ลืมชีวิตที่วางแผนไว้ เพื่อชีวิตที่รอเราอยู่

เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

เรามักถูกสอนว่า ถ้าเราวางแผนดีพอ ชีวิตจะประสบความสำเร็จ เราเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เลือกคณะเพื่อให้ได้งานที่มั่นคง ทำงานเพื่อไต่ระดับ เก็บเงินเพื่ออนาคต และหวังว่าสักวันหนึ่ง ชีวิตจะลงตัว

โครงสร้างนี้เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และมักจะทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ เพราะมันทำให้โลกที่ช่างซับซ้อน ดูควบคุมและจัดการได้ แต่ปัญหาคือ โลกไม่เคยเป็นแบบนั้นเลย

ประโยคของ Joseph Campbell ที่ว่า “We must be willing to let go of the life we planned so as to have the life that is waiting for us.” กำลังท้าทายความจริงดังกล่าว ชีวิตที่เราวางแผนไว้ มักไม่ใช่ชีวิตที่เราจะได้ใช้จริง และแผนที่ว่า อาจกำลังปิดประตูความเป็นไปได้มหาศาลของเราอยู่

โลกที่วางแผนไม่ได้อีกต่อไป

ในทางเศรษฐศาสตร์ นักคิดอย่าง John Maynard Keynes เคยเสนอแนวคิดเรื่อง “ความไม่แน่นอนแบบรากฐาน” (radical uncertainty) ซึ่งหมายถึงอนาคตที่ไม่เพียงแค่คาดเดายาก แต่เป็นอนาคตที่เรา “ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะคาดเดาอะไร” โลกยุคอุตสาหกรรมอาจเปิดโอกาสให้การวางแผนระยะยาวมีความหมาย เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจดูจะเป็นอะไรที่คาดเดาได้ ถ้าคาดการณ์ไว้ดีพอ อาชีพหนึ่งสามารถทำได้ตลอดชีวิต รายได้เติบโตตามลำดับขั้น และความเสี่ยงจำนวนมากสามารถคำนวณได้ แต่โลกปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น อุตสาหกรรมเกิดขึ้นและล่มสลายภายในเวลาไม่กี่ปี เทคโนโลยีเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว เส้นทางอาชีพไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป และวิกฤติระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด สงคราม หรือวิกฤติเศรษฐกิจ สามารถเปลี่ยนชีวิตคนทั้งรุ่นได้ในเวลาอันสั้น

ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ “แผนชีวิต” ไม่ได้ล้มเหลวเพราะเราวางไม่ดีพอ แต่เพราะมันถูกออกแบบมาสำหรับโลกอีกแบบหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่ง แนวคิดใน Behavioral Economics ก็ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่วางแผนอย่างมีเหตุผลอย่างที่เราคิด เราเต็มไปด้วยอคติทางความคิด เรามักมองโลกจากมุมมองที่เปี่ยมไปด้วยข้อจำกัด

นักจิตวิทยาอย่าง Daniel Kahneman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า planning fallacy แนวโน้มที่เราจะคาดการณ์ว่าอะไรๆ จะง่ายและเร็วเกินกว่าความเป็นจริง

ดังนั้น แผนชีวิตของเราอาจมีปัญหาสองชั้น ชั้นแรกคือโลกที่ไม่เสถียร ชั้นที่สองคือสมองที่ไม่แม่นยำ และเรากลับใช้สองสิ่งนี้ร่วมกันในการตัดสินใจเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต

ชีวิตในเชิงปริมาณ เมื่อทุกอย่างถูกทำให้เชื่อว่า วางแผนไว้ก่อนได้

สิ่งที่ทำให้การปล่อยแผนไปนั้นยากเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะแผนนั้นสำคัญ แต่เพราะมันผูกกับ “ตัวตน” ของเรา เราไม่ได้แค่บอกตัวเองว่า “ฉันจะเป็นหมอ” หรือ “ฉันจะเป็นนักเขียน” แต่เราสร้างเรื่องเล่า (narrative) ขึ้นมาว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้ และชีวิตของฉันควรเป็นแบบนี้” เมื่อแผนเริ่มไม่เป็นไปตามนั้น สิ่งที่สั่นคลอนจึงไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือ “ความเข้าใจที่เรามีต่อตัวเอง”

เราเริ่มตั้งคำถามว่า เราทำพลาดตรงไหน เราขาดอะไร หรือมากกว่านั้น เราคือใครกันแน่

ปัญหาคือ เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้ถูกประมวลผลตามชีวิตจริง เรายังคงใช้ภาพของตัวเองในอดีตมาตัดสินความเป็นจริงในปัจจุบัน

การปล่อยแผนไม่ใช่การยอมแพ้

ในทางปรัชญา นักคิดอย่าง Martin Heidegger มองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน เราไม่สามารถรู้อนาคตได้ ไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ และในที่สุดก็ต้องเผชิญกับความตาย

ความไม่แน่นอนจึงไม่ใช่ข้อผิดพลาดของระบบ แต่เป็น “เงื่อนไขพื้นฐานของการมีชีวิต” ในแนวคิดใกล้เคียงกัน Albert Camus เสนอว่า โลกไม่ได้มีความหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า มนุษย์จึงต้องสร้างความหมายขึ้นมาท่ามกลางความไร้เหตุผลของโลก

ถ้ามองผ่านเลนส์นี้ การปล่อยแผนไม่ใช่การล้มเหลว แต่คือการยอมรับว่า ชีวิตไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของเรา เราไม่ได้สูญเสียบางอย่าง เราเพียงแค่หยุดพยายามควบคุมสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเรา

เมื่อชีวิตยาวขึ้น แผนยิ่งสั้นลง

ในอดีต โครงสร้างชีวิตของมนุษย์ค่อนข้างชัดเจน เรียน ทำงาน เกษียณ เป็นลำดับที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่แน่นอน แต่เมื่ออายุขัยของมนุษย์ยาวขึ้น โครงสร้างนี้เริ่มไม่เพียงพอ นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Andrew J. Scott เสนอแนวคิด “multi-stage life” ซึ่งมองว่าชีวิตในอนาคตจะไม่ใช่เส้นตรง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านหลายช่วง

เราอาจต้องเรียนหลายครั้ง เปลี่ยนอาชีพหลายรอบ เริ่มต้นใหม่ในวัยที่เคยถูกมองว่าสายเกินไป ในบริบทนี้ แผนชีวิตแบบเดิมที่พยายามกำหนดทุกอย่างล่วงหน้า จึงยิ่งใช้ไม่ได้

เพราะชีวิตไม่ได้ยาวขึ้นในรูปแบบเดิม แต่ยาวขึ้นในรูปแบบที่ “ไม่แน่นอนมากขึ้น” และยิ่งเราพยายามยึดแผนเดียวไว้ตลอดชีวิต เรายิ่งเสี่ยงที่จะหลุดออกจากความเป็นจริง

ชีวิตที่รอเราอยู่ คือชีวิตที่เราไม่เคยวางแผน

คำว่า “ชีวิตที่รอเราอยู่” อาจฟังดูโรแมนติก แต่ในความเป็นจริง มันไม่ได้หมายถึงชีวิตที่ดีกว่า ง่ายกว่า หรือสวยงามกว่า มันอาจหมายถึงชีวิตที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้ ชีวิตที่เราอาจไม่เคยอยากเป็น หรือแม้แต่ชีวิตที่เราพยายามหลีกเลี่ยง

แต่เมื่อเราหยุดยึดกับแผนเดิม ในที่สุดแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ว่า เราควรวางแผนหรือไม่ แต่คือเราจะยึดแผนนั้นไว้แน่นแค่ไหน แผนอาจยังมีประโยชน์ ในฐานะเครื่องมือในการคิด ในการลองผิดลองถูก ในการตั้งทิศทาง แต่เมื่อแผนเริ่มไม่สอดคล้องกับชีวิต เราจำเป็นต้องมีความกล้าที่จะปล่อยมัน

การเติบโตอาจไม่ได้หมายถึงการทำตามแผนได้สำเร็จ แต่หมายถึงการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรเดินต่อ และเมื่อไหร่ควรเปลี่ยนเส้นทาง และหลายครั้งอาจถูกปฏิเสธ ความผิดหวัง และบาดแผลก็นำไปสู่ประตูบานใหม่ที่ยากจะคิดฝันไว้แต่แรก

ในโลกที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างแท้จริง การมีชีวิตที่ดีอาจไม่ใช่การควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด และยอมรับว่า บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต อาจไม่ใช่สิ่งที่เราวางแผนไว้เลยตั้งแต่แรก เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตที่รอเราอยู่ อาจไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบตามความหมายเดิมของเรา

ดังเช่นที่ Edward Abbey กล่าวไว้ว่า “May your trails be crooked, winding, lonesome, dangerous, leading to the most amazing view. ขอให้เส้นทางของคุณขรุขระ คดเคี้ยว เดียวดาย และอันตราย เพื่อนำคุณไปสู่ทิวทัศน์อันตระการตาตระการใจ”