ประสาท มีแต้ม
ก่อนเขียนบทความนี้ ผมได้ลองนำข้อความที่ว่า “โลกอาจร้อนถึง 3°C ภายในปี 2050 คำเตือนจากนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน” ไปเล่าให้เพื่อนๆที่เดินออกกำลังกายด้วยกันฟัง ปรากฏว่า หลายคนไม่ได้แสดงความรู้สึกกังวลหรือตกใจแต่ประการใด บางคนถามกลับว่า “มันจะหนาวจัดหรือ” ผมจึงสรุปเอาเองว่าเรื่องนี้มันซับซ้อนเกินไปสำหรับคนทั่วไป หรือเป็นเพราะว่าผมเล่าไม่ดีเอง
ผมเองได้รับรู้ข่าวนี้จากการดู YouTube ด้วยความรู้สึกกังวลจึงได้ไล่ตามอ่านต้นฉบับที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอ่านความเห็นของ Dr. David Zuzuki (เชื้อสายญี่ปุ่น-แคนาดา) ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ และนักสิ่งแวดล้อมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
ผมขอลำดับเหตุการณ์โดยย้อนไป 10 ปี เป็นปีที่โลกมี “ข้อตกลงปารีส” เมื่อปี 2015 ที่ผู้นำทั่วโลกได้ลงนามร่วมกันเพื่อเป้าหมายควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนปี 2100 หรือประมาณอีก 85 ปีในตอนนั้น
อีก 3 ปีต่อมานับจากวันที่ลงนามคือปี 2018 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC-ซึ่งเป็นหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ) ได้ประเมินพบว่า ชาวโลกจำเป็นต้องบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ประมาณปี 2050 จึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายนี้ได้และมีมาตรการด่วนคือลดลง 47% (ของระดับปี 2019) ภายในปี 2030
แต่จู่ ๆก็มีข่าวว่า “โลกอาจร้อนถึง 3°C ภายในปี 2050” สำหรับคนที่ได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิดระดับหนึ่ง หากไม่ให้รู้สึกตกใจก็คงจะแปลกมาก
ไม่ใช่แค่ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างที่เราเคยรับรู้ และไม่ใช่จะเกิดขึ้นในอีก 84 หรือ 85 ปี แต่มันอาจจะถึง 3 องศาเซลเซียส และในอีก 24 ปีที่จะถึงเท่านั้นเอง
คราวนี้มาทำความเข้าใจกับคำเตือนและเหตุผลของนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน ซึ่งผมได้สรุปสาระสำคัญบางอย่างไว้ในแผ่นภาพด้านล่าง
สมาคมวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 สมาคม (ดังภาพ) ได้ออกแถลงการณ์เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2025 พร้อมกับให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คุณภาพรายสัปดาห์ (DIE ZEIT) ของเยอรมันด้วย
คำพูดแรก “เราไม่สามารถบอกได้ว่าการร้อนขึ้นถึง 3°C ภายในปี 2050 จะไม่เกิดขึ้น” เป็นของประธานสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งเยอรมนี เป็นสมาคมวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เคยเป็นสมาชิกสมาคมนี้
ในความเห็นของผม หากพิจารณาตามตรรกะก็ไม่ต่างอะไรกับ “โลกอาจร้อนถึง 3°C ภายในปี 2050” แต่ผมรู้สึกว่ามันมีความหนักแน่นต่างกันนะ
สำหรับเหตุผลรวมๆที่เข้าใจง่ายคือ “เราไม่ได้อยู่ในยุคโลกร้อนธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นยุคที่โลกร้อนกำลังเร่งตัว” เป็นความเห็นของประธานสมาคมอุตุนิยมวิทยาแห่งเยอรมนี คำที่ต้องเน้นย้ำก็คือคำว่า “เร่ง” ซึ่งหมายถึงว่าด้วยขนาดการเพิ่มที่เท่ากัน แต่เวลาที่ใช้กลับสั้นลงกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งเยอรมนีได้เล่าให้นักข่าวฟังว่า “นักวิทยาศาสตร์ราว 15 คนจากสองสมาคมของเราใช้เวลา 18 เดือนรวบรวมข้อค้นพบล่าสุด พวกเขาถกเถียงกัน เช่น การพุ่งสูงของอุณหภูมิโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงความผันผวนทางสถิติ หรือสะท้อนแนวโน้มที่ชัดเจน งานวิจัยใหม่ ๆ ชี้ว่า ความไวต่อสภาพภูมิอากาศ (climate sensitivity) อาจสูงกว่าที่เคยคิด หมายความว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณเท่าเดิมอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นมากกว่าที่เราสมมุติไว้ สิ่งนี้สนับสนุนแนวคิดว่ามีแนวโน้มการเร่งตัวอยู่จริง”
ผมได้ตามไปศึกษาเอกสารอ้างอิงประกอบแถลงการณ์ แล้วก็สรุปมาให้ทุกท่านตามภาพด้านล่างครับ
ขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมว่า เส้นโค้งสีดำในภาพที่เขียนกำกับว่า “ไม่เชิงเส้น(Nonlinear)” แทนผลลัพธ์ของระบบโลกซึ่งเหมือนกับการคิดดอกเบี้ยทบต้นที่เราอนุญาตให้ผลลัพธ์(คือดอกเบี้ย) ถูกป้อนกลับเข้าไปเป็นเหตุของระบบ(คือเงินต้น) อีกครั้งหนึ่ง หากเราเพิ่มจำนวนปีที่กู้หรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลให้เงินรวมเพิ่มขึ้นชนิดที่หลายคนคิดไม่ถึง
กลับมาที่เรื่องโลกร้อนตามความเห็นของนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน ดังภาพนะครับ
กราฟทางขวาบนเป็นผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังและคณะ มีทั้งข้อมูลจริงและผลลัพธ์ที่พยากรณ์ล่วงหน้าคือสิ้นปีนี้(2026) และปีหน้า (2027) พร้อมทั้งปัจจัยภายนอกที่ทั้งลด(ลา นีญา) และเพิ่ม (เอล นีโญ) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก สำหรับกราฟทางซ้ายมือล่างนำเสนอเรื่องเดียวกัน แต่ระบุว่า ปี 2024 เป็นปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม ตามนิยามของ IPCC กำหนดว่า จะถือว่าอุณหภูมิเฉลี่ยเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก็ต่อเมื่อค่าเฉลี่ยช่วงประมาณ 20 ปีเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะเฉลี่ยเพียง 2-3 ปีไม่ได้ (ผมเองก็เพิ่งรู้เพราะเอไอบอก)
คราวนี้มาดูเนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าว ในบางช่วงบางตอนกันบ้าง
ภาวะโลกร้อนที่เร่งตัวขึ้นเป็นภัยต่อชีวิตและความปลอดภัย
“แม้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สามารถวัดได้จริงในปัจจุบัน ก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแล้วทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเยอรมนี เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มจำนวนขึ้นและเริ่มเกิดในภูมิภาคที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน”
“ด้านหนึ่ง เกิดช่วงภัยแล้งยาวนาน คลื่นความร้อนและไฟป่าในพื้นที่กว้างบ่อยครั้งขึ้น อีกด้านหนึ่ง ก็เกิดฝนตกหนักอย่างรุนแรงซึ่งมักมาพร้อมกับอุทกภัยขนาดใหญ่ ความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคลและสาธารณะจากเหตุการณ์เหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไปตามความรุนแรงของภาวะโลกร้อน”
“อันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของมนุษย์ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ล้วนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความร้อนสุดขั้ว ในบางภูมิภาคของโลก ปัจจุบันแทบไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างถาวรภายใต้สภาพอากาศที่รุนแรงเช่นนี้”
“เป็นไปได้ว่า ก่อนปี 2050 ในเขตร้อนบางแห่งอาจเกิดสถานการณ์ที่การผสมผสานระหว่างความชื้นสูงกับอุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้การอยู่กลางแจ้งไม่สามารถมีชีวิตรอดได้อีกต่อไป”
“ในมหาสมุทรเอง คลื่นความร้อนทางทะเลในบางภูมิภาคที่มีอุณหภูมิน้ำสูงผิดปกติ ระดับออกซิเจนจะลดลง และความเข้มข้นของกรดคาร์บอนิกเพิ่มขึ้น (ทำลายปะการัง ทำให้เปลือกหอย/กระดูกปลาเปราะบาง) ก็เกิดบ่อยขึ้นเช่นกัน ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล”
“คาดว่าการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะเร่งตัวขึ้นอย่างมาก และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า จะคุกคามพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก”
“สภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การทำเกษตรกรรมแบบวางแผนล่วงหน้าในหลายภูมิภาคของโลกเป็นเรื่องยาก และในบางพื้นที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย อีกทั้งการละลายของธารน้ำแข็งทำให้การจัดหาน้ำกลายเป็นความท้าทายถาวรในหลายแห่ง”
“นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกกำลังลดลงอย่างน่าตกใจ สำหรับผู้คนนับร้อยล้านคน ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แนวโน้มเหล่านี้มีศักยภาพสูงที่จะก่อให้เกิดความยากจนและภาวะอดอยากอย่างรุนแรง มีความเสี่ยงสูงว่าในบางภูมิภาคของโลก ขีดจำกัดของการอยู่อาศัยได้จะถูกก้าวข้ามไป ซึ่งจะเพิ่มความเป็นไปได้อย่างมากที่ผู้คนจะจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่เหล่านั้น”
แถลงการณ์นี้มีข้อเรียกร้องต่อผู้มีบทบาททางการเมืองทุกคนในเยอรมนีจำนวน 10 ข้อ ดังนี้
- จงตระหนักถึงสถานการณ์อันตรายที่แท้จริง อันเกิดจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เป็นผู้ก่อและกำลังทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งจงตระหนักถึงความเร่งด่วนของการลงมือปฏิบัติ
- โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความก้าวหน้าที่ได้บรรลุมาแล้ว ให้ตัดสินใจดำเนินมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเพิ่มเติมและอย่างจริงจังยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการผลิตพลังงาน การคมนาคมขนส่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม
- ในการเจรจาระหว่างประเทศ ให้ยืนหยัดอย่างแน่วแน่เพื่อการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของข้อตกลงปารีสอย่างเคร่งครัด
- ปรับเปลี่ยนกรอบเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ให้การหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความน่าดึงดูดและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
- ออกแบบแรงจูงใจต่าง ๆ ให้สินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซต่ำมีราคาถูกกว่าสินค้าและบริการที่ปล่อยก๊าซสูง
- สร้างเงื่อนไขและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้สามารถนำกระบวนการที่ปลอดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาใช้ และพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงระบบต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
- ส่งเสริมมาตรการด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านการปลูกป่า การคุ้มครองและฟื้นฟูพื้นที่พรุ ตลอดจนการใช้ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างในระยะยาว
- วางแผนมาตรการที่จำเป็นเพื่อปรับตัวต่อผลกระทบของภาวะโลกร้อน ให้เป็นไปในลักษณะที่เท่าที่จะเป็นไปได้ สามารถส่งเสริมการปกป้องสภาพภูมิอากาศไปพร้อมกันด้วย
- เปิดการอภิปรายเกี่ยวกับการถอยร่นออกจากพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่ในระดับต่ำบริเวณทะเลเหนือและทะเลบอลติก
- ทำให้มั่นใจว่าสังคมจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องและเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวชี้วัดต่างๆจะมีความรุนแรงมากกว่าที่เราเคยรู้ แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี ยกเว้นปีที่มีโควิด-19 ปีเดียวเท่านั้น แต่หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ก็กล่าวอย่างมีความหวังว่า “มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ประชาคมโลกจะต้องมีความพยายามอย่างหนัก แต่ความเสี่ยงที่จะไม่ประสบผลสำเร็จก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”
สรุป โอกาสยังมี แต่ความเสี่ยงกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความพยายามของมนุษย์




