รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
กรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรีย มักมีความหมายเป็นเมืองดนตรีคลาสสิก ร้านกาแฟที่ศิลปิน นักปราชญ์ และพวกหัวรุนแรงทางการเมือง มีชื่อเสียงมาพบกัน ช่วงสงครามเย็น เวียนนาเป็นเมืองของพวกสายลับ แต่เวียนนามีอีกภาพลักษณ์หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวมองข้ามไป คือเป็นเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ติดอันดับ 1 เมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก มาอย่างต่อเนื่อง
ในบทความของ The Financial Times ชื่อ Lessons from Vienna: housing success story 100 years in the making นักรัฐศาสตร์คนหนึ่งอาศัยในเวียนนากล่าวว่า เวียนนาเป็นเมืองที่คุณสามารถเลือกได้ว่า จะอยู่อาศัยในศตวรรษไหนของประวัติศาสตร์ คือเดินเท้าจากถนนเรียงด้วยก้อนหินในยุคโบราณ มายังพื้นที่ในศตวรรษ 19 และในยุคสมัยใหม่ แล้วขึ้นเครือข่ายระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ มาเยี่ยมชมอาคารที่พักอาศัย ที่ออกแบบโดยสถาปนิกมีชื่อเสียงของโลก อย่าง Zaha Hadid
ติดอันดับ 1 เมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก
ในแต่ละปี นิตยสาร The Economist จะจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดของโลก โดยพิจารณาจากบริการสุขภาพ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัย เวียนนาขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ในแทบทุกประเภท ออสเตรียเก็บภาษีรายได้บุคคลสูงสุดในยุโรป เหมือนกับเดนมาร์และฝรั่งเศส คนมีรายได้มากกว่า 90,000 ปอนด์ต่อปี หรือปีหนึ่ง 4.5 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 50% แต่ก็ได้รับผลตอบแทนคืนมาหลายอย่าง ค่าใช้จ่ายขนส่งสาธารณะคนหนึ่งเฉลี่ยปีหนึ่ง 365 ยูโร เฉลี่ยวันละ 1 ยูโร ในลอนดอน เฉลี่ยวันละ 5 ปอนด์ ในเวียนนา การแสดงทางวัฒนธรรมหลายอย่างไม่เก็บค่าเข้าชม
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือค่าเช่าที่พักอาศัยในเวียนนา มีอัตราสมเหตุสมผล เทียบกับค่าเช่าที่พักในลอนดอน นิวยอร์ก และเมืองอื่นๆในยุโรป สาเหตุมาจาก “นโยบายการเคหะเพื่อสังคม” (social housing policy) ของสภาเทศบาล (city council) ที่กลายเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ใหญ่สุดในยุโรป 60% ของประชาชนในเวียนนาอาศัยอยู่ในอาคารที่มีคุณภาพของสภาเทศบาล รวมทั้งคนชั้นกลาง และคนทำงานวัยหนุ่ม แตกต่างจากลอนดอน พยาบาล ครู และเจ้าหน้าที่รัฐในเวียนนา สามารถพักอยู่ในใจกลางเมือง
ที่พักอาศัยจำนวนมากที่ได้รับการอุดหนุนจากเทศบาล ทำให้ค่าเช่าที่พักของเอกชนมีอัตราปานกลาง ห้องพักขนาด 60 ตรม. ของเอกชน ค่าเช่าเฉลี่ยนเดือนหนึ่ง 767 ยูโร ส่วนค่าเช่าที่พักโครงการเคหะเพื่อสังคม มีราคาถูกกว่ามาก นอกจากนี้ ผู้เช่ายังได้รับการปกป้องจากการขึ้นค่าเช่าห้องพักของเอกชน การมีที่พักที่สะดวกสบาย ค่าเช่าที่คนอาศัยเข้าถึงได้ เป็นปัจจัยสำคัญของคนเรา ต่อความมั่นคงและความสุขในชีวิต นักเศรษฐศาสตร์บางคนอาจบอกว่า รวมถึงผลิตภาพการทำงานด้วย

คนทั่วโลกจัดทัวร์มาศึกษาโครงการฯ
หนังสือ Braver New World เขียนถึงเวียนนาที่เป็นเมืองน่าอยู่ของโลกว่า คนทั่วโลก ตั้งแต่แคนาคา ฟิลิปปินส์ มาถึงออสเตรเลีย เดินทางมาเวียนนา เพื่อมาเยี่ยมชมโครงการเคหะเพื่อสังคม กรุงเวียนนามีประชากร 2 ล้านคน 1.2 ล้านคนอาศัยในโครงการเคหะเพื่อสังคมนี้ ที่เจ้าของคือสภาเทศบาล และสมาคมที่พักอาศัยที่มีข้อจำกัดการทำกำไร สภาเทศบาลเวียนนาเป็นผู้จัดหาที่พักอาศัยในเขตเทศบาล ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีหน่วยงานบริหารที่พักอาศัยเขตเทศบาลชื่อ Wiener Wohnen ที่บริหารห้องพัก 220,000 ห้อง และอสังหาริมทรัพย์ 1,800 แห่ง
การเคหะเพื่อสังคมมีคนพักอาศัย ที่มาจากทุกอาชีพ สถาปนิกเข้าคิวรอที่จะได้ออกแบบโครงการนี้ การเข้าพักอาศัยมีคิวรอยาวนาน เทศบาลควบคุมค่าเช่า ไม่ให้สูงกว่า 40% ของรายได้ แต่คนเช่าจ่ายค่าเช่า 1 ใน 3 ของรายได้ มีจำนวนน้อย คนรายได้ต่ำจะได้รับเงินอุดหนุนค่าเช่า รัฐคาลิฟอร์เนียส่งนักวิจัยมาอยู่ที่เวียนนา เพื่อศึกษาว่าโมเดลที่พักอาศัยเพื่อสังคม จะนำมาใช้ในอเมริกาได้อย่างไร
โครงการที่มีชื่อเสียงและมีการบันทึกภาพมากที่สุด คือโครงการ Karl-Marx-Hof ที่เปิดใช้เมื่อปี 1930 มีความยาว 1 กม. มีห้องพัก 1,400 ห้อง สำหรับคนพักอาศัย 5,000 คน พื้นที่มีที่ซักเสื้อผ้าส่วนกลาง มีห้องน้ำส่วนกลาง คลินิกทันตกรรม สำนักงานประกันสุขภาพ ห้องสมุด ไปรษณีย์ ร้านขายยา ร้านอาหาร และร้านบริการการออกแบบ คนมีร่ำรวยในเวียนนาในสมัยนั้น เรียกอาคารนี้ว่า “ป้อมปราการของสังคมนิยมเทศบาล” และไม่คิดว่าอาคารจะอยู่ได้นาน
ต้นกำเนิด “โครงการเคหะเพื่อสังคม”
หลังจากการสิ้นสุดของอาณาจักรฮับสบูร์ก ภายในเวลาไม่กี่วัน เวียนนาเปลี่ยนจากนครจักรวรรด์ที่มั่งคั่ง กลายเป็นเมืองล้มละลาย ที่มีคนมากกว่า 1 ใน 4 ไม่มีที่พักอาศัย เวียนนาเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในช่วงปี 1919-1934 ปี 1923 สภาเทศบาลที่บริหารโดยพรรคฝ่ายซ้าย สังคมประชาธิปไตย ริเริ่มนวัตกรรมโครงการสร้างที่พัก 25,000 หน่วย ให้แก่คน 1 ใน 4 ล้านคนของเวียนนา โดยเป็นที่พักอาศัยที่ได้รับการอุดหนุนจากเทศบาล ส่วนงบประมาณมาจากภาษีที่ดินและสิ่งฟุ่มเฟือย
หนึ่งในโครงการที่พักอาศัยที่สร้างระยะแรกคือตึก Karl-Marx-Hof ที่ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพที่ดี นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า ความคิดก็คือการสร้างที่พักอาศัย ที่คนสามารถเข้าถึง มีความสะอาด และสวยงาม พวกที่ริเริ่มโครงการคิดว่า สิทธิเรื่องความสวยงาม ไม่ควรเป็นเรื่องของคนมีฐานะเท่านั้น เพราเหตุนี้ สภาเทศบาลจะจ้างสถาปนิกที่มีชื่อเสียง มาออกแบบในแต่ละโครงการของเคหะเพื่อสังคม พวกฝ่ายซ้ายจึงบอกว่าเป็น “พระราชวังแวร์ซายของคนงาน”
นอกจากเวียนนาแล้ว ไม่มีเมืองไหนในโลกที่นักเดินทางสนใจ มาเยี่ยมชมโครงการเคหะของรัฐ แต่นักเดินทางนิยมไปเยี่ยมชมโครงการเคหะเพื่อสังคม ชื่อ Hundertwasserhaus ที่ออกแบบสไตล์ศิลปะสมัยใหม่ มีสีสันสดใส ทุกโครงการเคหะเพื่อสังคมจะมีการประกาศการแข่งขัน ในเรื่องการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ทำให้แต่ละโครงการมีความงดงามทางศิลปะที่หลากหลาย แทนที่จะเป็นตึกอิฐบล็อกสีเท่าๆ คนที่อาศัยไม่รู้สึกอับอาย แต่กลับภูมิใจที่อาศัยอยู่ในการเคหะเพื่อสังคม
โมเดลการเคหะเพื่อสังของเวียนนา สามารถผ่านวิกฤติต่างๆมาได้เป็นระยะๆ ตั้งแต่สมัยพวกนาซีเข้ามายึดครองออสเตรีย ในปี 1938-1945 หรือในช่วงนับจากทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ที่โลกหันมาใช้นโยบายการเงินตามกลไกตลาด ต่อต้านการอุดหนุนของรัฐ ที่เกิดจากแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism)
แต่การที่โครงการเคหะเพื่อสังคมสามารถชนะอุปสรรคต่างๆ และดำรงอยู่ต่อเนื่องมานับร้อยปี เพราะความสำเร็จของโครงการฯ สามารถสร้างฉันทานุมัติ และได้รับพันธะทางการเมือง ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
เอกสารประกอบ
Lessons from Vienna: A housing Success Story 100 Years in the Making, 30 DEC 2022, The Financial Times
Braver New World, John Kampfner, Atlantic Book 2026.



