ASEAN Roundup ประจำวันที่ 5-11 เมษายน 2569
- สิงคโปร์ประกาศชุดมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนรับมือวิกฤติพลังงาน
- ภาครัฐสิงคโปร์นำร่องมาตรการประหยัดไฟ ชวนธุรกิจ-ครัวเรือนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
- มาเลเซียเผชิญ “ช่วงวิกฤติ” เชื้อเพลิงภายในเดือนมิถุนายน
- อินโดนีเซียเตรียมใช้ไบโอดีเซล B50 เริ่ม 1 ก.ค.นี้ หวังลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า-เสริมความมั่นคงพลังงาน
- ฟิลิปปินส์อุดหนุนค่าน้ำมัน 10 เปโซต่อลิตรให้รถขนส่งสาธารณะ รับมือวิกฤติราคาน้ำมันโลก
- นายกฯ เวียดนามลั่น “วิกฤติเศรษฐกิจต้องไม่เกิดขึ้น” พร้อมสั่งคุมเข้มวินัยการคลังและสำรองพลังงาน
- เวียดนามเพิ่มสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเป็น 26 วัน ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก
- ลาวออก 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
สิงคโปร์ประกาศชุดมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนรับมือวิกฤติพลังงาน

รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศชุดมาตรการช่วยเหลือมูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อบรรเทาภาระให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในการแถลงต่อรัฐสภา
รองนายกรัฐมนตรี กัน คิม หยง เตือนชาวสิงคโปร์เตรียมรับมือ วิกฤติตะวันออกกลางจ่อกระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ฉุดค่าไฟ-ราคาอาหารพุ่งสูง โดยระบุว่าภาวะชะงักงันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ในเศรษฐกิจสิงคโปร์มากขึ้น และจะนำไปสู่การปรับสูงขึ้นของ “ค่าไฟฟ้าและราคาอาหาร”
ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นในสัปดาห์ต่อๆไป และอาจยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง
การแถลงนี้มีขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 และยังไม่มีความชัดเจนว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกจะกลับมาเปิดได้เมื่อใด
การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้เกิดการขาดแคลนอุปทานพลังงานทั่วโลก ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ รองนายกฯ กันระบุว่า “การถูกตัดขาดของอุปทานที่รุนแรงเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อน และถือเป็นภาวะชะงักงันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่การคว่ำบาตรน้ำมันในปี 2516 (1973 Oil Embargo)”
นอกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว การหยุดชะงักนี้ยังลามไปถึงผลิตภัณฑ์สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ปุ๋ย ซึ่งมีก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต (กระทบต่อต้นทุนอาหารและเกษตรกรรม) อลูมิเนียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตรถยนต์และเครื่องบิน
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและการจัดส่งเพิ่มขึ้นแล้ว และในที่สุดก็จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร สูงขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนทางธุรกิจและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความต้องการลดลง รองนายกรัฐมนตรีกัน ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมด้วย กล่าว
รองนายกฯ กัน คิม หยง ระบุว่า สำหรับภาคส่วนภายในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตที่ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ (Feedstock) โดยเฉพาะผู้ผลิตสารเคมี เช่น บริษัท PCS ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะจูร่ง (Jurong Island) ที่ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ไปแล้ว เนื่องจากภาวะอุปทานหยุดชะงัก
ในส่วนของภาคบริการ เช่น การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางน้ำ และการท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอุปสงค์จากภายนอกที่อ่อนตัวลง รองนายกฯ กันกล่าวเสริมว่า ภาคธุรกิจที่เน้นตลาดในประเทศ เช่น การค้าปลีก อาหาร และการขนส่งแบบจุดต่อจุด (Point-to-point transport) จะต้องเผชิญกับต้นทุนค่าสาธารณูปโภคและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเช่นกัน
นอกจากนี้ รองนายกฯ กันยังระบุว่า ชาวสิงคโปร์ควรเตรียมตัวรับการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าที่จะ “รุนแรงกว่าเดิมมาก” ในรอบถัดไป เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้าในรอบที่ผ่านมาสะท้อนราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของค่าไฟฟ้าที่ถูกควบคุมโดยรัฐ
รองนายกฯ กันกล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในไตรมาสต่อๆ ไปมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้ ในขณะที่ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นคาดว่าจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมของประเทศในปี 2569 สูงกว่าที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้านี้
“แรงกดดันเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนผ่านค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และเครื่องใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันที่แพงขึ้น” รองนายกฯ กันกล่าว “โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของพวกเขาหมดไปกับสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต”
นายเจฟฟรีย์ เซียว รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังอาวุโส กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่รอช้าในการดำเนินการ และจะออกมาตรการช่วยเหลือชุดเพิ่มเติมเพื่อเสริมจากที่เคยประกาศไว้ในงบประมาณประจำปี 2569
นายเซียว ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีเพื่อการบริหารสถานการณ์วิกฤติภายในประเทศ (Homefront Crisis Ministerial Committee) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือความท้าทายจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กล่าวต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลได้จัดทำ “ชุดมาตรการรับมือเบื้องต้นที่ครอบคลุมและมีนัยสำคัญ” เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานในครั้งนี้
“เรามี ‘แผนสำรองที่พร้อมใช้ทันที’ (Drawer plans) และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เราสามารถนำแผนเหล่านั้นมาปฏิบัติและดำเนินการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ทันทีหากสถานการณ์บีบบังคับ” นายเซียวกล่าว
ชาวสิงคโปร์จะได้รับคูปอง CDC มูลค่า 500 ดอลลาร์ เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมครึ่งปี โดยจะเริ่มแจกในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยจัดการกับภาระค่าครองชีพที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เดิมทีคูปองเหล่านี้มีกำหนดที่จะแจกจ่ายในเดือนมกราคม 2570 โดยจะมีอายุการใช้งานได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีดังกล่าว
นอกจากนี้ “เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อค่าครองชีพ” (Cost-of-Living Special Payment) จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 200 ดอลลาร์ สำหรับชาวสิงคโปร์ที่มีสิทธิ์ทุกคน ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีรายได้ประเมิน (Assessable Income) ไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปี และถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 1 แห่ง
ส่งผลให้ชาวสิงคโปร์ประมาณ 2.4 ล้านคน จะได้รับ “เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อค่าครองชีพ” โดยผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินรวมอยู่ระหว่าง 400 ถึง 600 ดอลลาร์ในช่วงเดือนกันยายนนี้
เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนทำงานที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด รัฐบาลจะดำเนินการจ่ายเงินสดจำนวน 200 ดอลลาร์ ให้แก่กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มที่ยังคงทำงานอยู่ (Active Platform Workers) รวมถึงคนขับรถเช่าส่วนบุคคลและคนขับรถแท็กซี่ ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้
แรงงานแพลตฟอร์ม คือ กลุ่มผู้ให้บริการอิสระที่รับงานผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัล
สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินเยียวยา จะต้องเป็นแรงงานแพลตฟอร์มที่มีรายได้สุทธิมากกว่า 500 ดอลลาร์ต่อเดือน จากงานส่งของหรือบริการรถรับจ้างสาธารณะ ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 โดยนับรวมรายได้จากทุกผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
คณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (CPF Board) จะดำเนินการจ่ายเงินให้แก่แรงงานเหล่านี้โดยอัตโนมัติ โดยอิงจากรายได้สุทธิที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มได้แจ้งไว้เมื่อครั้งนำส่งเงินสมทบ CPF
ช่องทางการรับเงิน คือ
- ผ่าน PayNow สำหรับผู้ที่ผูกบัญชี PayNow ด้วยเลขบัตรประชาชน (NRIC) ภายในวันที่ 30 เมษายน
- ผ่านระบบ GIRO สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ผูก PayNow แต่มีบัญชีธนาคาร (DBS, POSB, OCBC หรือ UOB) ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซต์ govbenefits จะได้รับเงินภายในวันที่ 11 พฤษภาคม
นายเซียวรับทราบถึงข้อเรียกร้องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายที่เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินหรือดีเซลแบบครอบคลุมทั้งระบบ แต่เขาระบุว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นวิธีการที่ “ไม่ตรงเป้า” (Too blunt) และอาจส่งผลในทางถดถอย (Regressive)
นายเซียวกล่าวเสริมว่า รัฐบาลต้องการรักษา “สัญญาณราคา” (Price signals) เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และในฐานะที่สิงคโปร์เป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด ประเทศควรปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนถึงความเป็นจริงของตลาด
รัฐบาลจะสนับสนุนเงินทุนชั่วคราว (Co-fund) เพื่อช่วยแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการขนส่งที่จำเป็นบางประเภท เพื่อให้บริการเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก ซึ่งรวมถึงการขนส่งสำหรับนักเรียน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
นอกจากนี้ รัฐบาลจะร่วมแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาน้ำมันสำหรับสัญญาจ้างของภาครัฐที่มีความสำคัญ (Critical government contracts) โดยเฉพาะในกรณีที่หากมีการล่าช้าหรือหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาเหล่านี้รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของรัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสาย Cross Island Line และโครงการก่อสร้างแฟลต HDB (Build-To-Order) แห่งใหม่ ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้ขยายมาตรการช่วยเหลือพื้นฐานภายใต้ “เงินทุนเพื่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน” (Energy Efficiency Grant) ซึ่งเดิมสนับสนุนธุรกิจเพียง 6 ภาคส่วน ให้ครอบคลุมทุกภาคอุตสาหกรรม และขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2571
มาตรการอื่นๆ ยังรวมถึงการเพิ่มอัตราการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax Rebate) สำหรับปีประเมิน 2569 จากเดิมร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 50 พร้อมทั้งขยายเพดานสิทธิประโยชน์รวมต่อบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 30,000 ดอลลาร์ เป็น 40,000 ดอลลาร์
สิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีการจ้างงานพนักงานท้องถิ่นอย่างน้อย 1 คน จะเพิ่มขึ้นจาก 1,500 ดอลลาร์ เป็น 2,000 ดอลลาร์ ขณะที่เพดานสิทธิประโยชน์รวมสูงสุดต่อบริษัทจะขยายจาก 30,000 ดอลลาร์ เป็น 40,000 ดอลลาร์ โดยบริษัทที่มีสิทธิ์จะได้รับความช่วยเหลือที่ปรับเพิ่มนี้ตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ในการแถลงงบประมาณ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลอว์เรนซ์ หว่อง ยังได้ประกาศเพิ่มวงเงินคืนค่าสาธารณูปโภค (U-Save rebates) เพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือนในด้านค่าใช้จ่ายส่วนนี้
ครอบครัวชาวสิงคโปร์ในแฟลตการเคหะ (Housing & Development Board:HDB) ที่มีสิทธิ์ จะได้รับเงินคืน U-Save เป็นจำนวน 1.5 เท่าของอัตราปกติ หรือสูงสุดไม่เกิน 570 ดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2569
โดยในเดือนเมษายน 2569 ครอบครัวชาวสิงคโปร์ในแฟลต HDB กว่า 1 ล้านครัวเรือน จะได้รับเงินคืน U-Save มูลค่าสูงสุด 190 ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟและค่าน้ำที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569
นอกจากนี้ ครัวเรือนที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินคืน U-Save อีกสูงสุด 190 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าสาธารณูปโภคที่จะ “รุนแรงกว่าเดิมมาก” ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569
สำหรับการจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินมาตรการเหล่านี้ นายเซียวระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินการภายใต้วงเงินที่ได้รับการอนุมัติในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย (Supply Act) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และจะขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม (Supplementary budget) จากรัฐสภาในภายหลัง
“สิ่งที่ชาวสิงคโปร์มั่นใจได้คือ การมีรัฐบาลที่มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี มีการสร้างเกราะป้องกัน (Buffers) ที่เพียงพอ คาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า และพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว” นายเซียวกล่าวปิดท้าย “เราจะทำให้มั่นใจเสมอว่า จะไม่มีชาวสิงคโปร์คนใดต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง”
ภาครัฐสิงคโปร์นำร่องมาตรการประหยัดไฟ ชวนธุรกิจ-ครัวเรือนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ภาครัฐของสิงคโปร์เตรียมดำเนินมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าภายในสถานที่ทำงานของรัฐ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงทั่วโลก
กระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Sustainability and Environment:MSE) และสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Agency:NEA) ระบุในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน ว่า ทุกกระทรวง กรม องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ได้รับคำสั่งให้ดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในสถานที่ทำงานของรัฐเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยยังคงต้องคำนึงถึงความสมดุลกับความต้องการด้านการดำเนินงานควบคู่กันไปด้วย
แถลงการณ์ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของ ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Resilience) สำหรับสิงคโปร์ ในวิดีโอแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2026 นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เรียกร้องให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนร่วมกันประหยัดพลังงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นผู้นำในความพยายามประหยัดพลังงานระดับชาตินี้ และจะยังคงให้การสนับสนุนเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง
มาตรการดังกล่าวรวมถึงมาตรการที่ต้องดำเนินการทันที (หากยังไม่ได้ปฏิบัติ) เช่น การใช้มาตรการ Go 25 สำหรับเครื่องปรับอากาศ (มาตรการ Go 25 หมายถึง การปรับการตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิอากาศโดยรอบภายในอาคารให้อยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า) การบริหารจัดการเวลาการทำงานของระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และลิฟต์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการถอดปลั๊กหรือปิดอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นเมื่อไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ จะเร่งการติดตั้งระบบประหยัดพลังงาน เช่น ไฟ LED และเซนเซอร์อัจฉริยะ พร้อมทั้งเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เช่น อุปกรณ์ที่มีเครื่องหมาย Highest tick ratings (เทียบได้กับ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” ของไทย)
เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนยังได้รับคำแนะนำให้ฝึกฝนนิสัยการประหยัดพลังงาน เช่น การปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ จอคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เมื่อไม่ใช้งาน
มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนเสริมจากข้อกำหนดที่มีอยู่ภายใต้โครงการ GreenGov.SG และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเป็นแบบอย่างที่ดีในความพยายามประหยัดพลังงานของชาติ
แถลงการณ์ระบุ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้เพื่อประหยัดพลังงาน โดยรัฐบาลขอเชิญชวนภาคธุรกิจ ครัวเรือน และบุคคลทั่วไป ดำเนินการตาม 5 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อประหยัดพลังงานและทรัพยากร ดังนี้
- ใช้พัดลมเพื่อความเย็น ใช้พัดลมเพื่อช่วยให้รู้สึกสบาย
- มาตรการ Go 25 ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 25°C หรือสูงกว่า การเพิ่มอุณหภูมิทุกๆ 1 องศา จะช่วยลดความต้องการพลังงานได้ประมาณ 10% หรือเปลี่ยนไปใช้พัดลมหลังจากเปิดเครื่องปรับอากาศไปได้สักระยะหนึ่ง
- ปิดสวิตช์ที่เต้ารับเมื่อไม่ใช้งาน อุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ เราเตอร์ และคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในโหมด “Standby” ยังคงใช้พลังงานเมื่อเสียบปลั๊กทิ้งไว้ การปิดสวิตช์ที่เต้ารับจะช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานโดยไม่จำเป็น
- เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟ เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมาย(Tick ratings) สูง เนื่องจากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในระยะยาว
- เลือกการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม:เดิน ปั่นจักรยาน และใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน
สำหรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน
ครัวเรือนและธุรกิจสามารถขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
- ครัวเรือนที่มีสิทธิ์ สามารถรับคูปอง Climate Vouchers มูลค่าสูงสุด 400 ดอลลาร์ ภายใต้โครงการ Climate Friendly Households Programme (CFHP) ฉบับปรับปรุง เพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
- ภาคธุรกิจ สามารถใช้สิทธิประโยชน์จากโครงการต่างๆ เช่น Energy Efficiency Grant (EEG) และ Resource Efficiency Grant for Emissions (REG(E)) เพื่อช่วยในการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการดำเนินงาน
แถลงการณ์ระบุว่าต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของประเทศ โดยทุกคนมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ ด้วยการร่วมมือกัน เราจะสามารถมั่นใจได้ว่าสิงคโปร์จะมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานระดับโลก พร้อมไปกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน
มาเลเซียเผชิญ “ช่วงวิกฤติ” เชื้อเพลิงภายในเดือนมิถุนายน

มาเลเซียคาดว่าจะเผชิญช่วงเวลาวิกฤติด้านการจัดหาพลังงานเชื้อเพลิงภายในเดือนมิถุนายนนี้ และรัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกด้านการจัดหาพลังงานเชื้อเพลิง จากการเปิดเผยของนายอักมัล นัสรุลลาห์ โมฮัด นาซีร์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ
นายอักมัล นัสรุลลาห์ระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการรับมือภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วโลกอันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการมองหาวัตถุดิบทางเลือกใหม่ รัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกด้านการจัดหาพลังงานเชื้อเพลิง
“เดือนมิถุนายนและกรกฎาคมจะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำให้มั่นใจว่า ประเทศจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอ”
“สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ต้องทำให้มั่นใจว่า ภาคอุตสาหกรรมของเราจะมีวัตถุดิบอื่นๆ เพียงพอด้วย รวมถึงวัตถุดิบที่ผลิตจากเชื้อเพลิง (น้ำมันและก๊าซ)”
“ขณะนี้เราเริ่มได้รับข้อร้องเรียนจากภาคธุรกิจแล้ว เช่น บริษัทบางแห่งได้รับวัตถุดิบเพียง 2 ตัน จากที่สั่งซื้อไว้ 10 ตัน” นายอักมัล นัสรุลลาห์ กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุมสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียน SMK Taman Pelangi พร้อมมอบความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569
นายอักมัล นัสรุลลาห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันทีเพื่อให้การจัดหาวัสดุต่างๆ รวมถึงยาและอุปกรณ์การแพทย์ ยังคงมีเสถียรภาพ
“ตัวอย่างเช่น ในการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ที่เดิมพึ่งพาเรซินเพียงอย่างเดียว เราอาจพิจารณาใช้โพลิเมอร์ที่มีวัสดุอื่นเป็นฐานแทนได้”
“อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องอาศัยการติดตามดำเนินการอย่างเร่งด่วนจากภาครัฐ รวมถึงการรับรองและการออกมาตรฐานวัสดุดังกล่าว” นายอักมัล นัสรุลลาห์กล่าว
นายอักมัล นัสรุลลาห์ยังระบุว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าสินค้าส่วนใหญ่ รวมถึงยาและอุปกรณ์การแพทย์ ล้วนพึ่งพาน้ำมันและก๊าซในฐานะปัจจัยการผลิตสำคัญ ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
“เมื่อเชื้อเพลิงกลายเป็นองค์ประกอบต้นทุนการผลิต ก็ย่อมส่งผลต่อต้นทุนสินค้า และท้ายที่สุดกระทบต่อราคาสินค้าเหล่านั้น” นายอักมัล นัสรุลลาห์กล่าว
ในเรื่องนี้ รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสถานการณ์ด้านอุปทานอย่างละเอียด และจัดมาตรการแทรกแซงโดยเร่งด่วน เพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานยังคงมีเสถียรภาพ
ก่อนหน้านี้ ดาโต๊ะ สรี ดร.ซุลเคฟลี อาหมัด รัฐมนตรีสาธารณสุข เปิดเผยว่า กระทรวงกำลังติดตามสถานการณ์ราคายาและอุปกรณ์การแพทย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 40% จากวิกฤติราคาพลังงานโลกและปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
อินโดนีเซียเตรียมใช้ B50 เริ่ม 1 ก.ค.นี้ หวังลดพึ่งน้ำมันนำเข้า-เสริมความมั่นคงพลังงาน

อินโดนีเซียเตรียมนำมาตรการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 มาใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 หลังผลการทดสอบต่อเนื่องเกือบ 6 เดือนออกมาเป็นที่น่าพอใจ นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีพลังงานอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันจันทร์(6 เมษายน 2569)
ไบโอดีเซล B50 เป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) 50% และน้ำมันดีเซลจากฟอสซิล 50% โดยได้ผ่านการทดลองใช้งานในหลายภาคส่วน ทั้งเครื่องจักรหนัก เรือ รถไฟ และรถบรรทุก
“ขั้นตอนสุดท้ายใกล้แล้ว และจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม” นายลาฮาดาเลียกล่าว พร้อมระบุว่า นโยบายดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ด้วยการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มการใช้ทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ
นายลาฮาดาเลียกล่าวว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ล่าสุดในตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความเสี่ยงของประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นหลัก
“หากไม่มีการกระจายแหล่งพลังงาน ความมั่นคงด้านพลังงานของเราจะเปราะบาง เราต้องพึ่งพาทรัพยากรของเราเอง” นายลาฮาดาเลียกล่าว
ปัจจุบัน อินโดนีเซียบังคับใช้มาตรการ B40 ซึ่งเป็นการผสมไบโอดีเซลจากปาล์ม 40% กับดีเซลปิโตรเลียม 60%
รัฐมนตรีพลังงานระบุว่า โครงการ B40 ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ถึง 3.3 ล้านกิโลลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 38.88 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ข้อมูลภาครัฐระบุว่า ในปี 2568 อินโดนีเซียใช้ไบโอดีเซลรวม 14.2 ล้านกิโลลิตร สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 13.5 ล้านกิโลลิตร หรือคิดเป็น 105.2%
การขยับสู่ B50 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก
รัฐบาลประเมินว่า นโยบาย B50 จะช่วยลดการใช้น้ำมันฟอสซิลได้ราว 4 ล้านกิโลลิตรต่อปี
นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดงบอุดหนุนพลังงานได้สูงถึง 48 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 2.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตามการเปิดเผยก่อนหน้านี้ของนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานเศรษฐกิจ
ด้านบริษัทพลังงานแห่งชาติ PT Pertamina ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการดำเนินนโยบาย ทั้งในด้านการจัดหาและกระจายเชื้อเพลิง
อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ขยายการใช้ไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และรักษาเสถียรภาพความต้องการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การเริ่มใช้ B50 จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มั่นใจว่าปริมาณอุปทานมีเสถียรภาพ และทุกภาคส่วนมีความพร้อมทางเทคนิค โดยจะมีการประเมินผลเพิ่มเติมในระยะแรกเพื่อเฝ้าติดตามประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินงานจริง
ฟิลิปปินส์อุดหนุนค่าน้ำมัน 10 เปโซต่อลิตรให้รถขนส่งสาธารณะ รับมือวิกฤติราคาน้ำมันโลก

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสารสาธารณะในอัตรา 10 เปโซต่อลิตร เป็นระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ อาร์. มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (9 เมษายน 2569)
ในสารผ่านวิดีโอ นายมาร์กอสระบุว่า รถโดยสารแต่ละคันจะได้รับสิทธิ์อุดหนุนสูงสุดไม่เกิน 150 ลิตรต่อสัปดาห์
โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในเขตมหานครมะนิลาตั้งแต่สัปดาห์หน้า โดยเริ่มต้นที่ถนน Commonwealth Avenue ก่อนขยายไปยังเส้นทางสายหลักอื่น ๆ ได้แก่ Quezon Avenue, Espana, Zapote, E. Bonifacio, Rizal Avenue และ Marcos Highway
มาตรการอุดหนุนนี้จะดำเนินการผ่านสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับการรับรอง และอยู่ภายใต้การกำกับตรวจสอบของกระทรวงพลังงาน เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ์ในทางที่ผิด
“เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะเราไม่ได้เพียงช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งเท่านั้น แต่ยังช่วยสกัดการปรับขึ้นราคาสินค้าอาหารและสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ด้วย” ประธานาธิบดีกล่าว
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานของรัฐบาล หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมัน รวมถึงความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
นายมาร์กอสกล่าวว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือการคุ้มครองทั้งแรงงานภาคขนส่งและผู้บริโภค จากผลกระทบเป็นลูกโซ่ของต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์เคยดำเนินโครงการเงินช่วยเหลือค่าน้ำมันในรูปแบบเงินสดมาแล้ว และขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มเพิ่มเติม
นายกฯ เวียดนามลั่น “วิกฤติเศรษฐกิจต้องไม่เกิดขึ้น” พร้อมสั่งคุมเข้มวินัยการคลังและสำรองพลังงาน

นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึงแถลงต่อสมาชิกสมัชชาแห่งชาติเมื่อวันพฤหัสบดี (9 เมษายน 2569) ที่ผ่านมา ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดความไม่มั่นคงหรือวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม โดยจะใช้วินัยทางการเงินการคลังที่เข้มงวดและเตรียมมาตรการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเชิงรุก
นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง นำเสนอรายงานประเมินผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจและสังคมในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ของรัฐบาล ในการประชุมสมัยแรกของสมัชชาแห่งชาติชุดที่ 16 ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569
นายกฯ เล ระบุว่าสถานการณ์โลกมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งจากการปรับเปลี่ยนนโยบายของหลายประเทศ ความขัดแย้งทางทหารที่รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
แม้จะมีความท้าทายดังกล่าว เวียดนามยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในระดับสองหลัก (Double-digit) ในปีนี้ รัฐบาลจะระดมและใช้ทรัพยากรทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตนี้
โดยมีมาตรการหลักดังนี้
- เพิ่มรายได้งบประมาณ ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และเพิ่มเงินออมให้มากกว่าร้อยละ 10
- ลดรายจ่าย ตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำลงอีกร้อยละ 5
- แก้ปัญหาคอขวด เร่งดำเนินการโครงการที่ล่าช้าสะสมมานานให้แล้วเสร็จ
เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำประเด็นดังนี้
- การประหยัดพลังงาน เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า
- ยุทธศาสตร์สำรองพลังงาน เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์สำรองพลังงานแห่งชาติให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
- พลังงานนิวเคลียร์ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประยุกต์ใช้พลังงานนิวเคลียร์
- คลังน้ำมันสำรอง แผนสร้างระบบจัดเก็บน้ำมันดิบขนาดใหญ่ เพื่อรักษาปริมาณสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 90 วัน
เวียดนามเพิ่มสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเป็น 26 วัน ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก

นายเล มานห์ ฮุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เปิดเผยว่า เวียดนามได้ปรับเพิ่มการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิม 15 วัน เป็นประมาณ 26 วัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
ในการรายงานต่อสมัชชาแห่งชาติเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 รัฐมนตรีระบุว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดเชื้อเพลิงของเวียดนาม ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องนำแผนรับมือที่ยืดหยุ่นมาใช้ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบห่วงโซ่อุปทาน (Resilience)
ความต้องการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมดของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 26.2 ล้านลูกบาศก์เมตร/ตันในปี 2568 และคาดว่าจะพุ่งสูงเกิน 28 ล้านในปี 2569
ปัจจุบัน ความต้องการในประเทศประมาณร้อยละ 70 ได้รับการตอบสนองจากการผลิตภายในประเทศโดยโรงกลั่นน้ำมันดุงกว๊าต (Dung Quat) และโรงกลั่นน้ำมันหงีเซิน (Nghi Son) ขณะที่อีกร้อยละ 30 ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารวมทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป พบว่าเวียดนามยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึงประมาณร้อยละ 70 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญอย่างมากของการมีสำรองทางยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves)
รัฐบาลได้กำหนดให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด โดยยึดตามเสาหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การสร้างความมั่นใจว่ามีอุปทานเพียงพอ (Ensuring sufficient supply) การรักษาระบบการกระจายสินค้าไม่ให้หยุดชะงัก (Maintaining uninterrupted distribution) และการรับประกันว่าประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงพลังงานได้ (Guaranteeing accessibility)
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินมาตรการหลายด้าน รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงกลั่นให้สูงสุด การฟื้นฟูโรงงานแปรรูปเอทานอลและมันสำปะหลัง และการปรับปรุงเครือข่ายการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน ระบบการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงของเวียดนามประกอบด้วย ผู้ค้ารายใหญ่ 26 ราย, ผู้จัดจำหน่าย 245 ราย และสถานีค้าปลีก (ปั๊มน้ำมัน) ประมาณ 17,200 แห่งทั่วประเทศ
ตามการรายงานของรัฐมนตรี ความพยายามเหล่านี้ช่วยให้เวียดนามสามารถรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและหลีกเลี่ยงภาวะหยุดชะงักได้ แม้จะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงทั่วโลก
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเวียดนามยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยอยู่ที่ประมาณ 23,000–24,000 ด่องต่อลิตร (ประมาณ 32-34 บาท) เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.3 ดอลลาร์ต่อลิตร (ประมาณ 47 บาท)
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา จีน ไทย และฟิลิปปินส์ ราคาน้ำมันของเวียดนามมีความสามารถในการแข่งขันและมีเสถียรภาพมากกว่า ในขณะที่บางประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมันหรือต้องใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับวิกฤต
มองไปข้างหน้า เวียดนามมีแผนที่จะลดการพึ่งพาพลังงานปฐมภูมิ (Primary Energy) จากการนำเข้าลงจากร้อยละ 43.9 ให้เหลือประมาณร้อยละ 30 ภายในปี 2573 ผ่านการปรับยุทธศาสตร์พลังงานแห่งชาติให้ทันต่อสถานการณ์
นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณาปรับปรุงกลไกเชิงนโยบายให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการมอบอำนาจในการตัดสินใจที่เบ็ดเสร็จและรวดเร็วยิ่งขึ้นให้แก่ “นายกรัฐมนตรี” เพื่อให้สามารถรับมือต่อความผันผวนของตลาดได้อย่างทันท่วงที
การปรับเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้าง “ความยืดหยุ่นทางพลังงาน” (Energy Resilience) ของเวียดนาม และเป็นการรับประกันเสถียรภาพท่ามกลางตลาดโลกที่ทวีความไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
ลาวออก 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

รัฐบาล สปป.ลาว ได้กำหนด 5 มาตรการเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การประกันความมั่นคงด้านเชื้อเพลิง การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า การควบคุมราคา การปราบปรามการค้าที่อยู่นอกระบบ และการเข้มงวดกำกับดูแลกิจการเหมืองแร่
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ได้มีการประชุมหารือระดับสูงที่กระทรวงการคลังเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมีนายสันติพาบ พมวิหาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม
นายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้นำรัฐวิสาหกิจ และผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมรวมกว่า 60 คน
การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งเลขที่ 40/PM ลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 ซึ่งกำหนดให้มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้นเพื่อรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงเพื่อดำเนินการตามมติการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดที่ 10 นัดแรก
สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นการผลักดันมติของรัฐบาลไปสู่มาตรการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้น ความต้องการไฟฟ้าและทางเลือกด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าที่ผันผวน การค้าผิดกฎหมายหรือนอกระบบ และการทำเหมืองที่ขาดการควบคุม ล้วนสร้างแรงกดดันต่อครัวเรือน ภาคธุรกิจ และรายได้ของรัฐ
ในด้านการจัดหาเชื้อเพลิง รัฐบาลจะให้ความสำคัญอันดับแรกกับการรับประกันว่าภาคเกษตรกรรมและการผลิตอาหารจะมีเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งปรับปรุงระบบนำเข้าและกระจายสินค้า แก้ไขปัญหาคอขวด และเพิ่มการติดตามตรวจสอบปริมาณสำรองเชื้อเพลิงทั่วประเทศ
สำหรับนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า จะเน้นการนำเข้ารถ EV ที่มีคุณภาพ การกำหนดราคาที่เป็นธรรม และแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า การใช้ EV ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนด้านระบบขนส่งยั่งยืน และเปิดโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ
ที่ประชุมยังเรียกร้องให้มีการควบคุมราคาสินค้าทั้งจำเป็นและฟุ่มเฟือย ปราบปรามการค้าผิดกฎหมายและการค้านอกระบบอย่างจริงจัง รวมถึงเข้มงวดกฎระเบียบด้านเหมืองแร่ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและให้มั่นใจว่ารัฐได้รับรายได้จากผู้ประกอบการเหมืองอย่างครบถ้วน
การค้านอกระบบ รวมถึงการค้าข้ามพรมแดนที่ไม่ได้รับอนุญาต ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าผันผวนและรัฐสูญเสียรายได้
เจ้าหน้าที่ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการกับกิจกรรมเหมืองแร่ผิดกฎหมายและที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายจังหวัด โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มการกำกับดูแลให้เข้มแข็ง บังคับใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด และเรียกคืนรายได้ของรัฐที่สูญเสียไป
นายสันติพาบเรียกร้องให้ทุกกระทรวงเพิ่มความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างในการใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีความรับผิดชอบ
พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นหาทางออกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของประชาชน
เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า แนวทาง 5 มาตรการเร่งด่วนนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ สร้างความยั่งยืนทางการคลัง และเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ยังดำเนินอยู่ต่อเนื่อง



