทักษะภาคปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับงานก่อสร้างหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในภาคส่วน Built Environment ของสิงคโปร์

ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ผู้ถือใบอนุญาตทำงานก่อสร้างรายใหม่จะต้องสอบผ่านการทดสอบนี้ ภายใน 1 ปี นับจากวันที่เดินทางถึงสิงคโปร์ เพื่อที่จะสามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานได้ โดยบริษัทนายจ้างจะต้องทำการจองคิวทดสอบให้เรียบร้อย ก่อน ที่แรงงานจะเดินทางมาถึง

นอกจากนี้ในช่วง 6 เดือนแรก บริษัทจะจ่ายภาษีแรงงานในอัตรา “แรงงานทักษะพื้นฐาน” (Basic-skilled Levy Rate) สำหรับแรงงานที่ยังไม่มีใบรับรอง SEC(K) แรงงานจะต้องสอบให้ผ่านภายในระยะเวลา 6 เดือนนี้ เพื่อรักษาอัตราภาษีเดิมไว้ หากสอบไม่ผ่านภายในระยะเวลาผ่อนผัน บริษัทจะต้องแบกรับภาระภาษีแรงงานในอัตราที่สูงขึ้น

BCA ระบุว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของแรงงาน แต่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดฝึกอบรมขณะปฏิบัติงานจริง (On-the-job training) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละโครงการ ทั้งนี้ จะมีการขยายขีดความสามารถของศูนย์ทดสอบในสิงคโปร์เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ถือใบอนุญาตทำงานก่อสร้างที่ต้องการเข้ารับการทดสอบในประเทศ

นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังสามารถจ้างแรงงานผ่าน ช่องทางรับเข้าทางเลือก (Alternative Entry Pathways – AEP) หากแรงงานเหล่านั้นมีคุณวุฒิวิชาชีพที่ BCA ให้การรับรองอยู่แล้ว

“บริษัทสามารถยื่นคำขอต่อ BCA เพื่อนำร่องใช้ช่องทางของตนเองภายใต้ระบบ AEP ได้ โดยต้องแสดงให้เห็นถึงวิธีการคัดเลือกและฝึกอบรมแรงงานก่อสร้างรายใหม่ให้มีคุณภาพสูงขึ้นในสาขาเฉพาะทางที่กำหนด” หน่วยงาน BCA ระบุ

ทางด้านโฆษกจาก สมาคมผู้รับเหมาแห่งสิงคโปร์ (Singapore Contractors Association :SCAL) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการยกเลิกข้อกำหนดการทดสอบในต่างประเทศที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ว่า มาตรการนี้จะช่วยให้บริษัทต่างๆ ได้ประโยชน์จากระยะเวลาการรอคอยที่สั้นลงในการนำเข้าแรงงานมีฝีมือรายใหม่

“บริษัทเหล่านี้จะมีความคล่องตัวสูงขึ้นในการตอบสนองต่อความต้องการด้านกำลังคนของโครงการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งทาง SCAL จะประสานงานกับสมาชิกเพื่อให้มั่นใจว่าทักษะของแรงงานก่อสร้างรายใหม่จะได้รับการประเมินอย่างทันท่วงที เพื่อรักษามาตรฐานฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมต่อไป”

ทางด้าน เอียน เทียว (Ian Teo) ประธานพันธมิตรการค้าเฉพาะทางแห่งสิงคโปร์ (Specialists Trade Alliance of Singapore) ได้แสดงความยินดีต่อประกาศดังกล่าว โดยกล่าวว่า “จะช่วยให้ผู้รับเหมาเฉพาะทางมีความยืดหยุ่นในการประเมิน คัดเลือก และนำแรงงานใหม่ที่มีทักษะตรงตามความต้องการเฉพาะของโครงการเข้ามาทำงานได้โดยตรง”

ทั้งนี้ BCA ระบุว่า รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำเข้าผู้ถือใบอนุญาตทำงานก่อสร้างรายใหม่จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้งในภายหลัง

อินโดนีเซียหั่นภาษีนำเข้า LPG และวัตถุดิบพลาสติก รับมือวิกฤติขาดแคลนอุปทาน

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานกิจการเศรษฐกิจ ที่มาภาพ:เพจ Facebook Airlangga Hartarto

เมื่อวันอังคาร( 28 เมษายน 2569) ที่ผ่านมา นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจ ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบพลาสติกเหลือ 0% เพื่อควบคุมราคาที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ

นโยบายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องภาคการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งต้องพึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นอย่างมาก รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ปัจจุบัน ผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของอินโดนีเซีย อาทิ Chandra Asri Petrochemical และ Lotte Chemical Indonesia กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากจัดหา แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตพลาสติกได้ยากขึ้น

“โรงกลั่นทั้งสองแห่งของเรา ทั้ง Chandra Asri และ Lotte Chemical ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) โดยเฉพาะ Chandra Asri ซึ่งหมายความว่าพวกเขาไม่สามารถตอบสนองความต้องการบรรจุภัณฑ์ในประเทศได้ เนื่องจากหาแนฟทาได้ยาก” นายแอร์ลังกากล่าวระหว่างงาน Investor Daily Roundtable ณ โรงแรม Mulia ในจาการ์ตา

ภาวะชะงักงันดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบขั้นปลาย เช่น พอลิโพรพิลีน (Polypropylene) และ พอลิเอทิลีน (Polyethylene) ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ ปรับลดอากรนำเข้าแก๊สปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับภาคอุตสาหกรรมจาก 5% เหลือ 0% เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนแนฟทาเป็นการชั่วคราว

“LPG สามารถใช้ทดแทนแนฟทาได้ ดังนั้นจึงมีการตัดสินใจยกเลิกภาษีนำเข้า LPG ซึ่งปกติอยู่ที่ 5% สำหรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมันจะถูกนำมาใช้ในฐานะวัตถุดิบต้นน้ำ” รัฐมนตรีกล่าวเสริม

นายแอร์ลังการะบุว่า อุปทาน LPG จากสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ยังคงมีเพียงพอ และสามารถช่วยชดเชยการขาดแคลนแนฟทาในระยะสั้นได้ โดยกล่าวปิดท้ายว่า “เราหวังว่าการขาดแคลนแนฟทาจะถูกทดแทนได้ด้วย LPG เนื่องจากสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ มีความพร้อมในการจัดส่ง LPG ให้เรา”

ลาวลงนามข้อตกลงศึกษาความเป็นไปได้ โครงการทางด่วน 2 ช่วงใหม่ มุ่งหน้าสู่ชายแดนจีน

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2026/04/29/laos-signs-feasibility-agreement-for-two-new-expressway-sections-to-chinese-border/

รัฐบาลลาวและกลุ่มบริษัท Hunan Banying Industrial Group จากประเทศจีน ได้ลงนามในข้อตกลงศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Agreement) เพื่อศึกษาและออกแบบโครงการทางด่วนเวียงจันทน์-บ่อเต็น เพิ่มเติมอีก 2 ช่วง ซึ่งจะช่วยผลักดันโครงการระเบียงทางหลวงระยะทาง 440 กิโลเมตร ให้เข้าใกล้ชายแดนจีนมากขึ้นภายในปี 2573

ข้อตกลงดังกล่าวลงนามเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ครอบคลุมการดำเนินงานใน ช่วงที่ 2 (เส้นทางจากเมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ ไปยังหลวงพระบาง) และ ช่วงที่ 3 (เส้นทางจากหลวงพระบาง ไปยังแขวงอุดมไซ) โดยเป็นการลงนามระหว่างคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนในนามของรัฐบาลลาว กับบริษัท Hunan Banying Industrial Group ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมาในทั้งสองช่วงนี้

ทางด่วนทั้งสองช่วงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทางด่วนสายเหนือระยะทาง 440 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อจากนครหลวงเวียงจันทน์มุ่งหน้าสู่ด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา (ซึ่งมีอาณาเขตติดกับแขวงอุดมไซ) ตรงชายแดนจีน โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจาก ช่วงที่ 1 คือทางด่วนเวียงจันทน์-วังเวียง ระยะทาง 113.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางด่วนสายแรกของลาวที่เปิดใช้งานไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563

ทางด่วนช่วงที่ 2 และ 3 จะเป็นเส้นทางที่ตัดผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันและท้าทายของภาคเหนือในลาว ก่อนจะเชื่อมต่อกับช่วงสุดท้ายจากแขวงอุดมไซไปยังด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา บริเวณชายแดนจีน

สำหรับกลุ่มบริษัท Hunan Banying Industrial Group มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, พลังงานและเหมืองแร่, โลหะวิทยา, การผลิตเครื่องจักรหนัก และโครงการพลังงานใหม่

ทั้งนี้ กำหนดการก่อสร้างและงบประมาณโดยประมาณของช่วงที่ 2 และ 3 จะมีการประกาศให้ทราบหลังจากผลการศึกษาความเป็นไปได้เสร็จสิ้นลง

เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ ทางด่วนสายนี้จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพร่วมกับ ทางรถไฟลาว-จีน ที่มีอยู่เดิม เพื่อสร้างเป็นระเบียงเศรษฐกิจทางบกสายสำคัญที่ทอดยาวตลอดแนวเหนือ-ใต้ของประเทศลาว

สหรัฐฯ ตั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดขั้นต้น 22.46% สำหรับการนำเข้าแผงโซลาร์จากลาว

ที่มาภาพ:https://www.pv-magazine.com/2023/09/27/solarspace-launches-first-phase-of-5-gw-pv-factory-in-laos/

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศจัดเก็บ ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Duty) ขั้นต้นที่อัตรา 22.46% สำหรับผลิตภัณฑ์โซลาร์ที่นำเข้าจากประเทศลาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบการนำเข้าแผงโซลาร์จากลาว อินเดีย และอินโดนีเซีย

มาตรการล่าสุดนี้ เมื่อรวมกับภาษีตอบโต้การอุดหนุน (Subsidy-related tariffs) ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกผลิตภัณฑ์โซลาร์จากลาวไปยังสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวจากราคาเดิม โดย อัตราภาษีขั้นต้นรวมทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 103%

นอกจากลาวแล้ว สหรัฐฯ ยังได้กำหนดอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดใหม่สำหรับประเทศอื่นๆ ได้แก่ อินเดีย 123.04% และอินโดนีเซีย 35.17%

มาตรการเหล่านี้ (ซึ่งเพิ่มเติมจากภาษีขั้นต้นที่ประกาศไปเมื่อต้นปี) เกิดขึ้นภายหลังการร้องเรียนจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อการผลิตและการค้าโซลาร์แห่งอเมริกา (Alliance for American Solar Manufacturing and Trade) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ผลิตโซลาร์ในสหรัฐฯ โดยระบุว่าการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ พบว่าอินเดีย อินโดนีเซีย และลาว เป็นผู้จัดส่งผลิตภัณฑ์โซลาร์เข้าสู่ตลาดอเมริกาในปี 2568 คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของยอดการนำเข้าทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีดังกล่าวยังคงเป็นเพียง การกำหนดขั้นต้น เท่านั้น โดยคาดว่าจะมีการตัดสินขั้นสุดท้าย (Final Determination) สำหรับประเทศลาวในช่วงต้นเดือนกันยายน ส่วนของอินเดียและอินโดนีเซียมีกำหนดการในวันที่ 13 กรกฎาคม ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (US International Trade Commission :USITC) จะเป็นผู้ดำเนินการสรุปขั้นตอนสุดท้ายในเดือนตุลาคมปีนี้

คดีการเรียกเก็บภาษีในปัจจุบันมีที่มาจากการ ยื่นคำร้องเมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตเดิม ซึ่งเรียกร้องให้มีมาตรการทางการค้าใหม่เพื่อตอบโต้การนำเข้าสินค้าจากลาว อินโดนีเซีย และอินเดีย

กลุ่มพันธมิตรได้ยื่นคำร้องในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยกล่าวหาว่าบริษัทในทั้ง 3 ประเทศนี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์โซลาร์ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็ได้รับผลประโยชน์จากการอุดหนุนของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างว่าโรงงานบางแห่งในลาวและอินโดนีเซียเป็นกิจการที่มี จีนเป็นเจ้าของ และได้ย้ายฐานการผลิตมาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เคยเรียกเก็บจากสินค้าโซลาร์ของจีนก่อนหน้านี้

ในทำนองเดียวกันนี้ เมื่อเดือน เมษายน 2568 สหรัฐฯ ได้ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์จากกัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม โดยมีบางกรณีที่อัตราภาษีพุ่งสูงถึง 3,400%

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเห็นพ้องเสริมแกร่ง FTA พร้อมให้สัตยาบันข้อตกลงความมั่นคงทางน้ำมัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าฟิลิปปินส์ คริสตินา โรเก ที่มาภาพ:https://www.rappler.com/business/asean-economic-ministers-strengthen-free-trade-deals-ratify-petrol-security-agreement/

รัฐมนตรีเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งให้สัตยาบันในข้อตกลงความมั่นคงทางน้ำมันระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง

ในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าฟิลิปปินส์ คริสตินา โรเก ระบุว่าประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องที่จะเร่งรัดและยกระดับ FTA หลายฉบับเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งรวมถึงข้อตกลงดังต่อไปนี้:

  • ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA)
  • ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ฉบับปรับปรุง 3.0
  • ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (AKFTA)
  • ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACaFTA)

ในยามที่สถานการณ์ไม่แน่นอน ความสามารถในการคาดการณ์คือความมั่นคง และความมั่นคงเริ่มต้นจากการรักษาให้สินค้าสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างต่อเนื่อง” คริสตินา โรเก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม กล่าว

หนึ่งในลำดับความสำคัญเร่งด่วนคือการให้สัตยาบันใน ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางน้ำมันอาเซียน (ASEAN Petroleum Security Agreement :APSA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดกลไกการแบ่งปันน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมระหว่างประเทศสมาชิกในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติหรือการหยุดชะงักของอุปทาน

นอกจากนี้ อาเซียนยังตกลงที่จะหลีกเลี่ยงมาตรการจำกัดทางการค้า รวมถึงการสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่จำเป็น โดยโรเกอธิบายว่าการเสริมสร้าง FTA เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อฟิลิปปินส์และประเทศสมาชิก เพื่อรักษาอัตราภาษีศุลกากรพิเศษภายในกลุ่มภูมิภาคไว้

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน อาเซียนจะผลักดันโครงการ โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ด้วย “ความเร่งด่วนที่มากขึ้น” โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าของทั้ง 11 ประเทศสมาชิกเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้ภูมิภาคสามารถแบ่งปันทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับผลกระทบด้านพลังงานจากภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียนยังเห็นชอบร่วมกันในการปกป้องอุปทานพลังงานสำหรับบริการที่จำเป็น อาทิ ด้านสาธารณสุข ระบบฉุกเฉิน และสถานพยาบาลวิกฤต

แถลงการณ์ร่วมนี้จะถูกนำเสนอต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเซบู ในวันที่ 7-8 พฤษภาคมนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตอบสนองร่วมกันของภูมิภาคต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไป

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเตือนสงครามอาจฉุดการเติบโตภูมิภาค

การประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ของคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มาภาพ:เพจ Facebook ASEAN

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนระบุเมื่อวันศุกร์(1 พฤษาภาคม 2569) ว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก และอาจฉุดการเติบโตของภูมิภาคให้ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ

“เรามีความกังวลอย่างยิ่งต่อการหยุดชะงักในเส้นทางเดินเรือสำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีการขนส่งน้ำมันทางเรือและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกประมาณหนึ่งในสี่ และกว่า 80% มีปลายทางอยู่ในเอเชีย สถานการณ์ดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก กระตุ้นให้ราคาน้ำมันและ LNG ผันผวนต่อเนื่อง และทำให้ต้นทุนการขนส่ง ค่าประกันภัย และโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก” คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(Asean Economic Community Council:AECC) ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569

“เราตระหนักว่าผลกระทบจากแรงกระแทกดังกล่าวได้ลุกลามเกินกว่าตลาดพลังงาน ก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน”

“เพื่อลดการหยุดชะงักของการค้าพลังงาน เราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคงไว้ซึ่งเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยและเปิดกว้าง การรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือ และการผ่านช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย ไม่ถูกขัดขวาง และต่อเนื่องของเรือและอากาศยาน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลปี 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea)”

AECC มีหน้าที่ประสานการรวมตัวทางเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันมีนางคริสตินา โรเก รัฐมนตรีการค้าของฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่ประธาน เนื่องจากฟิลิปปินส์ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้

ในการแถลงข่าวออนไลน์เมื่อวันพฤหัสบดี นางโรเกระบุว่า รัฐมนตรีได้ให้คำมั่นจะรักษาการค้าให้เปิดกว้าง ท่ามกลางเสถียรภาพเศรษฐกิจอาเซียนที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านพลังงาน ต้นทุนโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร

“อาเซียนตกลงที่จะหลีกเลี่ยงมาตรการจำกัดการค้า รวมถึงการห้ามส่งออกสินค้าจำเป็น ในยามที่ความไม่แน่นอนสูง ‘ความคาดการณ์ได้’ คือเสถียรภาพ และเสถียรภาพเริ่มต้นจากการทำให้สินค้ายังคงเคลื่อนผ่านพรมแดนได้” นางโรเกกล่าว

“อาเซียนจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่อร่วมมือกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ในฐานะประธาน ฟิลิปปินส์ยังคงมุ่งมั่นให้การตอบสนองของเรามีความเป็นรูปธรรม ประสานกัน และมุ่งเน้นในสิ่งที่สำคัญที่สุด คือประชาชน”

ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่พุ่งสูงและส่งผลกระทบต่อระบบอาหาร รัฐมนตรีเรียกร้องให้เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ย และรับประกันความพร้อมของปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ พร้อมอ้างถึงแถลงการณ์ก่อนหน้าของรัฐมนตรีอาเซียนที่มุ่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการใช้โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม(Asean Plus Three Emergency Rice Reserve)

ที่ประชุมยังให้คำมั่นจะผลักดันข้อตกลงอาเซียน เช่น การปรับปรุงความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (Asean Trade in Goods Agreement :ATIGA) และแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (Asean Plan of Action for Energy Cooperation ) รวมถึงรับทราบข้อเสนอในการศึกษาการสำรองน้ำมันในระดับภูมิภาค

เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ รัฐมนตรีให้คำมั่นจะส่งเสริมการกระจายตลาดและแหล่งการลงทุน พร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงขนาดใหญ่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership :RCEP) และเร่งสรุปความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement )ภายในปีนี้

ที่ประชุมยังหารือถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และเรียกร้องมาตรการเฉพาะ เช่น การส่งเสริมระบบขนส่งที่ประหยัดพลังงานและแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

ในสภาวะแวดล้อมที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงขึ้น รัฐมนตรีระบุว่าจำเป็นต้องมีการตอบสนองเชิงนโยบายที่รวดเร็วและประสานกัน เพื่อคุ้มครองเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค

“การยกระดับการบูรณาการทางการค้าและการเงินในภูมิภาค ควบคู่กับการกระจายตลาดที่กว้างขึ้น จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียน” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ หากประเทศสมาชิกจำเป็นต้องใช้มาตรการฉุกเฉิน มาตรการดังกล่าว “ควรมีความเฉพาะเจาะจง ได้สัดส่วน โปร่งใส เป็นการชั่วคราว และไม่สร้างอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จำเป็น รวมถึงสอดคล้องกับกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) และกติกาของอาเซียน”

เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงและหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับมอบหมายให้ติดตามมาตรการสำคัญที่กำหนดจากการประชุมพิเศษ AECC และประเมินการพัฒนายุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคเพื่อรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง