ASEAN Roundup ประจำวันที่ 25-31 มกราคม 2569
- อินโดนีเซียตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ Perminas บริหารจัดการแร่ Rare Earth
- อินโดนีเซียเปิดตัววีซ่า Global Citizenship ดึงดูดผู้มีศักยภาพจากต่างแดนกลับประเทศ
- เวียดนาม-สหภาพยุโรป ยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน”
- เวียดนามคาดหวังเจรจาภาษี reciprocal รอบที่ 6 กับสหรัฐฯคืบ
- เวียดนามเริ่มทดลองออกใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโต
- สปป. ลาว เปิดตัวบริษัทจัดการกองทุนแห่งแรก มุ่งยกระดับตลาดทุน
- สปป. ลาว เผยรายงานการประเมินความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์
อินโดนีเซียตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่ Perminas บริหารจัดการแร่ Rare Earth

รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี Prabowo Subianto ได้ตัดสินใจจัดตั้งรัฐวิสาหกิจแห่งใหม่ชื่อว่า Perminas (Perusahaan Mineral Nasional) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการ “แร่หายาก” (Rare Earth Minerals) และแร่ยุทธศาสตร์ของชาติโดยเฉพาะ
นายปราเซตโย ฮาดี (Prasetyo Hadi) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย เมื่อวันศุกร์ (30 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา ว่า ประธานาธิบดีคาดหวังให้ Danantara ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย ดำเนินการจัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจขึ้นมาเพื่อ “บริหารจัดการแร่ธาตุของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์”
รัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลได้กำหนดเขตพื้นที่ทำเหมืองที่จะให้ Perminas เป็นผู้บริหารจัดการไว้แล้ว ซึ่งรวมถึง เหมืองทองคำมาร์ตาเบ (Martabe) ในจังหวัดสุมาตราเหนือ ซึ่งเดิมบริหารโดยบริษัท PT Agincourt Resources ที่เพิ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการไปเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากถูกสงสัยว่ามีการละเมิดกฎระเบียบ
ทางด้าน นายโรซาน โรซลานี (Rosan Roeslani) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Danantara Indonesia ระบุว่า Perminas (ซึ่งย่อมาจาก Perusahaan Mineral Nasional หรือบริษัทแร่แห่งชาติ) จะมุ่งเน้นไปที่ “แร่หายาก” (Rare Earth Minerals) เป็นหลัก ซึ่งจะทำให้บริษัทนี้มีบทบาทที่แตกต่างจาก MIND ID ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งด้านการทำเหมืองของรัฐที่มีอยู่เดิม
“เราคาดหวังให้ Perminas เน้นไปที่แร่หายากโดยเฉพาะ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งก็ต่างมีหน้าที่เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป” นายโรซลานี อธิบาย
สำหรับการเข้าควบคุมดูแลพื้นที่ทำเหมืองมาร์ตาเบ (Martabe) นั้น นายโรซลานีระบุว่า ขณะนี้กำลังรอคำสั่งและแนวทางเพิ่มเติมจากรัฐบาลกลาง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (28 มกราคม 2569) นายโดนี ออสกาเรีย (Dony Oskaria) COO ของ Danantara Indonesia ได้เปิดเผยแผนที่จะให้ Perminas เข้าซื้อกิจการและบริหารเหมืองมาร์ตาเบ (Martabe) โดยเน้นย้ำว่าบริษัทจะดำเนินงานภายใต้กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
PT Agincourt Resources เป็นหนึ่งใน 28 บริษัทที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ เนื่องจากต้องสงสัยว่าละเมิดกฎระเบียบการใช้พื้นที่ป่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ น้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มรุนแรง ที่ส่งผลกระทบต่อ 3 จังหวัดในภาคเหนือของสุมาตราเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน
การเพิกถอนใบอนุญาตดังกล่าวมาจากการตัดสินใจระหว่าง การประชุมกลุ่มย่อย (Limited Meeting) ที่มีประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เป็นประธาน ซึ่งจัดขึ้นนอกรอบระหว่างการเดินทางเยือนกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569
อินโดนีเซียเปิดตัววีซ่า Global Citizenship ดึงผู้มีศักยภาพจากต่างแดนกลับประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและราชทัณฑ์อินโดนีเซียได้เปิดตัวนโยบาย “Global Citizen of Indonesia” (GCI) อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 มกราคม 2569) โดยพิธีเปิดจัดขึ้นตรงกับวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ครบรอบ 76 ปี ในเมืองตังเกรัง
Global Citizen of Indonesia (GCI) คือนโยบายที่มอบสิทธิการพำนักถาวรแบบไม่กำหนดระยะเวลาให้แก่ชาวต่างชาติที่มีความผูกพันทางสายเลือด เครือญาติ ประวัติศาสตร์ หรือมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ต้องเปลี่ยนสัญชาติเดิมของตนเอง
ผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์นโยบายนี้ประกอบด้วย:
- อดีตพลเมืองอินโดนีเซีย
- ทายาทของอดีตพลเมืองอินโดนีเซีย (นับย้อนไปได้ถึงรุ่นที่สอง)
- คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองอินโดนีเซีย
- บุตรที่เกิดจากการสมรสต่างสัญชาติ
- สมาชิกครอบครัวของผู้ถือใบอนุญาตพำนัก GCI ผ่านโครงการรวมกลุ่มครอบครัว (Family Reunification Scheme)
“นโยบายนี้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องการถือสองสัญชาติ ในขณะที่ยังคงยึดมั่นในหลักการอธิปไตยทางกฎหมายของสัญชาติอินโดนีเซีย นอกจากนี้ GCI ยังช่วยเปิดโอกาสให้กลุ่มชาวอินโดนีเซียในต่างประเทศ (Diaspora) และบุคคลที่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับอินโดนีเซีย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในภาคส่วนการพัฒนาต่างๆ” ยูลดี ยุสมาน (Yuldi Yusman) รักษาการอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง อธิบาย
วีซ่าภายใต้โครงการ GCI แบ่งออกเป็น 6 ประเภท เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มชาวอินโดนีเซียในต่างประเทศ โดยเน้นที่ “สายสัมพันธ์ทางบรรพบุรุษ” มากกว่าเรื่องการจ้างงานหรือการลงทุน
โครงการ GCI ได้นำเสนอประเภทวีซ่า 6 รูปแบบที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Diaspora โดยเฉพาะ ดังนี้:
- E32A – อดีตพลเมืองอินโดนีเซีย: ใบอนุญาตพำนักระยะเวลา 5 ปี
- E32B – ทายาทของอดีตพลเมืองอินโดนีเซีย: ใบอนุญาตพำนักระยะเวลา 5 ถึง 10 ปี
- E32E – อดีตพลเมืองอินโดนีเซียที่มีสิทธิ์ขอพำนักถาวร: (Permanent Stay)
- E32G – ทายาทรุ่นที่สองที่มีสิทธิ์ขอพำนักถาวร: (Permanent Stay)
- E31B – คู่สมรสของผู้ถือใบอนุญาตพำนักถาวร: ได้รับสิทธิ์พำนักถาวร (Permanent Stay)
- E31C – บุตรของพลเมืองอินโดนีเซีย: ได้รับสิทธิ์พำนักถาวร (Permanent Stay)
การยื่นขอ GCI สามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ทางระบบวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (evisa.imigrasi.go.id) โดยวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ GCI (รหัส E31A, E31B, E31C, E32E, E32F, E32G, E32H) จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับระบบตรวจสอบการข้ามแดน ทั้งในส่วนของช่องตรวจอัตโนมัติ (Autogate) และเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมืองแบบปกติ
สำหรับผู้ยื่นขอที่ประสงค์จะใช้ช่องตรวจอัตโนมัติ (Autogate) จะต้องกรอกแบบฟอร์ม All Indonesia Arrival Declaration ให้ครบถ้วนก่อนเดินทางถึงประเทศอินโดนีเซีย และภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเดินทางเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซีย ผู้ถือวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ GCI จะได้รับใบอนุญาตพำนักถาวร (ITAP) แบบไม่กำหนดระยะเวลาทันที โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
สำหรับอดีตพลเมืองอินโดนีเซียและทายาท จะมีข้อกำหนดพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการแสดงหลักฐาน รายได้อย่างน้อยประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (ประมาณ 52,000 บาท) หรือ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 520,000 บาท) นอกจากนี้ ยังต้องมีหลักประกันด้านตรวจคนเข้าเมืองในรูปแบบของ พันธสัญญาการลงทุน (เช่น พันธบัตร, หุ้น, กองทุนรวม หรือเงินฝาก) ตามมูลค่าที่กำหนดไว้ในแต่ละประเภท หรือ การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งนี้ หลักประกันดังกล่าวจะได้รับคืน (Refundable) หากผู้ถือวีซ่า GCI ตัดสินใจสิ้นสุดการพำนักหรือเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตพำนัก
ผู้ยื่นขอจะต้องชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าอย่างเป็นทางการเป็นจำนวนเงิน 34.8 ล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 2,090 ดอลลาร์สหรัฐ )
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเรื่องหลักประกันด้านตรวจคนเข้าเมืองนี้ “ไม่มีผลบังคับใช้” กับผู้ยื่น GCI ในกลุ่มการรวมกลุ่มทางครอบครัว (Family Reunification) ภายใต้โครงการนี้ คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองอินโดนีเซีย, บุตรที่เกิดจากการสมรสต่างสัญชาติ และคู่สมรสของผู้ถือวีซ่า GCI สามารถยื่นขอรับสิทธิ์ GCI ได้โดยไม่ต้องมีหลักประกันทางการเงินใดๆ ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการรักษาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และการอำนวยความสะดวกให้แก่ครอบครัวที่มีความผูกพันทางกฎหมายกับประเทศอินโดนีเซีย
สำหรับผู้ยื่นขอที่มี ทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized Skills) จะต้องมีหนังสือเชิญหรือหนังสือแสดงความจำเป็นเร่งด่วน (Statement of Urgency) จากรัฐบาลกลางในฐานะผู้รับรอง (Guarantor)
ภายใต้โครงการนี้ ผู้ยื่นขอที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะสามารถพำนักในอินโดนีเซียได้ในระยะยาว ผ่านกระบวนการบริการในรูปแบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันอย่างเบ็ดเสร็จ (Integrated) โดยที่ยังคงสามารถ ถือสัญชาติเดิมไว้ได้
นายอากัส อันดริอันโต (Agus Andrianto) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองและราชทัณฑ์ เน้นย้ำว่า ทิศทางของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองในปี 2569 นั้นสอดคล้องกับวาระสำคัญในภาพรวมของรัฐบาล
“ก้าวสู่ปี 2569 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้บูรณาการแผนงานทั้งหมดให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล โดยการเปลี่ยนโฉมการบริการและการใช้เทคโนโลยีถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์บริการสาธารณะที่ทันสมัย และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ในทำนองเดียวกัน เรากำลังสร้างระบบ GCI โดยการมอบความสะดวกสบายผ่านระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกัน เราคาดหวังว่านโยบายนี้จะช่วยส่งเสริมให้กลุ่มชาวอินโดนีเซียในต่างประเทศ (Diaspora) เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาประเทศ” นายอากัส อันดริอันโต กล่าว
เวียดนาม-สหภาพยุโรป ยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นสู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน”

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ประธานาธิบดี เลือง เกื่อง (Luong Cuong) และประธานคณะมนตรียุโรป อันโตนิโอ กอสตา (António Costa) ได้ร่วมกันประกาศยกระดับความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership ) อย่างเป็นทางการ ณ กรุงฮานอย ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือระหว่างสองภูมิภาค
ในแถลงการณ์ร่วม เวียดนามและสหภาพยุโรป ได้เน้นย้ำถึง “ความสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและค่านิยมที่มีร่วมกัน ทั้งในด้านสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง ภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดถือหลักเกณฑ์ (Rules-based International Order) และอ้างอิงตามกฎหมายระหว่างประเทศ”
แม้จะไม่มีการกล่าวถึงเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่ในการแถลงข่าวภายหลังการเข้าพบประธานาธิบดี เลือง เกื่อง ของเวียดนาม ทางประธานคณะมนตรียุโรป อันโตนิโอ กอสตา กล่าวว่า “ในขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดถือหลักกฎหมายกำลังถูกคุกคามจากหลายด้าน เราจำเป็นต้องยืนหยัดเคียงข้างกันในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้และสามารถคาดการณ์ได้”
ประธานาธิบดีเกื่องกล่าวว่า “เวียดนามถือว่าสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในโลก และปรารถนาที่จะส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อไป”
อีกทั้งยังได้ระบุว่าความเคลื่อนไหวในครั้งนี้คือ “หมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์” ซึ่งเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 35 ปี หลังจากที่เวียดนามและสหภาพยุโรปได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) ที่ลงนามไปเมื่อปี 2563 ได้ช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มสูงขึ้นถึง 40%
นับตั้งแต่ความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เวียดนาม (EVFTA) มีผลบังคับใช้ มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นถึง 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างกันพุ่งสูงกว่า 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567
ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของเวียดนาม เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 และเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 16 ของ EU และถือเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
เวียดนามคาดหวังเจรจาภาษี reciprocal รอบที่ 6 กับสหรัฐฯคืบ

นายเหงียน ซิน ญั๊ต ตัน (Nguyen Sinh Nhat Tan) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (29 มกราคม 2569) ว่า เวียดนามหวังว่าการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) รอบที่ 6 กับสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า จะมีความคืบหน้าเพิ่มเติม โดยต่อยอดจากความสำเร็จที่ทำไว้ในรอบก่อนหน้านี้
ในการแถลงข่าวประจำของกระทรวง ณ กรุงฮานอย นายตันกล่าวว่า คณะผู้แทนเจรจาของเวียดนามได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมชุดข้อเสนอที่ครอบคลุมสำหรับการเจรจาในครั้งนี้
ข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกรายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจและแจ้งให้ฝ่ายสหรัฐฯ ทราบแล้ว รวมถึงรายละเอียดของตัวชี้วัดและรายการสินค้าต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้สินค้าจากสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มากขึ้น
หนังสือพิมพ์ เตี่ยนฟอง (Tien Phong) รายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายตันว่า คณะผู้แทนเจรจาของเวียดนาม นำโดย นายเลอ มานห์ ฮุง (Le Manh Hung) รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า เดินทางไปยังสหรัฐฯ ในวันที่ 30 มกราคม เพื่อเข้าร่วมการเจรจาซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์
“เราหวังว่าการเจรจารอบที่ 6 นี้จะยังคงส่งผลลัพธ์ในเชิงบวกต่อไป” นายตันกล่าว พร้อมเสริมว่าเวียดนามกำลังเข้าสู่การเจรจาโดยมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและการสร้างความเห็นพ้องต้องกันกับฝ่ายสหรัฐฯ
แม้ยอมรับเรื่องการขาดดุลการค้า นายตันได้ย้ำว่า การขาดดุลดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการแข่งขันโดยตรงระหว่างระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่เป็นผลมาจากความแตกต่างในโครงสร้างการผลิตและบทบาทภายในห่วงโซ่อุปทานโลก
อีกทั้งยังระบุด้วยว่า สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง (High-quality products) ในขณะที่สินค้าส่งออกของเวียดนามมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป
นายตันกล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอข้อกำหนดที่เข้มงวดซึ่งถือเป็นความท้าทายสำหรับเวียดนาม อย่างไรก็ตาม คณะผู้แทนเจรจายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาด้วยความอดทนและสร้างสรรค์
เวียดนามจะยังคงส่งเสริมให้บริษัทจากสหรัฐฯ ขยายการลงทุน การผลิต และการดำเนินธุรกิจในประเทศ พร้อมทั้งสร้างสภาวะที่เอื้ออำนวยให้สินค้าจากสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ตลาดเวียดนามได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการค่อย ๆ ลดช่องว่างดุลการค้าลง
นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเวียดนามรักษาการผลิตและกระจายตลาดส่งออกให้หลากหลายให้ความเสถียรยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายตันกล่าวว่า เวียดนามจะเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรหลายฝ่าย สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศให้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกให้ลึกยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นการกระจายตลาดเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ
ก่อนหน้านี้กระทรวงฯ รายงานว่า การเจรจาแบบเจอตัวรอบที่ 5 ได้จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2568
สำนักข่าวเวียดนาม (VNA) ระบุว่า ในระหว่างการหารือ ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน รวมถึงด้านการบริการ การค้าดิจิทัล เกษตรกรรม อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) พร้อมทั้งลดช่องว่างทางความคิดในประเด็นที่ยังคั่งค้างอยู่
นอกจากนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ยังได้ชื่นชมในความปรารถนาดี ความพยายาม และแนวทางที่ยืดหยุ่นของเวียดนาม โดยเฉพาะผลลัพธ์จากการหารือโดยตรงระหว่างนายเหงียน ฮง เดียน (Nguyen Hong Dien) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าในขณะนั้น กับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) นายเจมีสัน กรีเออร์(Jamieson Greer) ก่อนการประชุมทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ
จากการต่อยอดข้อเสนอของเวียดนาม ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ให้การตอบรับในเบื้องต้นที่น่าพึงพอใจ และระบุว่าจะพิจารณาสิ่งที่เวียดนามยังมีความกังวลอยู่ โดยอิงจากผลลัพธ์ของการเจรจาในภาพรวม
เวียดนามและสหรัฐฯ เริ่มเปิดการเจรจาภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) รอบแรกเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2568 หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนในอัตรา 46% กับสินค้านำเข้าจากเวียดนามเมื่อต้นเดือนเดียวกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาษีโลกฉบับใหม่
ต่อมามาตรการดังกล่าวได้ถูกระงับไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจา และเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อปรับปรุงอัตราภาษีต่างตอบแทนสำหรับ 69 ประเทศและเขตการปกครองที่ระบุไว้ในภาคผนวกที่ 1 ซึ่งรวมถึงเวียดนาม โดยมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าจากเวียดนามลงจาก 46% เหลือ 20%
เวียดนามเริ่มทดลองออกใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโต 5 ปี

กระทรวงการคลังเวียดนามเปิดเผยว่า เมื่อวันอังคาร(27 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา เวียดนามได้เริ่มนำร่องระบบการออกใบอนุญาตสำหรับองค์กรที่ดำเนินกิจการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโต (Crypto Asset Exchanges) ซึ่งถือเป็นก้าวแรกอย่างเป็นทางการของประเทศในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ หลังจากที่อยู่ใน “พื้นที่สีเทา” ทางกฎหมายมานานหลายปี
กระทรวงฯ ระบุว่าได้เริ่มเปิดรับคำขอจากผู้ประกอบการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโตที่มีศักยภาพตั้งแต่วันอังคาร ภายใต้ขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน คำสั่งที่ 96/QD-BTC (Decision No. 96/QD-BTC) ซึ่งมีการประกาศใช้ในวันเดียวกัน
ตามคำสั่งดังกล่าว ได้มีการนำกระบวนการทางปกครองใหม่ 3 ขั้นตอนมาใช้ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การออกใบอนุญาต (Issuance), การปรับปรุงรายละเอียดใบอนุญาต (Adjustment) และการเพิกถอนใบอนุญาต (Revocation) สำหรับองค์กรที่ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์คริปโต
การดำเนินกลางนี้เป็นไปตามมติรัฐบาลที่ 05/2025/NQ-CP ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยอนุญาตให้ดำเนินโครงการนำร่องสำหรับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโตในเวียดนามเป็นระยะเวลา 5 ปี
ข้อมูลจากพอร์ทัลรัฐบาลเวียดนาม (Vietnam Government Portal) ระบุว่า จนถึงขณะนี้มีบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารประมาณ 10 แห่ง ได้ประกาศแผนการที่จะให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์คริปโตทันทีที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล
สินทรัพย์คริปโต (Crypto assets) ถูกจำกัดความว่าเป็นสินทรัพย์ที่ดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมดิจิทัล โดยถูกสร้างขึ้นและบันทึกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัส (Cryptographic technology)
การเริ่มดำเนินการนี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนของเวียดนามไปสู่แนวทางการจัดการสินทรัพย์คริปโตแบบกำกับดูแลและทดลองใช้ (Trial-based approach) เพื่อดึงอุตสาหกรรมนี้เข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ หลังจากที่ไม่มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนมานานหลายปี
ประเภทของสินทรัพย์ที่พบบ่อยประกอบด้วย:
- สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrencies): เช่น Bitcoin และ Ethereum
- โทเคน (Tokens): ที่ใช้แทนมูลค่าหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงสิทธิในการใช้บริการ สิทธิทางการเงิน หรือสินทรัพย์ที่มีทองคำหรืออสังหาริมทรัพย์หนุนหลัง
- โทเคนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (Non-fungible tokens หรือ NFTs): ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ใช้เพื่อเป็นตัวแทนและตรวจสอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในโลกดิจิทัล
ข้อมูลจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ระบุว่ามูลค่าการทำธุรกรรมคริปโตในเวียดนามระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงมิถุนายน 2568 มีมูลค่าโดยประมาณอยู่ที่ 2.2 – 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยสูงถึงกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน
มูลค่าการซื้อขายนี้ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 3 ตลาดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นรองเพียงอินเดียและเกาหลีใต้เท่านั้น และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10%ของมูลค่าธุรกรรมรวมทั้งภูมิภาค
Chainalysis ระบุว่า สกุลเงินดิจิทัลในเวียดนามถูกนำมาใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในการโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittances), อุตสาหกรรมเกม และการออมเงิน
หลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตในเวียดนามขาดพื้นฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน แต่ช่องว่างดังกล่าวคาดว่าจะลดลงหลังจากการผ่าน กฎหมายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล (Law on Digital Technology Industry) โดยสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
กฎหมายฉบับนี้ช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเป็นครั้งแรก และเป็นพื้นฐานทางกฎหมายให้หน่วยงานจัดเก็บภาษีสามารถพัฒนานโยบายการจัดการและการจัดเก็บภาษีที่เหมาะสม
กฎหมายใหม่นี้ และมติรัฐบาลที่ 05 ที่อนุญาตให้มีการนำร่องการออกใบอนุญาตและการซื้อขายสินทรัพย์คริปโต คาดว่าจะช่วยเปิดเส้นทางใหม่สำหรับการพัฒนาตลาด ในขณะที่ยังคงให้ภาคส่วนนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล
ดั่ง เหวียต มินห์ (Dang Nguyet Minh) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Dragon Capital หนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำของเวียดนาม กล่าวว่า ระบบการทดลองออกใบอนุญาตเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาตลาด และกล่าวว่า กรอบการทำงานนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไร ควบคุมแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต และค่อย ๆ ปรับสถานะของเวียดนามให้กลายเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์คริปโตที่มีการกำกับดูแลในเอเชีย
มินห์กล่าวว่า กรอบการทำงานนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไร ควบคุมแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับการควบคุม
ปัจจุบันเวียดนามอยู่ในอันดับ 5 ของโลกในด้านการเปิดรับคริปโต (Crypto Adoption) โดยมีการประเมินมูลค่าการถือครองสินทรัพย์คริปโตอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ค่อยๆ วางตำแหน่งเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางการจัดการสินทรัพย์คริปโตในเอเชีย
สปป. ลาว เปิดตัวบริษัทจัดการกองทุนแห่งแรก มุ่งยกระดับตลาดทุน

ตลาดทุนของลาวได้ก้าวมาถึงหมุดหมายสำคัญด้วยการเปิดตัว บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ชูพรีม สมาร์ทตี้ จำกัด (Supreme Smarty Fund Management Co., Ltd. หรือ SSF) ซึ่งเป็นนิติบุคคลรายแรกของประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประเภทนี้
พิธีเปิดตัวบริษัทจัดขึ้น ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากแวดวงการเงินเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นำโดยรองผู้ว่าการธนาคารแห่งสปป.ลาว นายสุลีสัก ทัมนุวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน สุพรีม สมาร์ตี้ ฟันด์ แมเนจเมนท์ จำกัด นายพงสะหวัด ลือนาม ประธานคณะกรรมการผู้ถือหุ้นสาธารณะของเจดีบี นายเอกพัน พาพิทัก และตัวแทนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การเปิดตัวในครั้งนี้คือ การที่สมัชชาแห่งชาติลาวให้ความเห็นชอบต่อการแก้ไข กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ในปี 2562 และการปรับปรุง ข้อตกลงว่าด้วยการออกใบอนุญาตธุรกิจจัดการกองทุนในปี 2566
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการฝึกอบรมเฉพาะทางและการสอบวัดผลขึ้นในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพร้อมเข้ามารับผิดชอบภารกิจต่าง ๆ ของบริษัท
นางเพ็งสี เพ็งเมือง ประธานคณะกรรมการกองทุน (the Asset Management Committee) ได้แสดงความยินดีกับคณะผู้บริหารบริษัท โดยกล่าวว่าการจัดตั้งบริษัทในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก “ศูนย์สู่หนึ่ง” (zero to one) สำหรับภาคส่วนการจัดการกองทุนของประเทศ และถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม
นางเพ็งสียังชี้ว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มงวดและการปฏิรูปกฎหมายที่ดำเนินการมาหลายปี สำหรับมุมมองต่ออนาคตนั้น นางเพ็งสีแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจลาว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะในภาคพลังงาน การขุดค้นแร่ธาตุ การท่องเที่ยว และการเกษตร
“การจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในปีนี้ ควบคู่ไปกับการนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของตลาดทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ” นางเพ็งสีกล่าว
นางเพ็งสียังเปิดเผยอีกว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สซค.) มีแผนที่จะเข้าเป็นสมาชิกของ องค์การคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (IOSCO) ภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยขยายขอบเขตให้กับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) และกองทุนหุ้นนอกตลาด (Equity Fund) ในลาวให้กว้างยิ่งขึ้น
ทางด้านประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายพงสะหวัด ได้ให้รายละเอียด บริษัทจัดการกองทุน ชูพรีม สมาร์ทตี้ จำกัด ว่า บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 โดยเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ไพเนียล อินเวสต์เมนต์ จำกัด (Pineal Investment Co., Ltd.) ซึ่งก่อตั้งโดยนักลงทุนชาวจีน นายหลี่ เสี่ยวหมิง ( Li Xiaoming) และธนาคารร่วมพัฒนา (Joint Development Bank – JDB)
บริษัทจดทะเบียนด้วยทุนจดทะเบียน 3 หมื่นล้านกีบ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่อาคารเอเชียอินเตอร์เนชันแนล (Asia International Building) ภายในเขตเศรษฐกิจเฉพาะบึงธาตุหลวง (Thatluang Lake Specific Economic Zone) นครหลวงเวียงจันทน์ และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569
นายพงสะหวัดระบุว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาดทุนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวลาวสามารถลงทุนในระดับโลกได้ ในขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาใน สปป. ลาว
ในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์หลัก 2 ประเภท ได้แก่ กองทุนหุ้นนอกตลาด (Private Equity Fund) มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพสูง และ กองทุนรวมที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Foreign Securities Investment Fund) ซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับนักลงทุนท้องถิ่นในการเข้าถึงตลาดทุนหลักของโลก รวมถึงจีน ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่ง สปป. ลาว และสำนักงาน สซค.
สปป. ลาว เผยรายงานการประเมินความพร้อมด้านปัญญาประดิษฐ์

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) ได้เปิดตัว รายงานการประเมินความพร้อมด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์( Artificial Intelligence Ethics Readiness Assessment )ของประเทศ ฉบับแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการรับมือกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
รายงานฉบับนี้ให้การวิเคราะห์อย่างละเอียดใน 5 ด้านหลัก ได้แก่:
- ความพร้อมด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
- มิติทางสังคมและวัฒนธรรม
- วิทยาศาสตร์ การวิจัย และการศึกษา
- ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
- โครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค
กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร ร่วมกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) และทีมงานสหประชาชาติประจำ สปป. ลาว ได้ร่วมกันเปิดตัวรายงาน ดังกล่าว ณ การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจัดขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันอังคาร(27 มกราคม 2569) ที่ผ่านมา
ดร. สันติสุก สิมมาลาวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพและผู้นำในการดำเนินโครงการนี้ กระทรวงฯ ตระหนักถึง ศักยภาพอันมหาศาลของ AI ในการยกระดับเศรษฐกิจ การเกษตร การศึกษา การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการบริหารงานภาครัฐของ สปป. ลาว ให้มีความทันสมัย
รายงานฉบับนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือวินิจฉัยระดับชาติและเข็มทิศเชิงกลยุทธ์ โดยเป็น แผนแม่บท (Blueprint) สำหรับการพัฒนาโซลูชัน AI ภายในประเทศที่ให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในขณะที่ยังเชื่อมโยงกับโลกสากล ช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัล และสร้างหลักประกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะส่งผลดีต่อประชาชนชาวลาวทุกคน ดร. สันติสุก กล่าว
นางซูฮยอน คิม ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคของยูเนสโก กล่าวว่า ข้อเสนอแนะของยูเนสโกเกี่ยวกับจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นกรอบบรรทัดฐานระดับโลก (Global Normative Framework) ฉบับแรกและฉบับเดียวในปัจจุบันสำหรับสาขานี้
สปป. ลาว แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงการปฏิวัติทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความยุติธรรมในสังคม ความเท่าเทียม และการพัฒนาที่ยั่งยืน นางคิมกล่าว
นางคิม กล่าวอีกว่า “ยูเนสโกมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุน สปป. ลาว ในการสร้างเส้นทางที่ชัดเจนและตั้งอยู่บนฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อเปลี่ยนหลักการด้านจริยธรรมให้กลายเป็นนโยบายและการปฏิบัติระดับชาติ”
นายบาโฮดีร์ บูร์คานอฟ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำ สปป. ลาว ได้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนร่วมกันของระบบสหประชาชาติในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ในช่วงเวลาสำคัญที่ สปป. ลาว มีแผนที่จะ ก้าวพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country – LDC) และพัฒนาต่อไปในปี 2569
ทีมงานสหประชาชาติประจำประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุน สปป. ลาว ในการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
รายงานการประเมินความพร้อมด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (RAM) ระดับประเทศฉบับนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับการพัฒนา AI ให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของชาติ อาทิ การลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับบริการสาธารณะ และการสร้างโอกาสให้แก่ทุกคน รายงานนี้จะช่วยประกันว่าการก้าวกระโดดทางดิจิทัลของ สปป. ลาว นั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมีความรับผิดชอบ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
UNESCO RAM (Readiness Assessment Methodology) เป็นวิธีวินิจฉัยที่ครอบคลุม ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ประเทศสมาชิกประเมินความพร้อมในการนำ “ข้อเสนอแนะปี 2021 ของยูเนสโก” ไปปฏิบัติจริง
สำหรับ สปป. ลาว กระบวนการนี้ประกอบด้วยการปรึกษาหารือในระดับชาติอย่างกว้างขวางตลอดปี 2568 โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม พันธมิตรระหว่างประเทศ


