AMRO ชี้ “ASEAN+3” รับมือวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

AMRO คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในภูมิภาค ASEAN+3 จะขยายตัวที่ร้อยละ 4.0 ทั้งในปี 2569 และ 2570 แม้ว่าภูมิภาคนี้จะได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่สูงกว่าคาด อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ และเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงด้านต่ำต่อแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

วันที่ 6 มีนาคม 2569 สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office: AMRO) แถลงข่าวเปิดตัว รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2569 (ASEAN+3 Regional Economic Outlook (AREO) 2026) โดยยาสึโตะ วาตานาเบะ (Yasuto Watanabe) ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตง เหอ (Dong He) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO อัลเลน อึ้ง (Allen Ng) Group Head and Lead Economist  และมี เดซี หว่อง (Daisy Wong) รับหน้าที่พิธีกร

ภูมิภาคนี้เข้าสู่ช่วงเวลานี้ด้วยสถานะที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและความมุ่งมั่นร่วมกันในความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการปรับตัว (Resilience) นี้ ไม่ใช่จะอยู่อย่างถาวร แต่ต้องรักษาไว้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง

“ภูมิภาคอาเซียน+3 เริ่มต้นปี 2569 ด้วยความแข็งแกร่ง แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้ความเสี่ยงเอนเอียงไปในทางลบมากขึ้น” ตง เหอ (Dong He) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO กล่าว “อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้มีความพร้อมในการรับมือกับภาวะวิกฤติพลังงานได้ดีกว่าในช่วงก่อนๆ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและพึ่งพาน้ำมันน้อยลง อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงเวลานี้ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ และประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ที่มากพอในการรับมือกับสถานการณ์”

ภูมิภาคนี้ขยายตัวร้อยละ 4.3 ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าระดับร้อยละ 3.8 ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤติภาษีศุลกากร (Tariff Shock) เมื่อเดือนเมษายน 2568 อย่างมาก โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง การส่งออกที่คึกคัก ซึ่งได้รับแรงส่งจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนโดย AI, การลงทุนที่ต่อเนื่อง และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น รายงาน AREO 2569 คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0.9 ในปี 2568 เป็นร้อยละ 1.4 ในปี 2569 และร้อยละ 1.5 ในปี 2570

ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อภูมิภาคนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบ (Shock) อาจแผ่ขยายวงกว้างและต่อเนื่องยาวนานขึ้น โดยจะส่งผลกระทบไม่เพียงแค่ตลาดพลังงาน แต่จะลามไปถึงปัจจัยการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การขนส่งและโลจิสติกส์ ราคาอาหาร การท่องเที่ยว รวมถึงเงินโอนระหว่างประเทศ (Remittances) นอกจากนี้ ผลกระทบมีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศสมาชิก ขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์นำเข้า ปัจจัยกันชน (buffers)ที่มีอยู่ และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายภายในประเทศ

ตง เหอ กล่าวว่า “ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังถูกซัดกระหน่ำด้วยวิกฤติที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า การรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย (policy flexibility) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายกว่าเดิม เช่น ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ธนาคารกลางควรดูแลสภาวะตลาดให้เป็นระเบียบและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมทั้งดำเนินการอย่างเด็ดขาดหากวิกฤติด้านอุปทานส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ในด้านการคลัง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแก่กลุ่มเปราะบาง โดยหลีกเลี่ยงมาตรการช่วยเหลือแบบหว่านแหที่อาจยิ่งไปกระตุ้นเงินเฟ้อ หรือทำลายความยั่งยืนทางการคลัง”

รายงานยังได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขั้นพื้นฐานที่เป็นรากฐานของความยืดหยุ่นในภูมิภาค ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียน+3 ได้กลายเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยมีเครือข่ายการผลิตที่หนาแน่นและเชื่อมโยงกันอย่างลึกยิ่งขึ้น รวมถึงมีการเปลี่ยนทิศทางของอุปสงค์มาเป็นแหล่งภายในภูมิภาคอย่างชัดเจน ทั้งนี้ สัดส่วนการส่งออกมูลค่าเพิ่มของภูมิภาคไปยังสหรัฐอเมริกาได้ลดลงจากประมาณ 1 ใน 3 เหลือเพียงร้อยละ 20 ในขณะที่สัดส่วนที่ถูกดูดซับ (บริโภค) ภายในภูมิภาคเองได้เพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 30

อาเซียน+3 กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 28 ของอุปสงค์ขั้นสุดท้ายทั่วโลก “มุมมองแบบเดิมที่มองว่าภูมิภาคนี้เป็นเพียง ‘โรงงานของโลก’ ซึ่งผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการภายนอกภูมิภาคเป็นหลักนั้น เริ่มล้าสมัยไปทุกที” ตง เหอ กล่าว “การกระชับความร่วมมือภายในภูมิภาค การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการรักษาการไหลเวียนของการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ยาสึโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AMRO

ยาสึโตะ วาตานาเบะ ผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AMRO กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว และกำลังสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดพลังงานโลกในรอบหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ายังคงอยู่ในระดับสูง แรงกระแทกเหล่านี้ส่งผลกระทบมายังภูมิภาคอาเซียน+3 อย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาดังกล่าวจากตำแหน่งที่มีความแข็งแกร่งค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและความมุ่งมั่นร่วมกันในความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ถึงกระนั้น ความยืดหยุ่น (Resilience) นี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยถาวร แต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง”

วาตานาเบะกล่าวอีกว่า ปีนี้ยังเป็นปีที่ครบรอบ 10 ปีของ AMRO ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้น AMRO จะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอการวิเคราะห์ที่เป็นอิสระ ให้คำปรึกษาด้านนโยบาย และสนับสนุนความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค ทั้งนี้ มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (Chiang Mai Initiative Multilateralisation :CMIM) ซึ่งเป็นเครือความปลอดภัยทางการเงินระดับภูมิภาคที่มีมูลค่าถึง 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเสมอที่จะเสริมสภาพคล่องเมื่อมีความจำเป็น

“ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง AMRO ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนประเทศสมาชิกผ่านการระบุความเสี่ยงอย่างทันท่วงที การนำเสนอแนวทางแก้ไขเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง และการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” วาตานาเบะ

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย 2 บทหลัก บทที่ 1 เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้นและปัจจัยความเสี่ยงสำคัญของภูมิภาค ซึ่งรวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความท้าทายหลักในการรักษาความยืดหยุ่นของนโยบาย ส่วนบทที่ 2 จะนำเสนอมุมมองเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลอย่างไรต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค ความยืดหยุ่นในระยะยาว และความร่วมมือภายในภูมิภาค

AMRO คือองค์กรระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาคอาเซียน+3 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ร่วมกับจีน, ฮ่องกง (จีน), ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดย AMRO มีภารกิจหลักในการเฝ้าระวังเศรษฐกิจมหภาค สนับสนุนข้อตกลงทางการเงินในภูมิภาค และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศสมาชิก นอกจากนี้ AMRO ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ระดับภูมิภาคและให้การสนับสนุนความร่วมมือทางการเงินของอาเซียน+3 อีกด้วย

อ่านรายงานฉบับเต็ม…ASEAN+3 Regional Economic Outlook (AREO) 2026