1721955
ปล่อยตัวไปอย่างสวยงามเมื่อวันที่ 1 เมษายน ไม่กี่วันมานี้เอง ณ ฐานปล่อยจรวด Launch Complex 39B ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ในเวลา 18.35.12 ช่วงหัวค่ำตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐซึ่งตรงกับตีห้าครึ่งของวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายนในบ้านเรา ขณะที่บ้านเรากำลังปวดหัวกับราคาน้ำมันที่พุ่งพรวด โดยไม่มีใครได้สังเกตว่าสงครามอวกาศได้ประกาศศึกขึ้นแล้วอย่างเงียบเชียบ ผ่านภารกิจ Artemis II
แม้จะมีโครงการอวกาศมากมายทั้งจากสหรัฐเอง และประเทศต่าง ๆ จนปัจจุบันมีกว่า 70 ประเทศที่มีหน่วยงานอวกาศเป็นของตนเอง ซึ่งรวมถึงไทยด้วย หน่วยงานหลักที่เป็นหัวหอกด้านอวกาศของไทยคือ GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) โดยทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่าง NARIT (สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ) และกลุ่ม Thai Space Consortium (TSC)
แต่หากนับเฉพาะโครงการที่เคยส่งยานไปสำรวจดาวดวงอื่นก็จะมี 1.กลุ่ม Big 5 + 1 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (NASA): ไปมาแล้วเกือบทุกดวงในระบบสุริยะ ปัจจุบันเน้น Artemis (ดวงจันทร์) และรถโรเวอร์บนดาวอังคาร, รัสเซีย (Roscosmos): มีประวัติยาวนานกับดาวศุกร์และดวงจันทร์ ปัจจุบันเน้นโครงการ Luna เพื่อกลับไปดวงจันทร์, จีน (CNSA): มาแรงที่สุด ปัจจุบันมีรถโรเวอร์บนดวงจันทร์ และดาวอังคาร และกำลังจะปล่อย Chang’e 7 ไปขั้วใต้ดวงจันทร์ในปีนี้ (2026), อินเดีย (ISRO): ประสบความสำเร็จในการลงจอดขั้วใต้ดวงจันทร์ (Chandrayaan-3) และมีโครงการไป ดาวอังคาร กับ ดาวศุกร์, ญี่ปุ่น (JAXA): เชี่ยวชาญการลงจอดแม่นยำและการเก็บตัวอย่างดาวเคราะห์น้อย ล่าสุดคือภารกิจ SLIM (ดวงจันทร์) และกำลังมุ่งหน้าไปดวงจันทร์ของ ดาวอังคาร (MMX ปี 2026), สหภาพยุโรป (ESA): เป็นกลุ่มประเทศ (22-23 ประเทศ) ที่ลงขันกันทำภารกิจ เช่น BepiColombo (ไปดาวพุธ ร่วมกับญี่ปุ่น) และ JUICE (ไปดาวพฤหัสบดี)
2.กลุ่ม “New Players” (ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ไปถึงแล้ว) คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ส่งยาน Hope ไปโคจรรอบดาวอังคารสำเร็จ และมีโครงการส่งรถโรเวอร์ไปดวงจันทร์, เกาหลีใต้ (KARI): ส่งยาน Danuri ไปโคจรรอบดวงจันทร์ สำเร็จ และกำลังพัฒนาโครงการลงจอดในอนาคต
แต่จริง ๆ แล้วจนถึงเดี๋ยวนี้ ไกลที่สุดที่มนุษย์เคยไปมา คือ ดวงจันทร์ มนุษย์ไม่เคยไปไกลกว่านี้ และจนถึงเดี๋ยวนี้ มีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่เคยส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์มาจริง ๆ จนถึงตอนนี้มีทั้งหมด 24 คน (บางคนไปมากกว่า 1 ครั้ง) แต่คนที่เคยเหยียบพื้้นผิวดวงจันทร์มีเพียง 12 คน (เพราะคนที่เหลือต้องบังคับยานเพื่อเดินทางกลับ) และจนถึงเดี๋ยวนี้มีภารกิจเพียง 9 ภารกิจที่เคยไปถึงดวงจันทร์ได้สำเร็จในช่วงปี 1968-1972 ครั้งสุดท้ายคือ อพอลโล 17 เมื่อปี 1972 อันเป็นเวลา 53 ปีมาแล้วที่มนุษย์ยังไม่เคยกลับไปดวงจันทร์อีกเลยจนกระทั่งโครงการ “อาร์ทิมิส” นี้
ภาพการปล่อยยานอาร์ทิมิส II
แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้เราอาจต้องย้อนเล่าที่มาและอาจต้องลากยาวถึงมหากาพย์ปัญหาระหว่างประเทศที่กลายมาเป็น“การแข่งขันการทางอวกาศยุคใหม่” (New Space Race) ที่ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นแน่ชัดอย่างในช่วงสงครามเย็น (Cold War Space Race ระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตในช่วงปี 1957-1975) แต่โดยภาพรวมนักวิเคราะห์มักมองว่าเริ่มก่อตัวจริงจังในราวช่วงทศวรรษที่ 2000-2010 และชัดเจนมากขึ้นหลังปี 2015 เป็นต้นมา
เมื่อปี 2003 จีนส่งมนุษย์ไปอวกาศได้สำเร็จด้วยยานเสินโจว 5 แล้วตามมาด้วยการส่งยานฉางเอ๋อ 3 ไปลงจอดดวงจันทร์ได้สำเร็จในปี 2013 ก่อนที่ในปี 2019 จีนจะลงจอดยานด้านไกลของดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรกของโลก แถมในช่วงทศวรรษ 2020 จีนยังมีสถานีอวกาศเทียนกง ที่มีลักษณะเป็นยานโมดูล คือส่ง “เทียนเหอ” โมดูลหลักขึ้นสู่วงโคจรในปี 2021 มีมนุษย์ขึ้นไปอยู่ในภารกิจ เสินโจว-12 ในปีเดียวกันนั้น ก่อนที่จะค่อย ๆ ต่อโมดูล “เหวินเทียน” และ “เม่งเทียน” จนครบกลายเป็นสถานีอวกาศสมบูรณ์ในปี 2022
แล้วศึกก็ระอุขึ้นซึ่งจุดเริ่มต้นจริง ๆ น่าจะเกิดขึ้นเมื่อ NASA ถูกสั่งห้ามร่วมงานกับจีน ซึ่งออกเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการโดยรัฐสภาสหรัฐ อันมีเบื้องหลังที่เข้มข้นทั้งในแง่การเมืองและความมั่นคง ผู้จุดชวนวนสำคัญคือ ส.ส. แฟรงก์ วูลฟ์ ในขณะนั้น เขาเป็นประธานคณะอนุกรรมการที่ดูแลด้านงบประมาณของ NASA ได้ผลักดันข้อบัญญัติที่เรียกกันว่า Wolf Amendment (การแปรญัตติข้อแก้ไขวูล์ฟ หรือ กฎหมายวูล์ฟ) ที่ห้ามไม่ให้ NASA และสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (OSTP) ร่วมมือ หรือแบ่งบันข้อมูล หรือทำข้อตกลงใดใด ในระดับทวิภาคีกับหน่วยงานรัฐบาลจีน หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับจีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส
ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการที่ฝั่งสหรัฐยกเป็นข้ออ้างคือ 1.ความมั่นคงระดับชาติ สหรัฐกังวลเรื่องการจารกรรมทางไซเบอร์และการขโมยเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งอาจถูกนำไปพัฒนาเป็นเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) 2. สิทธิมนุษยชน ส.ส.แฟรงก์ วูล์ฟ และกลุ่มการเมืองในสหรัฐต้องการกดดันจีนในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมองว่าการร่วมงานอวกาศคือการให้การยอมรับและเสริมสร้างบารมีให้กับรัฐบาลจีน 3.การทดสอบอาวุธในอวกาศ ในปี 2007 จีนได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธทำลายดาวเทียมของตัวเอง (Anti-satellite missile test) ซึ่งสร้างขยะอวกาศมหาศาลและทำให้สหรัฐมองว่าจีนมีท่าทีที่คุกคามในห้วงอวกาศ
กฎหมายนี้ส่งผลกระทบทันทีทำให้เกิดการถูกกีดกันจาก สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้นักบินอวกาศจีน ไม่ได้รับอนุญาต ให้ขึ้นไปบน ISS เพราะกฎหมายนี้สั่งห้ามไม่ให้ NASA ต้อนรับหรือร่วมงานกับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลจีน ทำให้จีนสร้างหนทางของตัวเอง คือแทนที่การแบนจะทำให้โครงการอวกาศจีนชะงัก แต่มันกลับเป็นแรงผลักดันให้จีนสร้าง “สถานีอวกาศเทียนกง (Tiangong)” ของตนเองขึ้นมา และพัฒนาโครงการ “ฉางเอ๋อ” จนประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
สถานีอวกาศเทียนกงของจีน
บรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดนี้ ทำให้เคยมีเหตุการณ์ในปี 2013 ที่นักวิจัยชาวจีนถูกสั่งห้ามเข้าร่วมประชุมวิชาการของ NASA จนเกิดการประท้วงและบอยคอตจากนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเอง เพราะมองว่าเป็นการกีดกันทางวิชาการเกินกว่าเหตุ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันล่าสุดในปีนี้ กฎหมาย Wolf Amendment ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แม้ว่าในช่วงปี 2024-2026 จะเริ่มมีเสียงเรียกร้องจากนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มให้ผ่อนปรน เพื่อให้ NASA สามารถเข้าถึงข้อมูลหินดวงจันทร์ที่ยานฉางเอ๋อเก็บกลับมาได้ ซึ่งถือเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่ามาก แต่ในเชิงการเมืองและการทหาร สหรัฐยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดในอวกาศ พูดง่าย ๆ คือ ความไม่ไว้ใจกันเป็นกำแพงที่ขวางกั้นความร่วมมือนี้ไว้ และมันได้เปลี่ยนโฉมหน้าจากการร่วมมือกันสำรวจอวกาศ กลายเป็นการแข่งขัน (Space Race) อย่างเต็มรูปแบบระหว่างสองขั้วอำนาจในศตวรรษที่ 21
แต่สหรัฐไม่ได้มีเรื่องแค่กับจีน เพราะยังมีศัตรูเก่าอย่างรัสเซีย (พันธมิตรโลกสังคมนิยมสำคัญกับจีน) ทำให้เกิดดราม่าเรื่อง “ทางขึ้น” หรือการเดินทางไปสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่ตั้งอยู่ในฝั่งของรัสเซีย เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อวกาศที่ตึงเครียดและเต็มไปด้วยวาทะทางการเมืองที่เผ็ดร้อนที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปี 2014 และพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2022 เหตุการณ์นี้มีจุดเริ่มต้นจาก “การผูกขาด” และจบลงด้วย “การประชดประชัน” ระหว่างมหาอำนาจ
คลิปแสดงการเชื่อมต่อยานโซยุสกับสถานีนานาชาติ ISS
ยุคผูกขาด: “แท็กซี่อวกาศ” ของรัสเซีย (2011–2020)
หลังจากสหรัฐปลดเกษียณกระสวยอวกาศ (Space Shuttle) ในปี 2011 NASA ก็ไม่มีกระสวยเป็นของตัวเองอีกเลย ทำให้ต้องง้อรัสเซียเพียงชาติเดียวในการส่งนักบินขึ้นไป ISS ซึ่งข้อเสียเปรียบคือ ค่าโดยสารมหาโหด รัสเซีย (Roscosmos) ค่อย ๆ ปรับราคาค่าตั๋วยาน โซยูซ (Soyuz) สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 20 ล้านเหรียญ พุ่งไปถึงกว่า 90 ล้านเหรียญสหรัฐต่อที่นั่ง และ อำนาจต่อรอง รัสเซียรู้ดีว่าสหรัฐไม่มีทางเลือกอื่น จึงใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
ชนวนดราม่า “สปริงบอร์ด” ของ ดมิทรี โรโกซิน (2014) ชื่อนี้คือนักการเมืองชาตินิยมสุดโต่งชาวรัสเซียที่มีบทบาทสำคัญและเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของวลาดิเมียร์ ปูติน โดยเขามีประวัติการทำงานในตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่ง อาทิ สมาชิกวุฒิสภา, อดีตผู้อำนวยการใหญ่ของ Roscosmos (หน่วยงานด้านอวกาศของรัสเซีย) ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2022, เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในช่วงปี 2011 ถึง 2018, แถมยังเคยเป็นเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำ NATO ตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2011 ด้วย
เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อรัสเซียเข้าแทรกแซงคาบสมุทรไครเมีย (พื้นที่พิพาทที่ยูเอ็นรับรองว่าเป็นของยูเครน แต่รัสเซียอ้างสิทธิ์และยึดครองมาตั้งแต่ปี 2014) ทำให้สหรัฐเริ่มออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมถึงกระทบต่ออุตสาหกรรมอวกาศบางส่วน
เวลานั้นโรโกซินเป็นรองนายก (ต่อมาเป็นผู้อำนวยการ Roscosmos) ได้ทวีตประชด NASA อย่างเจ็บแสบว่า “หลังจากวิเคราะห์การคว่ำบาตรต่ออุตสาหกรรมอวกาศของเรา ผมขอแนะนำให้สหรัฐส่งนักบินอวกาศไป ISS โดยใช้ ‘สปริงบอร์ด’ (นัยว่า “กระโดดดึ๋ง ๆ ขึ้นไปเองแล้วกันเนอะ”)” ทวีตนี้สร้างความโกรธเคืองและเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐเร่งโครงการ Commercial Crew Program เพื่อให้เอกชน SpaceX และ Boeing สร้างยานเองให้เร็วที่สุด
การโต้กลับของ อีลอน มัสก์ (2020)
เมื่อ SpaceX ทำสำเร็จและส่งนักบินอวกาศขึ้นไป ISS ด้วยยาน Crew Dragon ได้เป็นครั้งแรกในปี 2020 อีลอน มัสก์ ได้กล่าวในช่วงแถลงข่าวหลังภารกิจสำเร็จสั้น ๆ แต่เจ็บลึกว่า “The trampoline is working! (สปริงบอร์ดใช้งานได้แล้วนะ)” ถือเป็นการปิดตำนานการง้อตั๋วยาน Soyuz ของรัสเซียอย่างเป็นทางการ
FYI: สุญญกาศและสงครามประสาท อ่านถึงตรงนี้ผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพได้แล้วว่าทำไมสงครามบนดินจึงเป็นตัวเร่งสำคัญสำหรับสงครามอวกาศ และถ้าสังเกตดี ๆ ก็จะพบว่าช่วงว่างระหว่างโพสต์ของโรโกซิน จนถึงการตอบโต้ของมัสก์ มันกินเวลายาวนานถึง 6 ปี ช่วง 6 ปีระหว่างปี 2014 ถึง 2020 คือช่วงที่ NASA ตกที่นั่งลำบากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะต้องเผชิญกับทั้ง “ความล้มเหลวทางเทคนิค” และ “สงครามประสาททางการเมือง”
สุญญากาศนี้เองทำให้เกิดการก้าวขึ้นมาของ “Commercial Crew Program” หลังคำสบประมาทเรื่อง “สปริงบอร์ด” ของโรโกซิน NASA ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทุ่มสุดตัวให้กับภาคเอกชน โดยในปี 2014 นั้นเอง NASA ได้ประกาศผู้ชนะการประมูล 2 รายหลักคือ SpaceX พัฒนายาน Crew Dragon (งบประมาณ 2.6 พันล้านเหรียญ) และ Boeing พัฒนายาน CST-100 Starliner (งบประมาณ 4.2 พันล้านเหรียญ) ซึ่ง NASA ตั้งเป้าว่าจะส่งนักบินให้ได้ภายในปี 2017 แต่ความจริงกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เนื่องจากปัญหาเทคนิคและอุบัติเหตุ กลายเป็นความล่าช้าที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งสองบริษัทเจออุปสรรคหนักที่ทำให้โครงการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก SpaceX เจอวิกฤติจรวด Falcon 9 ระเบิดคาฐานปล่อยในปี 2016 (ภารกิจ Amos-6) ทำให้ต้องหยุดชะงักเพื่อหาสาเหตุ และในปี 2019 ยาน Crew Dragon ลำที่จะใช้ทดสอบดันเกิดระเบิดระหว่างการทดสอบระบบดีดตัว ทำให้ต้องรื้อระบบกันยกใหญ่ ส่วนค่าย Boeing เจอซอฟต์แวร์รวนในการทดสอบบินแบบไร้คนขับปี 2019 จนเกือบเสียยานไป ทำให้ต้องกลับไปแก้ไขระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งล่าช้ามาจนถึงทุกวันนี้
ฟากรัสเซียช่วงนั้นกลายเป็นยุคทองของ “Soyuz” ทำให้รัสเซียรับทรัพย์อ่วม ในช่วง 6 ปีนี้ รัสเซียคือ “ผู้คุมกฎ” อวกาศเพียงผู้เดียว รัสเซียฉวยโอกาสนี้ปรับค่าตั๋วเช่าที่นั่งยาน Soyuz สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนแตะระดับ 86-90 ล้านเหรียญ 6 ปีนี้ถือเป็นช่วงที่น่าอึดอัดที่สุดในประวัติศาสตร์อวกาศสหรัฐ เพราะต้องพึ่งพาคนที่กำลังคว่ำบาตรอยู่ตลอดเวลา
ภาพสาธิต Crew Dragon ครั้งแรก
วิกฤติสงครามยูเครน (2022) คำขู่เรื่อง “ISS ตกใส่โลก”
ดราม่ากลับมาเดือดทะลุปรอทอีกครั้งเมื่อรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 สหรัฐประกาศคว่ำบาตรขั้นรุนแรง โรโกซิน คนเดิมออกมาขู่ฟ่อผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ถ้ารัสเซียถอนตัว ใครจะช่วยประคอง ISS ไม่ให้ตกใส่แผ่นดินอเมริกาหรือยุโรป? เพราะส่วนที่เป็นเครื่องยนต์ควบคุมระดับวงโคจร (Propulsion) เป็นของรัสเซีย” เรื่องนี้นับว่าบ้าบอมาก เพราะสถานีอวกาศมีขนาด 109 เมตร คูณ 73 เมตร หรือความใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอลมาตรฐานหนึ่งสนาม คิดดูว่าถ้ามันตกใส่ผืนแผ่นดินจะเป็นอย่างไร เขายังทวีตวิดีโอตัดต่อล้อเลียนโชว์ภาพโมดูลรัสเซียแยกตัวออกจาก ISS แล้วทิ้งนักบินอวกาศอเมริกันไว้เบื้องหลัง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวนักบินอวกาศอย่างมากในตอนนั้น
สถานะปัจจุบัน (2026) แม้จะมีการขู่ขนาดไหน แต่ความจริงในอวกาศคือ “เราแยกกันลำบาก” ทั้งสองประเทศยังคงมีการแลกที่นั่ง (Seat Swap) ปัจจุบัน NASA และ Roscosmos ยังคงมีการแลกที่นั่งกันอยู่ (นักบินสหรัฐไปกับ Soyuz หรือ นักบินรัสเซียไปกับ SpaceX) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนของทั้งสองชาติอยู่บนสถานีเสมอหากเกิดเหตุฉุกเฉิน รัสเซียประกาศแผนจะถอนตัวจาก ISS หลังปี 2028 เพื่อไปสร้างสถานีของตัวเอง (ROSS) หรือไปร่วมกับจีน ขณะที่ ISS เองก็มีแผนจะปลดเกษียณในปี 2030 โดยใช้ยานของ SpaceX ลากลงมาเผาไหม้ในมหาสมุทร
FYI: เหตุผลที่ต้องมีการ “แลกที่นั่ง” การที่ต้องมีทั้งคนอเมริกันและรัสเซียอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของมิตรภาพหรือการเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความปลอดภัย” และ “ข้อจำกัดทางเทคนิค” ที่แยกกันไม่ออก
1. สถานี ISS ถูกออกแบบมาให้ “พึ่งพากัน” (Interdependence) สถานี ISS ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นก้อนเดียว แต่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ต้องทำงานประสานกันตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนของรัสเซีย (Russian Orbital Segment) รับหน้าที่หลักในการขับเคลื่อนและการควบคุมระดับวงโคจร รวมถึงระบบพยุงชีพบางส่วน ส่วนของสหรัฐ (US Orbital Segment)รับหน้าที่หลักในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ และระบบสื่อสารหลักกับพื้นโลก หากขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปสถานีจะทำงานไม่ได้ ถ้าไม่มีไฟฟ้าจากสหรัฐระบบของรัสเซียจะดับ และถ้าไม่มีเครื่องยนต์จากรัสเซีย สถานีจะค่อย ๆ ตกเลื่อนระดับลงมาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก
2. ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (System Expertise) ระบบคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมของทั้งสองฝั่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นักบินอวกาศอเมริกันถูกฝึกมาให้ซ่อมแซมและดูแลระบบไฟฟ้าและแล็บวิจัยของฝั่งตะวันตก นักบินอวกาศรัสเซียถูกฝึกมาให้ดูแลระบบเครื่องยนต์และถังเชื้อเพลิงของฝั่งรัสเซีย การมีคนของทั้งสองชาติอยู่ด้วยกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าหากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้, แอมโมเนียรั่ว หรือระบบควบคุมวงโคจรขัดข้อง จะมีผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่รู้วิธีจัดการกับโมดูลนั้น ๆ อยู่หน้างานทันที
3. นโยบายประกันความปลอดภัย (Safe Return Policy) นี่คือสาเหตุหลักของการแลกที่นั่ง หากเราส่งนักบินสหรัฐขึ้นไปด้วยยาน SpaceX ทั้งหมด และนักบินรัสเซียขึ้นด้วยยาน Soyuz ทั้งหมด แล้วเกิดเหตุการณ์ที่ยานรุ่นใดรุ่นหนึ่งถูกสั่งระงับบิน (Grounded) เนื่องด้วยปัญหาทางเทคนิคหรืออุบัติเหตุ จะทำให้นักบินชาตินั้น ๆ ติดค้างอยู่บนอวกาศ หรือไม่มีคนขึ้นไปเปลี่ยนผลัดได้ การแลกที่นั่งคือการการันตีว่า “อย่างน้อยจะมีคนอเมริกัน 1 คน บนยานรัสเซีย” และ “มีคนรัสเซีย 1 คน บนยานสหรัฐ” เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าในทุกเที่ยวบินจะมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายขึ้นไปดูแลระบบที่ตนเองเชี่ยวชาญได้ครบถ้วน ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองบนโลกจะเป็นอย่างไรก็ตาม
4. การบริหารจัดการแบบไร้พรมแดน ในทางปฏิบัติบน ISS นักบินอวกาศทำงานเป็นทีมเดียวกัน การมีคนจากทั้งสองชาติช่วยให้การประสานงานกับศูนย์ควบคุมภารกิจใน ฮิวสตัน (สหรัฐ) และ มอสโก (รัสเซีย) เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและคำสั่งในการปรับระดับสถานีหรือการทำภารกิจนอกตัวยาน (Spacewalk) อยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามสถานี ISS กำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของภารกิจ โดยมีแผนการปลดระวางและแผนการสร้างสถานีใหม่ที่ชัดเจนดังนี้
1. การปลดระวาง ISS ปี 2030 NASA และพันธมิตรส่วนใหญ่ (ยกเว้นรัสเซียที่อาจถอนตัวเร็วกว่านั้น) ตกลงที่จะปฏิบัติภารกิจบน ISS ไปจนถึงปี 2030 และในต้นปี 2031 NASA ได้จ้างบริษัท SpaceX ให้สร้างยานพิเศษที่เรียกว่า U.S. Deorbit Vehicle (USDV) เพื่อทำหน้าที่ “ลาก” สถานี ISS ที่มีน้ำหนักมหาศาลลงมาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก โดยส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณที่เรียกว่า Point Nemo อันเป็นจุดที่ห่างไกลจากแผ่นดินมากที่สุดในโลก
2. สถานีใหม่ของสหรัฐ เปลี่ยนจาก “รัฐสร้าง” เป็น “เอกชนสร้าง” ในยุคหลัง ISS สหรัฐจะไม่สร้างสถานีอวกาศขนาดใหญ่ที่รัฐเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวแบบเดิมอีกต่อไป แต่ NASA จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้เช่าบริการจากสถานีอวกาศของบริษัทเอกชนแทน โดยโครงการนี้เรียกว่า Commercial LEO Destinations (CLD)
ปัจจุบันมี 3 โครงการหลักที่กำลังแย่งกันเป็นผู้สืบทอด ISS คือ 1. Axiom Station โดยบริษัท Axiom Space เริ่มจากการส่งโมดูลไปเสียบต่อกับ ISS ก่อนในปี 2026 นี้ เมื่อ ISS ปลดระวาง โมดูลของ Axiom จะแยกตัวออกมาเป็นสถานีอวกาศอิสระ สถานีนี้เน้นการวิจัยเชิงพาณิชย์และอาจถึงขั้นให้บริการเป็นโรงแรมอวกาศในอนาคต 2.Orbital Reef โดยบริษัท Blue Origin ร่วมกับ Sierra Space คาดว่าจะพร้อมใช้งานช่วง ปี 2027-2030 มีเป้าหมายเพื่อจะสร้างนิคมธุรกิจในอวกาศ สำหรับการวิจัย การผลิตสินค้าในสภาวะไร้น้ำหนัก และการท่องเที่ยว และ 3. Starlab โดยบริษัท Voyager Space และ Airbus คาดว่าจะปล่อยตัวในปี 2028 เน้นขนาดกะทัดรัดแต่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากหน่วยงานรัฐทั่วโลกแทนที่ ISS
3. สถานีเกตเวย์ (Lunar Gateway) สถานีอวกาศแห่งอนาคต นอกเหนือจากสถานีรอบโลก (LEO) สหรัฐกำลังสร้างสถานีอวกาศลำใหม่ที่สำคัญที่สุดในโครงการ Artemis คือ Lunar Gateway โคจรรอบดวงจันทร์ เริ่มส่งโมดูลแรกขึ้นไปในช่วงปี 2027-2028 ทำหน้าที่เป็นหน้าด่านสำหรับนักบินอวกาศที่จะเดินทางลงไปเหยียบดวงจันทร์ และเป็นจุดแวะพักสำหรับภารกิจไปดาวอังคารในอนาคต
ภาพตัวอย่างสถานีดวงจันทร์ในอนาคต
นี่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากยุค “รัฐสวัสดิการอวกาศ” ไปสู่ยุค “อวกาศเชิงพาณิชย์” อย่างเต็มตัว อันทำให้ปีนี้เป็นปีทองและคึกคักมากสำหรับโครงการอวกาศสหรัฐ
1. สถิติการปล่อยจรวดที่พุ่งทะยาน (SpaceX Effect) ปี 2026 คือปีที่มนุษยชาติทำสถิติส่งวัตถุขึ้นสู่อวกาศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ความถี่ที่น่าตกใจในปี 2025 ที่ผ่านมา SpaceX ปล่อยจรวดไปถึง 170 ครั้ง (เฉลี่ยทุก 2 วัน!) และในปี 2026 นี้เป้าหมายยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน (2016) ทั้งโลกปล่อยจรวดรวมกันเพียงแค่ประมาณ 80-90 ครั้งต่อปีเท่านั้น แต่ปีนี้แค่บริษัทเดียวก็ทำมากกว่าทั้งโลกในอดีตหลายเท่าแล้ว
2. สงครามบนดิน คือ “ตัวเร่ง” สงครามบนฟ้า สงครามในยูเครนและตะวันออกกลางพิสูจน์ให้ทุกประเทศเห็นว่า “ใครคุมอวกาศได้ คือผู้ชนะ” ระบบ GPS, อินเทอร์เน็ตดาวเทียม (Starlink), และภาพถ่ายดาวเทียมแบบ Real-time กลายเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด ตอนนี้โลกกลับเข้าสู่สภาวะ Space Race 2.0 ระหว่าง สหรัฐฯ vs จีน อย่างเต็มตัว สหรัฐ ต้องรีบส่ง Artemis II ไปดวงจันทร์ (เมื่อไม่กี่วันก่อน) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ ส่วนจีนเองก็มีแผนส่งยาน Chang’e 7 ไปขั้วใต้ดวงจันทร์ในปีนี้เช่นกัน เมื่อเกิดการแข่งขัน งบประมาณจากรัฐบาลจึงถูกอัดฉีดเข้ามามหาศาลแม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน
3. ยุคแห่งการทำกำไรจากอวกาศ (Commercial Era) เมื่อก่อนอวกาศเป็นเรื่องของการสำรวจ ที่ทำต้องละลายเงินอย่างเดียว แต่ปี 2026 คือยุคของธุรกิจ ปีนี้เครือข่าวอินเทอร์เนตอวกาศ Starlink มีผู้ใช้งานพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้ SpaceX ต้องปล่อยจรวดถี่ยิบเพื่อวางเครือข่ายให้ครอบคลุมโลก และการไปดวงจันทร์รอบนี้ไม่ใช่แค่ไปเหยียบแล้วกลับ แต่ไปเพื่อค้นหาทรัพยากร เช่น น้ำแข็งและแร่ธาตุ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่
4. เทคโนโลยีมาถึงจุดเปลี่ยน จรวดใช้ซ้ำได้ (Reusable Rockets) อันเป็นเทคโนโลยีของ SpaceX ทำให้ค่าส่งจรวดถูกลงจาก หลายพันล้านเหลือเพียงไม่กี่สิบล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทเอกชนรายย่อยเริ่มส่งดาวเทียมของตัวเองได้ และ Starship V3 ยานรุ่นใหม่ที่จะทดสอบระบบในเดือนหน้านี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้การขนส่งของไปอวกาศทำได้ทีละ 100 ตัน ซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์
โครงการเหมืองบนดวงจันทร์
แหล่งทรัพยากรใหม่
การที่หลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐ และจีน กำลังเร่งเครื่องไปดวงจันทร์ในปี 2026 นี้ ไม่ใช่แค่การไปเพื่อปักธงเหมือนสมัยก่อน แต่เป้าหมายหลักคือการไปทำเหมือง และยึดครองทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่หาไม่ได้บนโลก หรือหาได้ยากมาก และนี่คือสรุปสิ่งที่ค้นพบบนดวงจันทร์ที่เป็นทรัพยากรเปลี่ยนโลก
1. น้ำแข็ง “ทองคำขาวแห่งอวกาศ” นี่คือการค้นพบที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกประเทศถึงจ้องจะลงจอดที่ขั้วใต้ (South Pole) ของดวงจันทร์ น้ำแข็งคาดว่ามีอยู่ตามก้นหลุมอุกกาบาตที่มืดมิดตลอดกาล (Permanently Shadowed Regions) ซึ่งเย็นจัดจนน้ำแข็งไม่ระเหย ทำไมถึงสำคัญก็เพราะมันใช้ดื่มและอุปโภคได้ สำหรับนักบินอวกาศในฐานทัพถาวร ใช้ทำเชื้อเพลิงก็ได้ ถ้าเราสามารถแยกน้ำ (H2O) ออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงจรวดสำหรับการไปดาวอังคารต่อ ก็จะทำให้ดวงจันทร์กลายเป็นปั๊มน้ำมันกลางอวกาศ
2. ฮีเลียม-3 (Helium-3) “พลังงานสะอาดไร้ขีดจำกัด” บนโลกเราแทบไม่มีฮีเลียม-3 เลย แต่บนดวงจันทร์มีการสะสมของไอโซโทปนี้จากลมสุริยะมานับพันล้านปี ความสำคัญของมันคือเชื้อเพลิงในฝันสำหรับ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น ประสิทธิภาพที่เชื่อกันว่าฮีเลียม-3 เพียง 25 ตัน (ประมาณรถบรรทุก 1 คัน) สามารถผลิตไฟฟ้าให้สหรัฐใช้ได้ทั้งประเทศเป็นเวลา 1 ปีเต็ม โดยไม่มีกากกัมมันตรังสีอันตรายเลย
FYI: การสกัด ฮีเลียม-3 ยังคงเป็นความท้าทายระดับมหากาพย์ เพราะมันไม่ได้อยู่เป็นก้อนหรือเป็นของเหลว แต่หัวใจสำคัญคือมันแทรกตัวอยู่ในฝุ่น ซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยากมากและกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา คือ ต้องใช้วิธีการสกัดแบบการคั่วฝุ่น (Thermal Extraction) ฮีเลียม-3 เกาะติดอยู่กับผิวของ เรโกลิธ (Regolith) หรือฝุ่นดวงจันทร์ด้วยพันธะที่ค่อนข้างอ่อน วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ความร้อน เริ่มจากรถขุดเหมืองจะตักฝุ่นดวงจันทร์ขึ้นมาแล้วส่งเข้าเตาอบ ซึ่งต้องใช้ความร้อนประมาณ 600°C – 700°C เพื่อให้ก๊าซฮีเลียม-3 หลุดออกจากเม็ดฝุ่น แต่ความท้าทายคือฝุ่นดวงจันทร์มีสัดส่วนของฮีเลียม-3 น้อยมาก เฉลี่ย 10 ส่วนในพันล้านส่วน หรือ 10 ppb หมายความว่าเราต้องคั่วฝุ่น 100 ล้านตัน เพื่อให้ได้ฮีเลียม-3 เพียง 1 ตัน
เทคโนโลยีที่ใช้ในปี 2026 ตอนนี้บริษัทสตาร์ทอัพอย่าง Interlune และ Black Moon Energy กำลังพัฒนาเครื่องจักรเฉพาะทาง Robotic Harvesters หุ่นยนต์อัตโนมัติที่ทำหน้าที่เหมือนเครื่องดูดฝุ่นยักษ์ ขับเคลื่อนไปตามพื้นผิวที่แสงแดดส่องถึง เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการต้มฝุ่นโดยตรง ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า In-situ Processing คือต้องสกัดกันบนดวงจันทร์เลย เพราะเราไม่สามารถขนฝุ่นหนัก ๆ กลับโลกมาสกัดได้ เราจะขนกลับเฉพาะก๊าซฮีเลียม-3 ที่สกัดมาได้แล้วในรูปของถังของเหลวเย็นจัด (Cryogenic)
สกัดได้แล้วเอาไปใช้ยังไง? นี่คือจุดที่ยากที่สุด เพราะฮีเลียม-3 จะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชัน ที่รองรับมันได้ ความคืบหน้าปี 2026 บริษัท Helion Energy เพิ่งประกาศความสำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เครื่องต้นแบบ Polaris สามารถทำอุณหภูมิพลาสม่าได้ถึง 150 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับที่ต้องใช้เผาไหม้ฮีเลียม-3 แล้ว ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องใช้ฮีเลียม-3? ก็เพราะมันให้พลังงานสะอาดแบบ Aneutronic คือแทบไม่มีรังสีนิวตรอนที่เป็นอันตรายออกมาเลย ทำให้เตาปฏิกรณ์ปลอดภัยและมีอายุการใช้งานนานกว่าเตาฟิวชันแบบปกติ แต่คำถามต่อมาคือ คุ้มหรือไม่ ในปี 2026 นี้ เรากำลังเจอวิกฤติฮีเลียมขาดแคลนบนโลกเนื่องจากปัญหาการขนส่งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาฮีเลียมพุ่งสูงขึ้นมาก ฮีเลียม-3 ปริมาณ 1 ตัน มีมูลค่าทางพลังงานเทียบเท่ากับน้ำมันประมาณ 130 ล้านบาร์เรล ถ้าคิดเป็นตัวเลขกลม ๆ ฮีเลียม-3 หนึ่งตันอาจมีมูลค่าสูงถึง 3,000 – 5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคุ้มค่าพอที่จะส่งยานอวกาศไปขนกลับมา
สรุปคือในทางทฤษฎีทำได้ แต่ทางปฏิบัติเราต้องสร้างโรงงานเคลื่อนที่ขนาดยักษ์บนดวงจันทร์ และต้องรอให้เตาฟิวชันบนโลกเสร็จสมบูรณ์ (ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงปี 2028-2030) ซึ่งถ้าวันหนึ่งมนุษย์สกัดฮีเลียม-3 ได้สำเร็จ เราจะกลายเป็นอารยธรรมที่ไม่มีวันขาดแคลนพลังงานอีกต่อไป
3. แร่ธาตุหายาก (Rare Earth Elements – REE) และ KREEP นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหินประเภทหนึ่งที่เรียกว่า KREEP [ย่อมาจาก Potassium (K), Rare Earth Elements (REE), และ Phosphorus (P)] ความสำคัญของแร่ธาตุหายากเหล่านี้จำเป็นมากในการผลิตสมาร์ทโฟน, รถยนต์ไฟฟ้า, และเทคโนโลยีการทหารชั้นสูง และนี่คือความกังวลว่าจะถูกผูกขาด เพราะปัจจุบันจีนครองตลาดแร่เหล่านี้บนโลกเกือบทั้งหมด การค้นพบแหล่งใหม่บนดวงจันทร์จึงเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติในระดับสูง
4. พลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่เคยหลับใหล บริเวณที่เรียกว่า Peaks of Eternal Light บนขั้วใต้ดวงจันทร์ เป็นจุดที่แสงแดดส่องถึงเกือบตลอด 24 ชั่วโมง ความสำคัญของจุดนี้คือจะกลายเป็นสถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดมหึมา เพื่อส่งพลังงานให้ฐานทัพและเหมืองแร่บนดวงจันทร์ทำงานได้โดยไม่มีวันหยุด
คลิป อาร์ทิมิสเดินทางไปกลับจากโลกสู่ดวงจันทร์
โครงการ Artemis
วกกลับมาที่หัวใจหลัก โครงการ Artemis เป็นมหากาพย์การกลับไปดวงจันทร์ที่สถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ธันวาคม 2017 เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามใน Space Policy Directive 1 อันเป็นคำสั่งทางนโยบายให้อวกาศสหรัฐมุ่งเป้ากลับไปส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์อีกครั้ง ชื่อ “Artemis” ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลังเมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 โดย NASA เลือกชื่อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ซึ่งเป็นฝาแฝดของ Apollo เพื่อสื่อถึงการสืบทอดเจตนารมณ์จากยุค 60s
โครงการนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการรวบรวมและปรับปรุงเศษเสี้ยวของโครงการในอดีตที่เคยถูกยกเลิกไป มรดกจากอดีต คือ ยาน Orion และจรวด SLS (Space Launch System) จริง ๆ แล้วพัฒนาต่อเนื่องมาจากโครงการ Constellation (ยุคบุช) ที่ถูกยกเลิกไปในยุคโอบามา NASA จึงนำเทคโนโลยีที่พัฒนาค้างไว้มาปัดฝุ่นและตั้งเป้าหมายใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
แต่โครงการนี้ต่างจากยุค Apollo ที่ยุคนั้นรัฐทำเองเกือบหมด ทว่าอาร์ทิมิสใช้วิธีจ้างบริษัทเอกชน เช่น SpaceX หรือ Blue Origin ให้สร้างยานลงจอด (Human Landing System) เพื่อลดงบประมาณและเพิ่มความรวดเร็ว มีการลงนาม Artemis Accords เพื่อดึงประเทศต่าง ๆ (รวมถึงไทย) มาร่วมสร้างมาตรฐานการสำรวจอวกาศร่วมกัน
ทำไมต้องกลับไปตอนนี้? เหตุผลหลักมี 3 ประการ 1.การสร้างฐานที่มั่นถาวร (Sustainability) ยุค Apollo เราไปเพื่อ เหยียบและเก็บหิน แล้วกลับ แต่ Artemis ไปเพื่ออยู่ยาว เราต้องการสร้างสถานีอวกาศ Gateway โคจรรอบดวงจันทร์ และสร้างฐานบนพื้นผิวเพื่อขุดหาน้ำแข็งมาทำเป็นเชื้อเพลิงและออกซิเจน ไปสู่การทำเหมืองในอนาคต
และนี่คือก้าวย่างสู่ดาวอังคาร (Moon to Mars) ดวงจันทร์คือสนามฝึกซ้อมที่ดีที่สุด ถ้ามนุษย์จะไปดาวอังคาร เราต้องทดสอบเทคโนโลยีการใช้ชีวิตในอวกาศลึกบนดวงจันทร์ให้ชัวร์ก่อน เพราะถ้ามีปัญหาที่ดวงจันทร์ ใช้เวลาเดินทางกลับโลกแค่ 3 วัน แต่ถ้าไปดาวอังคารต้องใช้เวลาเป็นปี
ความเท่าเทียมและการเมืองโลก NASA ประกาศชัดเจนว่าภารกิจนี้จะส่งผู้หญิงคนแรก และนักบินอวกาศสีผิวคนแรก ไปเหยียบดวงจันทร์ เพื่อแสดงความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์ และเพื่อยืนยันความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ ท่ามกลางการผงาดขึ้นมาของโครงการอวกาศจีน
คลิป ฉางเอ๋อเดินทางไปกลับจากโลกสู่ดวงจันทร์
โครงการ Chang’e
โครงการ CLEP (Chinese Lunar Exploration Program) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ฉางเอ๋อ” (Chang’e) ของจีน เป็นโครงการที่มี “ปรัชญา” และ “จังหวะก้าว” ที่แตกต่างจากของสหรัฐอย่างชัดเจน ดังนี้
1. ปรัชญาการทำงาน: “กระโดดไกล” vs “ก้าวทีละขั้น” Artemis เน้นความอลังการและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต่อยอดจากยุค Apollo โดยดึงพลังของภาคเอกชนมาร่วมขับเคลื่อน เป้าหมายคือการสร้างสถานีอวกาศ Gateway โคจรรอบดวงจันทร์ และส่งมนุษย์ไปอยู่แบบถาวรเพื่อเป็นทางผ่านไปดาวอังคาร ส่วน CLEP ใช้กลยุทธ์ก้าวเดินอย่างมั่นคง จีนแบ่งเฟสชัดเจนมาก เริ่มจากโคจรรอบ ในฉางเอ๋อ 1- ไปสู่การลงจอดรถโรเวอร์ ในฉางเอ๋อ 3-4 และเก็บตัวอย่างกลับโลกในฉางเอ๋อ 5-6 ซึ่งจีนทำสำเร็จตามแผนเป๊ะทุกขั้นตอน โดยไม่รีบร้อนส่งคนไปจนกว่าหุ่นยนต์จะสำรวจจนมั่นใจ
2. ความสำเร็จที่จีนนำหน้าไปก่อน แม้สหรัฐจะเคยส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์มากกว่าครึ่งศตวรรษที่แล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน จีนมีผลงานที่โดดเด่นกว่าในบางมิติ เช่น จีนเป็นชาติแรกและชาติเดียวในโลกที่ส่งยานฉางเอ๋อ 4 ไปลงจอดบนด้านมืดของดวงจันทร์สำเร็จ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สื่อสารกับโลกยากมาก, การเก็บตัวอย่างจากขั้วใต้ในภารกิจ ฉางเอ๋อ 6 เมื่อปี 2024 ประสบความสำเร็จในการเก็บหินจากแอ่งขั้วใต้ดวงจันทร์กลับมาได้ ซึ่งเป็นจุดที่ NASA กำลังตั้งเป้าจะไปใน Artemis III หนำซ้ำจีนส่งยานไปดวงจันทร์แทบจะทุก ๆ 2-3 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ เว้นช่วงไปนานและเพิ่งกลับมาเริ่มต้นใหม่กับ Artemis
3. การส่งมนุษย์: “2026” vs “2030” นี่คือจุดที่ทั่วโลกกำลังจับตามองมากที่สุด Artemis พยายามจะส่งมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในภารกิจ Artemis III ซึ่งกำหนดการล่าสุดขยับไปอยู่ที่ประมาณปลายปี 2026 หรือ 2027 ส่วน CLEP ตั้งเป้าส่งนักบินอวกาศจีน (Taikonauts) ไปเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2030 โดยตอนนี้กำลังพัฒนาจรวด Long March 10 และยานลงจอดรุ่นใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจีนอาจจะทำได้เร็วกว่ากำหนดการเดิม
4. พันธมิตรโลก “Artemis Accords” vs “ILRS” เกิดการแบ่งขั้วทางการเมืองอวกาศอย่างเห็นได้ชัด ฝั่งสหรัฐมีข้อตกลง Artemis Accords ซึ่งมีอีกกว่า 40 ประเทศเข้าร่วมรวมถึงไทย เน้นความร่วมมือกับชาติพันธมิตรตะวันตกและเอกชน ฝั่งจีนร่วมกับรัสเซียสร้างโครงการ ILRS (International Lunar Research Station) ซึ่งเป็นแผนสร้างฐานวิจัยถาวรบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยมีชาติอย่าง ปากีสถาน อียิปต์ และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วม ซึ่งไทยเองก็มีอุปกรณ์ไปกับฉางเอ๋อ 7 ในฝั่งนี้ด้วย
สรุปการเปรียบเทียบ Artemis (สหรัฐ) กับ Chang’e (จีน)
สถานะปัจจุบัน สหรัฐ: ส่งคนไปอ้อมดวงจันทร์แล้ว (Artemis II) / จีน: เก็บตัวอย่างกลับโลกสำเร็จหลายครั้ง (ฉางเอ๋อ 5-6)
เป้าหมายหลัก สหรัฐ: สร้างสถานี Gateway และไปดาวอังคาร / จีน: สร้างฐานวิจัยถาวรบนพื้นผิว (ILRS)
จุดเด่น สหรัฐ: พลังจากเอกชน และประสบการณ์เก่า / จีน: ความแม่นยำของหุ่นยนต์ และความต่อเนื่องของงบประมาณ
เป้าหมายเหยียบดวงจันทร์ สหรัฐ: ปี 2026 – 2027 / จีน ปี 2030
ที่มาของชื่อ
มาถึงบรรทัดนี้คุณน่าจะได้ผ่านตาชื่อยานแปลก ๆ ตามปรัชญาแต่ละสัญชาติไปแล้ว ต่อไปนี้คือที่มาของชื่อต่าง ๆ ที่ปรากฎในด้านบนที่เราขอเริ่มจาก
แอนิเมชั่นการเดินทำงานของโซยูซ
โซยูซ Soyuz (Союз)
ในภาษารัสเซีย โซยูซ มีความหมายตรงตัวว่า “สหภาพ (Union)” หรือ “พันธมิตร” ที่มาของชื่อนี้มีความน่าสนใจทั้งในเชิงการเมืองและเชิงเทคนิค
1. ความหมายทางการเมือง (The Political Context) ชื่อนี้ถูกเลือกมาเพื่อสะท้อนถึง “สหภาพโซเวียต(Soviet Union)” หรือชื่อในภาษารัสเซียคือ Soyuz Sovetskikh Sotsialisticheskikh Respublik ตัวคำว่า Soyuz จึงเป็นคำที่ทรงพลังและแสดงถึงความเป็นปึกแผ่นของรัฐในอาณัติโซเวียตในยุคนั้น
2. ความหมายทางเทคนิค (The Technical Context) ในยุคที่โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นช่วงทศวรรษ 1960 เป้าหมายหลักของยานรุ่นนี้คือการทำ “Rendezvous and Docking” หรือการนำยานอวกาศสองลำมา “เชื่อมต่อ/รวมกัน” ในวงโคจรเป็นครั้งแรก คำว่า Soyuz (Union) จึงสื่อถึงกระบวนการที่ยานอวกาศมา “รวมตัวกัน” หรือ “เชื่อมต่อกัน” ในอวกาศ เพื่อสร้างสถานีอวกาศหรือเตรียมการไปดวงจันทร์นั่นเอง
3. ยานตระกูล Soyuz ถูกออกแบบโดยทีมของ เซอร์เกย์ โคโรเลฟ บิดาแห่งวิศวกรรมอวกาศโซเวียต เดิมทีมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ของโซเวียต เพื่อแข่งกับ Apollo ของสหรัฐ แม้โซเวียตจะไปดวงจันทร์ไม่สำเร็จ แต่ตัวยาน Soyuz กลับกลายเป็นยานที่ “อึด” และ “เสถียร” ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีการใช้งานต่อเนื่องและปรับปรุงรุ่นมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันปี 2026 เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว
รายละเอียดภายในสถานีเทียนกง
เทียนกงและโมดูลต่าง ๆ
สถานีอวกาศเทียนกง (Tiangong Space Station) ของจีน หยิบยกมาจากตำนานเทพปกรณัมและวรรณกรรมคลาสสิก เพื่อสื่อถึง “ความฝันอันยิ่งใหญ่” ในอวกาศ
1. Tiangong (เทียนกง – 天宫) ความหมาย: “วิมานสวรรค์” หรือ “พระราชวังบนสวรรค์” เป็นชื่อที่ปรากฏในตำนานพื้นบ้านและวรรณกรรมจีน เช่น ไซอิ๋ว หมายถึงที่ประทับของเง็กเซียนฮ่องเต้บนสรวงสวรรค์ เป็นชื่อเรียก “ภาพรวม” ของตัวสถานีอวกาศทั้งหมดของจีน
2. Tianhe (เทียนเหอ – 天和) ความหมาย: “ความสอดประสานแห่งสรวงสวรรค์” มาจากแนวคิดปรัชญาจีนโบราณเรื่องความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ นี่คือ “โมดูลหลัก” (Core Module) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เปรียบเสมือนห้องนั่งเล่น ห้องควบคุม และที่พักอาศัยหลักของนักบินอวกาศครับ (ถูกส่งขึ้นไปเป็นส่วนแรกในปี 2021)
3. Wentian (เหวินเทียน – 问天) ความหมาย: “การถามฟ้า” หรือ “ปุจฉาสวรรค์” (Quest for the Heavens) มาจากชื่อบทกวีชื่อดังของ ชวีหยวน กวีเอกในสมัยรัฐฉิน ซึ่งเขียนบทกวีตั้งคำถามต่อจักรวาลและธรรมชาติ เป็นโมดูลห้องแล็บส่วนที่ 1 ใช้สำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และยังมีประตูสำหรับให้นักบินออกไปเดินอวกาศด้วย
ภาพวาดและกวีชวีหยวน
FYI: บทกวี เทียนเวิ่น (Tiānwèn – 天问) “ปุจฉาสวรรค์” ของ ชวีหยวน คือหนึ่งในวรรณกรรมที่มหัศจรรย์ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เพราะมันเป็น “ชุดคำถามเชิงวิทยาศาตร์และปรัชญา” ที่ตั้งคำถามต่อจักรวาลอย่างบ้าคลั่งในยุคเมื่อกว่า 2,300 ปีที่แล้ว
1. โครงสร้างของบทกวี “ถามลูกเดียว” บทกวีนี้มีความยาวประมาณ 1,500 ตัวอักษร ประกอบด้วยคำถามทั้งหมด 172 คำถาม โดยที่ ไม่มีคำตอบเลยแม้แต่ข้อเดียว ชวีหยวนตั้งคำถามไล่เรียงไปตั้งแต่ กำเนิดจักรวาล ในจุดเริ่มต้นที่มืดมิด ใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา?, โครงสร้างของโลก ท้องฟ้าเชื่อมติดกับโลกตรงไหน? เสาค้ำฟ้าตั้งอยู่ที่ใด?, ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทำไมกลางวันกับกลางคืนถึงสลับกัน? ลมมาจากไหน?, ตำนานและประวัติศาสตร์ ทำไมดวงอาทิตย์ถึงมี 10 ดวง? (จีนเชื่อว่าเดิมมี 10 แต่ถูกโฮ่วอี้ใช้เกาทันยิงตกไป 9 ดวง) และทำไมโฮ่วอี้ถึงยิงมันตก?
2. บริบทและที่มา ชวีหยวนเขียนบทกวีนี้ในช่วงที่เขาถูกเนรเทศออกจากราชสำรัฐฉู่ เล่ากันว่าเขาเดินทางไปที่ศาลเจ้าบรรพชน เห็นภาพวาดฝาผนังเกี่ยวกับสวรรค์ โลก และเหล่าเทพเจ้า เขาจึงเกิดความสงสัยในระเบียบของจักรวาลและโชคชะตาของมนุษย์ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ถามเพื่อเอาความรู้ทางฟิสิกส์ แต่เป็นการถามเพื่อระบายความอัดอั้นว่า “ถ้าสวรรค์มีความยุติธรรม ทำไมโลกถึงวุ่นวายและคนดีถึงถูกเนรเทศ?”
3. ตัวอย่างเนื้อหา ฉบับแปลไทยโดย ดร.สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์
“เมื่อเริ่มแรกที่มืดมลไร้รูปร่าง ใครเล่าจะหยั่งรู้ความเป็นมา?
สิ่งที่ไม่มีตัวตน กลายเป็นรูปร่างขึ้นมาได้อย่างไร?
ใครเล่าสร้างฟ้าให้เป็นชั้น ใครเล่ากางแผ่นดินให้แผ่ไพศาล?
ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เกาะเกี่ยวอยู่กับอะไร? หมู่ดาวทั้งหลายกระจัดกระจายอยู่ได้อย่างไร?”
4. ทำไมจีนถึงใช้ชื่อนี้ในโครงการอวกาศ? การนำชื่อ Wentian (เหวินเทียน) มาใช้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษามรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นการแสดงนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ แสดงจิตวิญญาณแห่งการตั้งคำถาม จีนต้องการบอกโลกเสรีว่า “เราไม่ได้แค่สร้างเหล็กไปไว้บนอวกาศ แต่เรากำลังสานต่อภารกิจ 2,300 ปีของบรรพบุรุษที่สงสัยว่าจักรวาลทำงานอย่างไร” นอกจากชื่อโมดูล Wentian แล้ว จีนยังใช้ชื่อบทกวีนี้เป็นชื่อโครงการ “เทียนเวิ่น-1 (Tianwen-1)” ซึ่งเป็นภารกิจส่งยานไป “ดาวอังคาร” ครั้งแรกของจีนด้วย
4. Mengtian (เม่งเทียน – 梦天) ความหมาย: “ฝันถึงสวรรค์ (Dreaming of the Heavens)” มาจากบทกวีของ “หลี่เฮ่อ” กวีสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ได้รับฉายาว่า “กวีปีศาจ” ซึ่งเขียนถึงจินตนาการอันล้ำลึกเกี่ยวกับสรวงสวรรค์ มันคือ “โมดูลห้องแล็บส่วนที่ 2” เน้นการทดลองด้านวัสดุศาสตร์และฟิสิกส์ในสภาวะไร้น้ำหนัก รวมถึงมีระบบสำหรับปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กออกจากสถานีด้วยครับ
FYI: เนื้อหาของบทกวี: การมองโลกลงมาจากอวกาศ ความมหัศจรรย์ของบทกวีนี้คือ หลี่เฮ่อเขียนถึงการ “ถอดจิต” ลอยขึ้นไปบนสวรรค์ แล้วมองกลับลงมาที่โลกมนุษย์ โดยเขามองเห็นภาพที่คล้ายกับสิ่งที่นักบินอวกาศเห็นในปัจจุบันอย่างน่าเหลือเชื่อ โลกที่กลายเป็นจุดเล็ก ๆ เขามองลงมาเห็นแผ่นดินจีนครบทั้ง 9 แคว้น กลายเป็นเพียง “รอยแต้มสีเขียวเล็ก ๆ” มองเห็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ กลายเป็นเพียง “น้ำใสๆ ในถ้วยที่หกเลอะเทอะ” เขาอธิบายว่าเวลาบนสวรรค์ผ่านไปเร็วมาก เพียงพริบตาเดียวที่เขามองลงมา แผ่นดินเบื้องล่างก็เปลี่ยนผ่านไปหลายพันปีแล้ว
“ข้ามผ่านทะเลสีครามอันกว้างใหญ่ มองลงมายังแผ่นดินจิ่วโจว (จีน)
เห็นเป็นเพียงจุดสีเขียวกระจ้อยร่อย มหาสมุทรดูราวกับน้ำที่หกจากถ้วยใบเล็ก” — ส่วนหนึ่งจากบทกวี เม่งเทียน
หลี่เฮ่อมีชีวิตที่ค่อนข้างรันทด เขาฉลาดเป็นกรดแต่สอบรับราชการไม่ได้เพราะปัญหาทางกฎหมาย เพราะชื่อพ่อไปพ้องกับชื่อวิชาสอบ ทำให้เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางและเขียนกวี เล่ากันว่าเขามักจะขี่ลาออกไปข้างนอกพร้อมย่ามใบหนึ่ง พอคิดบทกวีได้ประโยคหนึ่งเขาก็จะเขียนใส่เศษกระดาษแล้วโยนลงย่าม พอกลับบ้านแม่ของเขาจะพูดว่า “ลูกคนนี้จะกระอักเลือดตายเพราะการเขียนกวีจริง ๆ” บทกวีของเขามักพูดถึง ความตาย วิญญาณ เลือด แสงจันทร์ที่เยือกเย็น และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ดูหม่นหมองแต่สวยงาม เป็นเหมือนสไตล์โกธิคหม่นมืดในยุคนั้น
การที่จีนนำชื่อนี้มาใช้กับโมดูลสุดท้ายของสถานีอวกาศ มีความหมายที่ลึกซึ้ง 2 ด้าน
1.ความฝันที่เป็นจริง: คำว่า “เม่ง (ฝัน)” สื่อถึงความฝันของคนจีนที่อยากจะออกไปสำรวจจักรวาลมานับพันปี และวันนี้ความฝันนั้นได้จอดอยู่บนวงโคจรแล้ว
2.มุมมองแบบพระเจ้า: เนื่องจากโมดูล Mengtian เป็นห้องแล็บฟิสิกส์ล้ำสมัยที่เน้นการมองหาคำตอบของจักรวาล มันจึงตรงกับบทกวีที่หลี่เฮ่อ “มองลงมา” จากเบื้องบน เพื่อทำความเข้าใจความเล็กน้อยของโลกมนุษย์
ปัจจุบันในปี 2026 สถานีอวกาศเทียนกงประกอบร่างเป็นรูปตัว T เรียบร้อยแล้ว ตรงกลางคือ Tianhe (แกนหลัก), ปีกซ้ายคือ Wentian (ห้องแล็บ/ที่ออกไปเดินอวกาศ) และปีกขวาคือ Mengtian (ห้องแล็บ/ที่ปล่อยดาวเทียม)
ภาพรวมยานเสินโจว
เสินโจว
คำว่า เสินโจว (Shenzhou – 神舟) มีความหมายที่ลึกซึ้งและเป็นการเล่นคำที่ชาญฉลาดมากในภาษาจีน โดยมีความหมายหลัก 2 ด้านที่รวมอยู่ในชื่อเดียว
1. ความหมายเชิงสัญลักษณ์: “เรือเทพเจ้า” หรือ “นาวาสวรรค์” 神 (Shén) แปลว่า เทพเจ้า, ศักดิ์สิทธิ์ หรือ มหัศจรรย์ 舟 (Zhōu) แปลว่า เรือ หรือ นาวา ชื่อนี้ถูกคัดเลือกโดยรัฐบาลจีนเพื่อสื่อถึงภารกิจที่ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ในการพามนุษย์ออกไปนอกโลก เปรียบเสมือนเรือลำสำคัญที่พาอารยธรรมจีนไปสู่สรวงสวรรค์
2. ความหมายเชิงประวัติศาสตร์: “แผ่นดินจีน” (The Divine Land) คำว่า เสินโจว พ้องเสียงกับคำว่า 神州 (เขียนต่างกันที่ตัวหลัง) ซึ่งเป็นชื่อเรียกโบราณของ “ประเทศจีน” แปลว่า “แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์” การใช้ชื่อนี้จึงเป็นการประกาศถึงความภูมิใจในชาติว่านี่คือยานอวกาศที่สร้างโดยภูมิปัญญาและหยาดเหงื่อของคนบนแผ่นดินจีนเอง หากสถานีอวกาศคือ “บ้าน” (Tiangong) ยาน Shenzhou ก็คือ “รถรับส่ง”
ยานลำแรกของจีน คือ Shenzhou 1 ถูกส่งขึ้นไปทดสอบแบบไร้คนขับในปี 1999 และจุดสูงสุดครั้งแรกคือ Shenzhou 5 ในปี 2003 ซึ่งส่ง หยางลี่เหว่ย นักบินอวกาศคนแรกของจีนขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 3 ของโลก (ต่อจากรัสเซียและสหรัฐฯ) ที่สามารถส่งคนไปอวกาศด้วยเทคโนโลยีของตนเอง
ภาพการทำงานของฉางเอ๋อ
ฉางเอ๋อ
หาก “เสินโจว” คือเรือที่พามนุษย์ไปอวกาศ “ฉางเอ๋อ” (Chang’e – 嫦娥) ก็คือโครงการส่งหุ่นยนต์และยานสำรวจไป “ดวงจันทร์” ของจีนโดยเฉพาะ เป็นชื่อที่โรแมนติกที่สุดของจีน เพราะว่า
ที่มาของชื่อ คือ ตำนานเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ฉางเอ๋อคือหญิงสาวที่กินยาอายุวัฒนะเข้าไปจนตัวเบาแล้วลอยขึ้นไปสถิตอยู่บนดวงจันทร์ตลอดกาล โดยมีกระต่ายหยก (หยูทู่ Yutu) เป็นเพื่อนคู่กาย จีนเลือกชื่อนี้เพื่อสื่อว่า ภารกิจอวกาศครั้งนี้คือการ “พาฉางเอ๋อกลับบ้าน” และเป็นการส่งตัวแทนจากแผ่นดินจีนขึ้นไปเยี่ยมเยียนดวงจันทร์ตามความเชื่อโบราณ
โครงการ CLEP หรือโครงการฉางเอ๋อ แบ่งออกเป็นเฟสที่ชัดเจนมาก (ซึ่งตอนนี้ในปี 2026 จีนทำสำเร็จไปเกือบหมดแล้ว)ฉางเอ๋อ 1 & 2: ไปโคจรรอบดวงจันทร์เพื่อทำแผนที่พื้นผิว / ฉางเอ๋อ 3 & 4: ส่งยานลงจอดและรถโรเวอร์ “หยูทู่” (กระต่ายหยก) ลงไปวิ่งบนดวงจันทร์ (โดยฉางเอ๋อ 4 สร้างประวัติศาสตร์ลงจอดบน “ด้านมืดของดวงจันทร์” สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก) / ฉางเอ๋อ 5 & 6: ภารกิจเก็บตัวอย่างหินและดินจากดวงจันทร์กลับมายังโลก (ฉางเอ๋อ 6 เพิ่งทำสำเร็จในปี 2024 โดยเก็บหินจากด้านมืดของดวงจันทร์กลับมาได้เป็นครั้งแรก)
สถานะปัจจุบันปี 2026 ตอนนี้จีนกำลังมุ่งหน้าสู่ภารกิจ ฉางเอ๋อ 7 และ 8 / ฉางเอ๋อ 7 (เป้าหมายปี 2026) คือภารกิจที่ ประเทศไทย ของเรามีส่วนร่วมด้วย! โดยเราส่งอุปกรณ์วัดสภาพอวกาศ (Thai-SMC) ไปติดตั้งบนยานลำนี้ เพื่อไปสำรวจทรัพยากรและน้ำแข็งที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ / ฉางเอ๋อ 8: จะเป็นการทดสอบเทคโนโลยีการสร้างฐานทัพบนดวงจันทร์ (เช่น การใช้ 3D Printing จากดินดวงจันทร์) เพื่อเตรียมการส่งมนุษย์ไปในปี 2030
FYI: Thai-SMC หรือ Thailand Space Magnetic Payload คือ เซนเซอร์วัดสนามแม่เหล็กโลกและอวกาศ ภายใต้โครงการ ภาคีเครือข่ายอวกาศไทย (Thai Space Consortium – TSC) โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นแกนหลักในการออกแบบและพัฒนาเชิงวิศวกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะวิทยาศาสตร์) นำโดย กลุ่มวิจัยฟิสิกส์อวกาศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอนุภาคและสนามแม่เหล็กในระดับสากล และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนด้านการทดสอบและมาตรฐานทางอวกาศ
แอนิเมชั่น ฉางเอ๋อ โฮ่วอี้
ตำนานของ ฉางเอ๋อ
เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่งดงามและเศร้าที่สุดในวัฒนธรรมจีน ซึ่งเป็นที่มาของ “เทศกาลไหว้พระจันทร์” ที่คนไทยเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี เรื่องเล่าขานกันว่า ในสมัยโบราณกาล โลกเราไม่ได้มีดวงอาทิตย์ดวงเดียว แต่มีถึง 10 ดวง!ดวงอาทิตย์ทั้งสิบดวงสลับกันขึ้นไปแผดเผาโลกจนแม่น้ำแห้งขอด พืชพรรณตายหมด มนุษย์เดือดร้อนแสนสาหัส ยุคนั้นมีนักแม่นธนูฝีมือเทพนามว่า โฮ่วอี้ เขาใช้เกาทันยิงดวงอาทิตย์ตกไป 9 ดวง เหลือไว้เพียงดวงเดียวเพื่อให้แสงสว่างแก่โลก
จากวีรกรรมนี้ทำให้เขากลายเป็นฮีโร่และได้รับรางวัลเป็นยาอายุวัฒนะ จากเจ้าแม่หวังมู่เหนียงเนียง ซึ่งยาก้อนนี้มีสรรพคุณพิเศษคือ ใครกินเข้าไปจะกลายเป็นเซียนและลอยขึ้นสู่สวรรค์ได้ทันที
โฮ่วอี้มีภรรยาแสนสวยและจิตใจดีนามว่า “ฉางเอ๋อ” ทั้งคู่รักกันมาก โฮ่วอี้ไม่อยากทิ้งภรรยาไปเป็นเซียนบนสวรรค์ลำพัง จึงฝากยาเม็ดนั้นไว้กับฉางเอ๋อเพื่อเก็บรักษาไว้ และตั้งใจจะครองคู่กันบนโลกมนุษย์ไปตลอดกาล วันหนึ่งขณะที่โฮ่วอี้ออกไปล่าสัตว์ ลูกศิษย์ทรยศนามว่า “เฝิงเหมิง” รู้เรื่องยาอายุวัฒนะ จึงบุกเข้าไปในบ้านและบังคับให้ฉางเอ๋อส่งยาให้ ฉางเอ๋อรู้ดีว่าถ้าคนชั่วได้ยาไปจะเป็นภัยต่อโลก ในจังหวะที่จวนตัว เธอไม่มีทางเลือกอื่นจึงตัดสินใจกลืนยาเม็ดนั้นลงไปเอง ทันทีที่ยากลืนลงคอ ร่างของเธอก็เบาหวิวและค่อย ๆ ลอยละลิ่วออกจากหน้าต่าง สู่ท้องฟ้าที่มืดมิด
ด้วยความรักที่มีต่อสามี ฉางเอ๋อไม่อยากลอยไปไกลถึงสวรรค์ชั้นฟ้า เธอจึงเลือกที่จะหยุดอยู่เพียงดวงจันทร์ ซึ่งเป็นที่ที่ใกล้โลกมนุษย์ที่สุด เพื่อที่จะได้เฝ้ามองโฮ่วอี้จากบนนั้นตลอดไป เมื่อโฮ่วอี้กลับมาและรู้เรื่องราว เขาเสียใจมาก ทำได้เพียงตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ด้วยขนมและผลไม้ที่ฉางเอ๋อชอบ ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเพื่อส่งความคิดถึงไปให้ภรรยาที่อยู่บนนภาอันไกลโพ้น
ในตำนานเล่าว่า บนดวงจันทร์ไม่ได้มีแค่ฉางเอ๋อคนเดียว แต่ยังมี “กระต่ายหยก” ที่คอยตำยาอายุวัฒนะอยู่ข้างกายเธอตลอดเวลา
เทพแฝดในงานศิลปะแต่ละยุค
อะพอลโล-อาร์ทิมิส
การตั้งชื่อของ NASA ในสองยุคนี้เป็นการหยิบยกตำนานเทพปกรณัมกรีกมาใช้ได้อย่างมีนัยสำคัญที่สุดคู่หนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพราะทั้งสองเป็นคู่แฝดกัน
Apollo (อพอลโล) ยุคเบิกเบิก (1961–1972) อพอลโล คือเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง การพยากรณ์ ดนตรี และความรู้ เป็นบุตรของเทพซูส ในปี 1960 อับราฮัม ซิลเวอร์สไตน์ ผู้บริหารระดับสูงของ NASA เป็นคนเสนอชื่อนี้ เขาบอกว่าภาพลักษณ์ของอพอลโลที่ขับรถม้าลากดวงอาทิตย์ข้ามท้องฟ้า มันช่างเข้ากับสเกลของโครงการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ที่ดูยิ่งใหญ่และสง่างาม
ความหมายแฝง ในยุคสงครามเย็น อพอลโลเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งปัญญาและชัยชนะทางเทคโนโลยีของสหรัฐ ที่เหนือกว่าโซเวียต เป็นการประกาศศักดาว่ามนุษย์สามารถพิชิตขีดจำกัดของธรรมชาติได้
Artemis (อาร์ทิมิส) ยุคปัจจุบัน (2017–ปัจจุบัน) อาร์ทิมิส คือเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ และการล่า เป็นพี่สาวฝาแฝดของอพอลโล NASA เลือกชื่อนี้อย่างตั้งใจเพื่อสื่อว่าเป็นภารกิจย้อนกลับไปหาดวงจันทร์ (เพราะเธอเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์โดยตรง) และเป็นการสานต่อความสำเร็จจากยุคอพอลโลที่เป็นน้องชาย
ความหมายแฝงที่สำคัญ ในโครงการอพอลโล นักบินอวกาศทั้ง 12 คนที่เคยเหยียบดวงจันทร์เป็น ผู้ชายทั้งหมด ทว่าโครงการของเทพธิดา อาร์ทิมิส ถูกประกาศชัดเจนว่าจะส่งผู้หญิงคนแรก และคนผิวสีคนแรก ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ เป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “การพิชิต” (Conquer) ในยุคอพอลโล มาเป็นการ “สำรวจและอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน” (Sustainability) ในยุคอาร์ทิมิส
ตำนาน อพอลโล และ อาร์ทิมิส เป็นเรื่องราวของ “สายเลือด” และ “การปกป้อง” ที่เข้มข้นที่สุดในปกรณัมกรีก จุดเริ่มต้นของพวกเขาเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ต่างจากภารกิจอวกาศที่ต้องฝ่าฟันอันตราย นับตั้งแต่การกำเนิดที่ถูกขัดขวาง ทั้งคู่เป็นบุตรฝาแฝดของ ซูส มหาเทพแห่งโอลิมปัส กับ เลโต เทพีแห่งความมืดมิด
เมื่อเทพีเฮรา(มเหสีของเทพซูส) รู้ว่าเลโตตั้งครรภ์ จึงสั่งห้ามมิให้ผืนดินใด ๆ บนโลกต้อนรับเลโตเพื่อคลอดบุตร และส่งงูยักษ์ไพทอน ตามล่าเธอ เลโตหนีไปเกาะเดลอส ซึ่งลอยอยู่เหนือน้ำไม่ยืดติดกับแผ่นดิน จึงไม่ถือว่าผิดคำสั่งเฮรา ที่นี่เองคือฐานปล่อยตัวของมหาเทพฝาแฝด
ตามตำนานเล่าว่า อาร์ทิมิส คลอดออกมาก่อน และทันทีที่เธอเกิดมา เธอก็แสดงสัญชาตญาณของการเป็นผู้พิทักษ์ เธอลุกขึ้นมาช่วยมารดาในการทำคลอด อพอลโล น้องชายฝาแฝดที่คลอดตามมาติดๆ (บางตำนานว่าห่างกันหลายวัน) นี่คือเหตุผลที่อาร์ทิมิสถูกยกย่องให้เป็นเทพีแห่งการกำเนิดและการคุ้มครองผู้หญิง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ NASA ในการส่ง “ผู้หญิงคนแรก” ไปดวงจันทร์ในโครงการ Artemis
อพอลโลเติบโตอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วันเขาก็ได้รับธนูทองคำและออกไปสังหารงูยักษ์ไพทอนเพื่อล้างแค้นให้มารดา เขาได้รับมอบหมายให้ขับรถม้าลากดวงอาทิตย์ข้ามขอบฟ้าในตอนกลางวัน ส่องแสงสว่างไปทั่วโลก เขาเป็นเทพแห่งศิลปะ ดนตรี และการพยากรณ์ เปรียบเสมือนตัวแทนของ เหตุผลและปัญญา ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ในยุค 1960
ในขณะที่น้องชายครองกลางวัน อาร์ทิมิสขอพรจากซูสให้เธอได้เป็นโสดตลอดกาลและใช้ชีวิตในป่า เธอครองตำแหน่งเทพีแห่งการล่า และดวงจันทร์ รัศมีของเธอนุ่มนวลกว่าอพอลโลแต่เยือกเย็นและเฉียบคม เธอเป็นสัญลักษณ์ของความลึกลับและความเป็นอิสระ
แม้จะมีนิสัยต่างกัน คนหนึ่งชอบสังคมและแสงสี อีกคนชอบความสงบในป่า แต่ทั้งคู่รักกันมากและมักจะออกล่าด้วยกันเสมอ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งนางไนโอบี โอ้อวดว่าตนมีลูกมากกว่าเลโต ทั้งอพอลโลและอาร์ทิมิสจึงร่วมมือกันใช้ธนูสังหารลูก ๆ ของนางเพื่อปกป้องเกียรติของมารดา พวกเขาถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน เมื่อคนหนึ่งลับขอบฟ้า อีกคนจะปรากฏตัวขึ้น
Fun fact อาร์ทิมิสเป็นหญิงรักหญิง ส่วนอพอลโลเป็นไบเซ็กช่วล
เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดี เพราะชาวกรีกนิยมเพศหลากหลาย ก่อนที่ฝรั่งจะถูกจารีตแบบคริสต์ศาสนากรอบครอบในยุคต่อมา อันที่จริงเราน่าจะเคยเล่าในบทความก่อน ๆ ว่าเทพซูสพ่อของทั้งคู่นั้นก็มีรักให้กับทุกสิ่งไม่ว่าคนหรือสัตว์ ส่วนเทพคู่แฝดนี้ก็เช่นกัน
ตามตำนาน อาร์ทิมิสเป็นหนึ่งในสามเทพีพรหมจรรย์ (ร่วมกับเอเธน่าและเฮสเทีย) เธอขอประทานพรจากซุส ผู้เป็นบิดา เพื่อที่จะไม่แต่งงานตลอดกาล และใช้ชีวิตอยู่ในป่าล่าสัตว์ร่วมกับเหล่านางนิมฟ์ (Nymphs-นางไม้ชนิดหนึ่ง) ซึ่งเป็นกลุ่มสตรีล้วน ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอมีความเป็นอิสระและห่างไกลจากบทบาทสตรีในอุดมคติยุคโบราณ
แต่ไม่แค่นั้น แม้ตำนานจะไม่ได้ระบุอย่างชัดแจ้งในเชิง “ชู้สาว” แบบที่เทพองค์อื่นมีต่อมนุษย์หรือเทพด้วยกัน แต่อาร์ทิมิสมีความผูกพันที่ลึกซึ้งและใกล้ชิดกับบริวารของเธอมาก โดยมีกฎเหล็กว่าเหล่านางนิมฟ์ในกลุ่มต้องรักษาพรหมจรรย์เช่นเดียวกับเธอ
หนึ่งในตำนานที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์บ่อยที่สุด คัลลิสโตคือนางนิมฟ์ที่อาร์ทิมิสโปรดปรานมากที่สุด ในบางเวอร์ชันเล่าว่าซุสมีความคันอยากได้คัลลิสโตมาเป็นเมีย (ห๊ะ! เอาเพื่อนลูกเป็นเมีย) ซูสเลยปลอมตัวเป็นอาร์ทิมิส เพื่อเข้าไปใกล้ชิดและล่อลวงคัลลิสโต เพราะคัลลิสโตไม่ยอมให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เลยนอกจากเทพีที่นางรัก นักวิชาการสมัยใหม่จึงมักตีความจุดนี้ว่าสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างผู้หญิงในกลุ่มของเธอ
ฉากแก้ผ้าอาบน้ำถูกวาดเป็นภาพ Diana and Callisto (1559) โดย “ทิเชียน” ติซิอาโน เวเซลลิโอ
แต่ถ้าคุณอยากรู้จุดจบของเรื่องนี้ ก็อาจจะห๊ะกว่ามาก ในที่สุดคัลลิตโตก็ตกเป็นเมียซุสจนท้องป่อง วันหนึ่งอาร์ทิมิสชวนเหล่านิมฟ์หยุดพักไปแก้ผ้าเล่นลำธารกลางป่าลึก มีแต่เพียงคัลลิสโตที่อิดออดไม่ยอมเปลื้องผ้า ความจึงแตกว่านางท้องป่อง แต่แทนที่อาร์ทิมิสจะโกรธพ่อ ไม่จ้า นางเคืองคัลลิสโตที่เสียพรหมจรรย์ทำให้กลุ่มต้องมลทิน ตามตำนานของกวีโอวิดเล่าว่า “ไปซะ! เจ้าจงออกไปจากลำธารศักดิ์สิทธิ์นี้ อย่าได้ทำให้สายน้ำนี้แปดเปื้อนอีกเลย”
แต่ความซวยยังไม่จบ เมื่อเฮราเมียซุสรู้เรื่องเข้าก็ปรี่มาสาปคัลลิสโตให้กลายเป็นหมีเพื่อทำลายความงามที่ซุสหลงใหล หมีคัลลิสโตต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในป่าเป็นเวลาหลายปี ลูกชายของนางชื่อ อาร์คัส เติบโตมาเป็นนายพราน วันหนึ่งอาร์คัสไปล่าสัตว์แล้วเจอหมีคัลลิสโต นางจำลูกได้แต่ลูกจำนางไม่ได้ อาร์คัสจึงง้างคันธนูหมายจะสังหารแม่ตัวเอง แต่ซุสที่เฝ้าดูอยู่ก็เกิดสังเวชจึงรีบมาขัดจังหวะแล้วเปลี่ยนทั้งคู่ให้กลายเป็นกลุ่มดาวบนฟากฟ้า คัลลิสโตกลายเป็นกลุ่มดาวหมีใหญ่ ส่วนอาร์คัสเป็นกลุ่มดาวหมีเล็ก บางตำนานก็ว่ากลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์
แต่เฮราไม่หายแค้น นางสั่งเทพมหาสมุทรห้ามไม่ให้ดาวทั้งสองกลุ่มนี้ลงไปพักผ่อนในน้ำเหมือนดวงอื่น ๆ เป็นสาเหตให้สองกลุ่มดาวนี้ไม่เคยตกขอบฟ้า(ในซีกโลกเหนือ) แต่จะวนเวียนอยู่รอบดาวเหนือตลอดทั้งคืน
มาทางด้านอพอลโลบ้าง ถือเป็นเทพที่มีเรื่องราวความรักหลากหลายที่สุดองค์หนึ่งในตำนานกรีก-โรมัน และถูกยกให้เป็นไอคอนของไบเซ็กช่วลอย่างชัดเจนมาก เพราะตามบันทึกทางประวัติศาสตร์และกวีนิพนธ์โบราณ อพอลโลมีคนรักทั้งที่เป็นหญิงและชาย
อพอลโลมีสายสัมพันธ์กับชายหนุ่มหลายคนที่จบลงด้วยความโศกเศร้า และกลายเป็นที่มาของชื่อพรรณไม้ต่าง ๆ อาทิ ไฮยาซินทัส เจ้าชายรูปงามที่อพอลโลรักมาก ทั้งคู่มักจะไปเล่นกีฬาด้วยกัน วันหนึ่งขณะที่แข่งขว้างจักร ลมตะวันตก (เทพเซฟีรุส) ที่แอบหึงหวงได้พัดจักรให้เปลี่ยนทิศไปโดนศีรษะของไฮยาซินทัสจนเสียชีวิต เลือดที่ไหลลงพื้นดินอพอลโลได้เสกให้กลายเป็น ดอกไฮยาซินธ์
ไซพาริสซัส ชายหนุ่มที่อพอลโลรักอีกคน เขามีกวางตัวโปรดแต่เผลอฆ่ามันตายด้วยความประมาท ไซพาริสซัสเสียใจมากจนขอให้อพอลโลสาปให้เขาร้องไห้ตลอดกาล อพอลโลจึงเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นต้นไซปรัสที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโศกเศร้าจนถึงทุกวันนี้
ด้านความรักกับหญิงสาว อพอลโลก็มีวีรกรรมเยอะไม่แพ้กัน ตำนานที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องการถูกปฏิเสธ อพอลโลถูกกามเทพอีรอสแกล้งยิงศรรักใส่ ทำให้เขาไล่ตามนางนิมฟ์แดฟนี แต่นางไม่เล่นด้วยและขอให้พ่อช่วยจนกลายร่างเป็น ต้นลอเรล อพอลโลจึงใช้ใบของมันมาทำเป็นมงกุฎประดับศีรษะ หรือหนึ่งในคนรักที่เป็นมนุษย์จนมีลูกด้วยกันก็คือ คอโรนิส ผู้เป็นแม่ของ แอสคลีเพียส เทพแห่งการแพทย์
ในขณะที่อาร์ทิมิสเลือกที่จะ “ตัดขาด” จากกามารมณ์และเรื่องทางเพศเกือบสิ้นเชิงเพื่อรักษาพรหมจรรย์ แต่อพอลโลกลับตรงกันข้าม เขาเป็นตัวแทนของศิลปะ ความงาม และตัณหาที่พุ่งพล่าน การที่เขารักได้ทั้งสองเพศสะท้อนถึงมุมมองของชาวกรีกโบราณที่มองว่าความรักที่มีต่อ “ความงาม” นั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศสภาพ ปัจจุบันคนหนึ่งจึงกลายเป็นตัวแทนของความเป็นอิสระและการไม่ฝักใฝ่ทางเพศ Asexual หรือ Queer ส่วนอีกคนเป็นตัวแทนของความรักที่ไร้พรมแดนเพศ แบบBisexual และ Pansexual
โอไรออน
Orion คือชื่อของยานแคปซูลหลักในโครงการ Artemis ถ้าเทียบกับยุคอพอลโล ยานโอไรออนก็คือส่วนที่นักบินอวกาศใช้กิน นอน และเดินทางกลับโลกนั่นเอง โอไรออน ในปกรณัมกรีก เป็นยักษ์นายพรานที่เก่งกาจตัวสูงใหญ่ เป็นบุตรของเทพโพไซดอน โอไรออนเป็นเพื่อนสนิท หรือบางตำนานว่าเป็นชายคนรักเพียงหนึ่งเดียวของเทพีอาร์ทิมิส ทั้งคู่มักจะออกล่าสัตว์ด้วยกันบ่อย ๆ
มีหลายตำนานเล่าถึงจุดจบของเขา บ้างก็ว่าเขาถูกแมงป่องต่อยตาย อันเป็นที่มาของกลุ่มดาวแมงป่องที่จะไม่ปรากฏพร้อมกลุ่มดาวนายพรานเสมอ บ้างก็ว่าถูกอาร์ทิมิสยิงธนูใส่โดยเข้าใจผิด สุดท้ายซูสจึงรับเขาขึ้นไปบนท้องฟ้ากลายเป็น “กลุ่มดาวนายพราน” ที่สว่างไสวที่สุดกลุ่มหนึ่ง
การเลือกชื่อ Orion มาใช้คู่กับโครงการ Artemis เพราะในตำนาน อาร์ทิมิสและโอไรออนคือคู่หูนักล่าที่เก่งที่สุด การให้ยานอวกาศชื่อ Orion เดินทางไปในโครงการ Artemis จึงเปรียบเสมือนการนำเพื่อนร่วมทางที่ไว้วางใจได้ที่สุดกลับมาพบกันอีกครั้ง และกลุ่มดาวนายพราน เป็นกลุ่มดาวที่มนุษย์ใช้ในการนำทางมาทุกยุคทุกสมัย การใช้ชื่อนี้สื่อถึงการนำทางมนุษยชาติออกไปสู่ห้วงอวกาศลึกที่ไกลกว่าเดิม
ในทางวิศวกรรมอวกาศ ยาน Orion MPCV (Multi-Purpose Crew Vehicle) ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจที่ยากกว่าอดีตมาก มันถูกสร้างมาเพื่อพาคนไปถึงดวงจันทร์ และดาวอังคารในอนาคต ซึ่งต้องทนต่อรังสีในอวกาศและการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูงกว่ายานที่วนรอบโลกทั่วไป
Fun fact ความสัมพันธ์กับอาร์ทิมิส
บางเวอร์ชั่นบอกว่าโอไรออนเป็นคนรักของอีออส เทพีแห่งรุ่งอรุณ แต่อาร์ทิมิสริษยาเนื่องจากเป็นคนสนิทของนาง นางจึงสังหารเขาด้วยธนู แต่บางตำนานก็เล่าว่าอาร์ทิมิสรักโอไรออนมาก ทำให้อพอลโลไม่พอใจจึงหลอกให้อาร์ทิมิสยิงธนูใส่จุดดำ ๆ กลางทะเล ซึ่งจริง ๆ ก็คือหัวของโอไรออนตอนกำลังว่ายน้ำอยู่ เมื่อเขาตายอาร์ทิมิสขอให้ซุสนำเขาขึ้นไปไว้บนฟ้า
โฉมหน้าเมืองบนดวงจันทร์ที่จะถูกสร้างโดยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ
ขณะที่โลกเบื้องล่างกำลังทำสงครามและทำให้ราคาน้ำมันปั่นป่วนไปทั่วโลก น้ำมันอันเป็นเชื้อเพลิงจากซากอินทรียวัตถุหลายล้านปีที่กำลังร่อยหรอลงจากการผลาญทำลายโดยฝีมือมนุษย์ โลกเบื้องบนกำลังทำศึกแยกแย่งชิงทรัพยากรแหล่งใหม่บนดวงจันทร์ที่ถูกอวดอ้างว่าเป็นแหล่งพลังงานสะอาด และกำลังอยู่ระหว่างการค้นคว้าในการสกัด กักเก็บ แล้วนำมันกลับลงมาใช้ในโลก แต่กว่าจะไปถึงขั้นตอนเหล่านั้นพวกเขายังต้องฝ่าอีกหลายด่านในการจะสร้างเหมืองที่นั่น
มันช่างเป็นตลกร้ายในขณะที่เรากำลังพยายามเพื่ออนาคตที่สะอาดสะอ้าน แต่เรายังคงติดหล่มอยู่กับ “หลุม” แห่งความขัดแย้งเดิม ๆ บนพื้นโลก ราวกับว่าต่อให้เราไปไกลถึงสุดขอบระบบสุริยะ แต่ถ้าสัญชาตญาณการทำลายล้างยังไม่เปลี่ยน พลังงานสะอาดจากดวงจันทร์ก็อาจเป็นเพียงเชื้อเพลิงก้อนใหม่ในกองไฟสงครามที่ไม่เคยดับมอดลงเลย ดวงจันทร์จึงไม่ใช่เพียงปลายทางของเทคโนโลยี หากแต่เป็นสนามรบใหม่ของอำนาจ ความหวัง และภาพลวงตา
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะบนพื้นพิภพหรือเหนือฟากฟ้า เราก็เพียงย้ายรูปแบบของการทำลายล้างจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเท่านั้น



