‘ ค่าการตลาดน้ำมัน ‘ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้!

ข้อเท็จจริงเรื่อง ‘ค่าการตลาดน้ำมัน’  ทำไมไม่ใช่กำไรสุทธิ – ดูตัวเลขรายวันไม่ได้ เผยรายรับ 4-5% ของราคาขายปลีก หักต้นทุนแล้วเหลือกำไรสุทธิจริงๆแค่ 1%

ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ประเทศไทยไม่ต่างจากหลายประเทศทั่วโลกที่ประสบปัญหาสถานการณ์น้ำมันผันผวน ประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันจนปั้มไม่สามารถรองรับได้ และเมื่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก นำมาสู่ประเด็นต่างๆที่สังคมตั้งคำถาม หนึ่งในนั้นคือ ค่าการตลาด(Marketing Margin)

เชื่อว่าหลายคนเข้าใจว่า ค่าการตลาด คือ กำไรของบริษัทน้ำมันหรือเปล่า? บริษัทน้ำมันได้กำไรเนื้อๆ เน้นๆเลยหรือไม่?

ข้อเท็จจริงแล้ว ‘ค่าการตลาด’ ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่เป็นรายรับที่ยังไม่ได้หักค่าดำเนินการของบริษัทผู้ค้าน้ำมัน และ เจ้าของสถานีบริการ

ในโครงสร้างราคาน้ำมัน มีส่วนหนึ่งที่เรียกว่า ค่าการตลาด แต่ค่าการตลาดในที่นี้ไม่ได้ หมายถึงกำไรสุทธิของบริษัทน้ำมัน เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ค่าการตลาดคิดเป็นสัดส่วน  4-5% ของราคาขายปลีก หากหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ รวมถึงเงินลงทุนแล้ว  บริษัทผู้ค้าน้ำมันและเจ้าของสถานีบริการ เหลือเป็นกำไรสุทธิเพียง 1% เท่านั้น โดยค่าใช้ในการดำเนินงานดังกล่าวนี้จะประกอบไปด้วย

  • ค่าใช้จ่ายในส่วนของบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ได้แก่ ค่าขนส่งจากโรงกลั่นไปคลังน้ำมัน ค่าปฏิบัติการคลัง ค่าสารเติมแต่ง ค่าใช้จ่ายทางการเงินจากการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ค่าใช้จ่ายบริหารและการตลาด
  • ค่าใช้จ่ายในส่วนของเจ้าของสถานีบริการ ได้แก่ ค่าขนส่งจากคลังไปสถานีบริการ ค่าแรงงาน ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายบริหาร ค่าบำรุงรักษา และ ค่าเช่าที่ดิน-ก่อสร้างสถานีบริการ

ทำไมการพิจารณาค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันจึงไม่ควรดูเพียงข้อมูลรายวัน?

1.ความผันผวนของราคาน้ำมัน : ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงและผันผวนในทุก ๆ วัน แต่ราคาน้ำมันที่หน้าสถานีบริการในประเทศ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามได้ทันทีแบบรายวัน เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง และยังส่งกระทบต่อการคำนวณต้นทุนของบริษัทต่างๆ ที่ใช้น้ำมันในการดำเนินธุรกิจ

2.ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง : การดูข้อมูลเพียงวันใดวันหนึ่งจะไม่สามารถสะท้อนผลกระทบจากช่วงเวลาก่อนหน้าได้ ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงต้องพิจารณาจากค่าการตลาดสะสมทั้งในรูปแบบรายเดือน และรายปีควบคู่กันไป เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ตลอดช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง

3.ทำไมต้องคำนวณหาค่าเฉลี่ยรวมแบบถ่วงน้ำหนัก : ในแต่ละช่วงเวลาค่าการตลาดของน้ำมันแต่ละชนิด อาจมีทั้งตัวที่มีราคาสูงและตัวที่มีราคาต่ำสลับกันไป การพิจารณาที่เหมาะสมจึงควรดูจากค่าเฉลี่ยรวมแบบถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการขาย เพื่อให้ภาพรวมของค่าการตลาดอยู่ในกรอบที่ภาครัฐกำหนด

4.อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด : ในบางวันตัวเลขค่าการตลาดรายวันอาจดูสูงผิดปกติ เช่น ข้อมูล ณ วันที่ 26 มี.ค. 2569 ที่ระบุว่า ค่าการตลาดดีเซลรายวันสูงถึง 5.10 บาทต่อลิตร แต่เมื่อพิจารณาเป็น ค่าสะสมรายเดือนจะเหลือเพียง 0.92 บาทต่อลิตร และ สะสมรายปีอยู่ที่ 1.63 บาทต่อลิตร ซึ่งตัวเลขสะสมเหล่านี้ยังคงต่ำกว่ากรอบที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กำหนดไว้ที่ 2.00 บาทต่อลิตร อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในประเทศ จึงต้องดูเป็น Period ของค่าเฉลี่ย โดยพยายามให้ค่าการตลาดอยู่ภายในกรอบที่รัฐกำหนด  ตัวอย่างเช่น ค่าการตลาด สนพ. ณ วันที่ 26 มี.ค. 2569

อ้างอิงข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
ที่มา: https://www.eppo.go.th/index.php/th/petroleum/price/structure-oil-price

จากภาพประกอบ การพิจารณาค่าการตลาดรายวัน 1) อาจเห็นตัวเลขอยู่ในระดับสูง (ประมาณ 4–6 บาท/ลิตร) แต่ยังไม่สะท้อนผลกระทบจากช่วงเวลาก่อนหน้า จึงควรพิจารณาค่าการตลาดในภาพสะสม ทั้งรายเดือน  และรายปี ควบคู่กัน เพื่อสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง เช่น ถ้าพิจารณาค่าการตลาดดีเซล รายวันอยู่ที่ 5.10 บาท/ลิตร แต่เมื่อพิจารณาแบบสะสม รายเดือนอยู่ที่ 0.92 บาท/ลิตร และรายปี 1.63 บาท/ลิตร ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ ตามมติ กบง. ที่ 2.00 บาท/ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น ค่าการตลาด สนพ.จึงไม่ใช่ตัวเลขกำไรที่ผู้ค้าได้รับ แต่เป็นกลไกอีกส่วนหนึ่งที่ภาครัฐใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ใช้น้ำมันที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน………