นายก ฯไม่ห่วง ‘ฮุน มาเนต’ กล่าวหารุกราน-ยันอยู่ในอธิปไตยไทย-มติ ครม.แก้ กม.สลายผูกขาดนำเข้า‘ไวน์’

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯไม่ห่วง ‘ฮุน มาเนต’ กล่าวหารุกราน ยันอยู่ในอธิปไตยไทย
  • ยันไม่เคยปราศรัย ภท.ตั้งเป้ากวาด สส. กว่า 200 ที่นั่ง
  • ยึดมั่นกติกา – พรรคเสียงมากสุดตั้งรัฐบาลก่อน
  • ปัด ‘ลอยแพ’ ปชน.ตั้งรัฐบาล-ชี้หากรวมเสียงได้เกินครึ่ง-จบ
  • บรรจุอัฐิ 42 ทหารกล้า ในหอเกียรติยศ อนุสาวรีย์ฯ
  • มติ ครม.แก้กฎกระทรวงสลายผูกขาดนำเข้า ‘ไวน์’
  • ลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ช่วย SMEs-ลูกหนี้ประสบอุทกภัย
  • รับทราบแผนรับมือภัยแล้ง 8 มาตรการ
  • ตั้ง ‘สมคิด เลิศไพฑูรย์’ นั่งประธานบอร์ด ‘ITD’

ไม่ห่วง ‘ฮุน มาเนต’ กล่าวหารุกราน-ยันอยู่ในอธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวหาว่าไทยเข้ามารุกรานดินแดน และจะไปประท้วงประเทศไทย โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ยังไม่ได้รับรายงาน เราก็ยืนยันว่าเราก็อยู่บนอธิปไตยของเรา”

ถามต่อว่า ในฐานะรักษาการรัฐบาล นายกฯ จะให้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมความพร้อมอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “มีการติดตามข่าวสารอยู่แล้ว มีอะไรมาเขาก็มีหน้าที่ไปชี้แจงต่อองค์กรที่มีข้อสงสัย ผมเคยได้ให้ข่าวไปแล้วว่าขณะนี้เรามีสัญญาและข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามร่วมกับกัมพูชา เงื่อนไขและข้อปฏิบัติต่างๆ ก็อยู่ในบันทึกข้อตกลงนั้นแล้ว ไม่น่ามีอะไรที่จะเป็นข้อสงสัยใดๆ”

เมื่อถามว่า กัมพูชาพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดสถานการณ์อีกครั้งหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มีปัญหา เราอย่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา-ข้อตกลง ซึ่งเราก็ดำรงตนตรงนี้มาตลอด ถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เป็นที่พึงพอใจของเราได้”

ยันไม่เคยปราศรัย ภท.ตั้งเป้ากวาด สส. กว่า 200 ที่นั่ง

ผู้สื่อกำลังถามว่า ในการปราศรัยของนายกฯ ได้บอกว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ สส. ถึง 200 คน และบัญชีรายชื่อ 20 คน แต่ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน ถามกลับว่า “เมื่อไร…ไม่มี ไม่มีปราศรัยแบบนี้” เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่าปราศรัยที่สุพรรณบุรี นายอนุทิน ยังยืนยันว่า “ไม่มี”

“มีแต่บอกพ่อก็หมา แม่ก็หมา หมากันทั้งบาง ไม่ได้บอกตัวเลข” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวบอกว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ นายอนุทิน จึงกล่าวว่า “ไม่มี ไม่มี ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย ไม่มี”

ถามต่อว่า มีการประเมินไหมว่าจะได้ตัวเลขเท่าไร นายอนุทิน ตอบว่า “เราก็ต้องประเมิน เล็งผลเลิศไว้ก่อน เราก็มีการติดตามการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครหาเสียงทุกเขตทั่วประเทศ”

ยึดมั่นกติกา – พรรคเสียงมากสุดตั้งรัฐบาลก่อน

เมื่อถามว่า มีพรรคการเมืองไหนทาบทามขอร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน อุทาน “โอ้โห” และกล่าวต่อว่า “เอาให้ผ่านวันอาทิตย์ให้ได้ก่อนเถอะ”

ถามต่อว่า ที่นายกฯ ไปออกรายการและบอกว่าจะเป็นที่หนึ่งในการจัดขั้วรัฐบาล นายอนุทิน ตอบว่า “เราก็พยายามรักษากติกาตามระบอบรัฐสภาให้ได้มากที่สุด ระบอบรัฐสภาเขากำหนดว่าอย่างไร มีเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรจะมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลก็ควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในแกนนำของรัฐบาล มันก็ตรงไปตรงมา เป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดๆ ก็ตาม

ถามต่อว่า หลังวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจัดขั้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมว่ารอให้ตัวเลขจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน กว่าจะนิ่ง ปิดหีบ 5 โมง กว่าตัวเลขจะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างก็ 3 – 4 ทุ่ม”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลควรจะให้พรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน แต่ไม่ทันถามจบ นายอนุทิน ตอบก่อนว่า “เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด”

“หนึ่งจัดก่อน จัดไม่ได้ก็สอง สองจัดไม่ได้ก็สาม มันก็ไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะ ใครจะมาแย่งคนแรกจัด มันมีกฎกติกามารยาทของมันอยู่” นายอนุทิน ตอบ

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 ภูมิใจไทยจะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ลำดับที่ 1 เขาก็สามารถจัดได้ก่อนอยู่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า ถ้าจัดไม่ได้ก็เป็นอันดับ 2 และ 3 โดย นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “ก็ต้องมาดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา และคราวก่อนหน้านี้ ไม่ต้องไปไกลมาก ดูปี 2562 กับ 2566 มันก็เป็นไปตามกลไกนี้ และพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรสูงสุดทุกครั้ง ปี 2562 พลังประชารัฐ ปี 2566 พรรคเพื่อไทยเป็นแกน ปี 69 ก็…(พยักหน้า)”

ถามต่อว่า นายกฯ มองว่าภูมิใจไทยยังเป็นอันดับ 1 ใช่หรือไม่ แต่นายอนุทิน ตอบว่า “มีๆ รัฐบาลผม เพราะว่าเรากำหนดวาระของรัฐบาลชัดเจนว่า 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของผมเอง พรรคภูมิใจไทยก็มีจำนวนสมาชิกอยู่ในกติกา ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย”

ปัด ‘ลอยแพ’ ปชน.ตั้งรัฐบาล-ชี้รวมเสียงได้เกินครึ่ง-จบ

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาชนเป็นลำดับ 1 แต่อาจถูกลอยแพ เพราะพรรคลำดับที่ 2 – 4 รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ตอบว่า “ถ้าเขาจัดได้ ใครจะไปลอยแพเขา ใช่ไหม สมมติถ้าเขาเป็นลำดับที่ 1 และสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น”

ถามต่อว่า ต้องรอให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลนานแค่ไหน หรือสามารถจัดแข่งได้เลย โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ที่ผ่านมาผมเห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ คราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกล…(พูดตะกุกตะกัก) ไม่สามารถจัดต่อได้ เขาก็มีสปิริตดีมาก เขาก็บอกว่าจัดไม่ได้ และให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการจัดต่อ”

ถามต่อว่า ต้องรอให้พรรคอันดับ 1 ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมก็ไม่ทราบคำว่า ‘ต้อง’ คืออะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 และเราไม่ได้เป็นตัวกำหนด ไม่ได้เป็นผู้เดินเกม”

เมื่อถามว่า หากพรรคประชาชนชนะเป็นลำดับ 1 จะโหวตให้นายกฯ จากพรรคประชาชนหรือไม่ คำถามนี้ทำให้ นายอนุทิน ถามผู้สื่อข่าวกลับว่า “เขาเรียกเราไหมล่ะ แล้วเชิญเราไหมล่ะ” ผู้สื่อข่าวบอกว่า สมมติถ้าเขาเชิญ นายอนุทิน จึงบอกว่า “ถ้าเชิญมันก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครอันดับ 1 อันดับ 2 และเงื่อนไขมีอะไร เป็นอย่างไร เงื่อนไขแต่ละพรรครับนโยบายเราหรือไม่ ไม่ใช่ตอนตั้งรัฐบาลก็รับ พอตั้งไป 1 ปีแล้วมาเอาออก อย่างนี้ไม่เอา (ส่ายหน้า)”

ชม ปชน.ทำ MOA เหมือนคัมภีร์เอาไว้ให้เดิน-แต่หวั่นการเมืองไม่นิ่ง

“เขาก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกันนะ เพราะถ้าทำอะไรกับพรรคประชาชน เขาจะมามีเอ็มโอต่างๆ MOA MOU ซึ่งบางทีอย่าไปดูว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman Agreement บางทีถึงเวลาจริงๆ ก็มีเหตุนู่นเหตุนี่อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งในทางการเมือง” นายอนุทิน ตอบ

ถามต่อว่า ถ้าพรรคประชาชนมาขอเสียงจากภูมิใจไทย จะยอมทำ MOA อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออก เพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้นไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับผมถ้าถือว่าไปพูดอะไรก่อน เท่ากับผมไม่ได้รับฟังเสียงประชาชน ไม่ได้ให้ความเคารพต่อเสียงของประชาชน และผมก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ และผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อย เดี๋ยวเผลอตอบ”

เมื่อถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับ 1 ทุกอย่างจะง่ายและรวดเร็วใช่หรือไม่ หลังจบคำถามนายอนุทิน นิ่งคิดชั่วขณะ ก่อนจะยิ้มและหัวเราะเบาๆ

ถามต่อว่า นายกฯ มีพรรคในใจไว้แล้วถ้าภูมิใจไทยจัดขั้วรัฐบาลใช่หรือไม่ โดยนายอนุทินยังคงไม่ตอบคำถาม แต่หัวเราะในลำคอ และบอกว่า “เดี๋ยวไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ”

นายกฯ อนุทิน กำชับ ครม. บริหารราชการด้วยความพร้อมและเต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ พร้อมกำชับเร่งช่วยเหลือให้คำแนะนำ ให้ครอบครัวทหารได้รับค่าเยียวยาโดยเร็ว

กำชับ รมต.ปฏิบัติหน้าที่จนกว่าถวายสัตย์

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้กำชับกับคณะรัฐมนตรีว่า แม้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่ภารกิจหน้าที่ความเป็นคณะรัฐมนตรี จะต้องบริหารราชการด้วยความพร้อม และเต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนติดตามภาระหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลอยู่อย่างเต็มที่

บรรจุอัฐิ 42 ทหารกล้า ในหอเกียรติยศ อนุสาวรีย์ฯ

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถือเป็นวันทหารผ่านศึก โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นตัวแทนวางพวงมาลา ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และในวันนี้มีกิจกรรมพิเศษที่จัดโดยองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ พิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 42 นาย ซึ่งได้รับการบรรจุในหอเกียรติยศภายในอนุสาวรีย์ฯ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรม/การดำเนินการหนึ่งที่รัฐบาล โดยกระทรวงกลาโหมได้คำนึงถึงวีรกรรมทหารที่เสียชีวิตปกป้องอธิปไตย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณกระทรวงกลาโหมที่ได้จัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของทหารที่ยังไม่ได้รับค่าเยียวยาในส่วนต่างๆ ซึ่งแต่ละครอบครัวอาจจะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆ กัน โดยขอให้กระทรวงกลาโหมสั่งการไปยังหัวหน้าหน่วยต่างๆ ให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ หรือเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา ให้ได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วและครบถ้วน และให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอที่ครอบครัวอาศัยอยู่ เร่งสรุปดำเนินการเงินเยียวยาโดยเร็วเช่นกัน

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32% ช่วย SMEs-ลูกหนี้ประสบอุทกภัย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงิน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีมาตรการสำคัญคือ โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ SMEs Credit Boost จะใช้กลไกการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินดังกล่าว คณะรัฐมนตรีรับทราบการ ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จากร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับทั้งสองมาตรการ รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575

ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยพิบัติ

แก้กฎกระทรวงสลายผูกขาดนำเข้า ‘ไวน์’

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ยังมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. ร่างกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่กระทรวงการคลังเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงการอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 ซึ่งกฎกระทรวงดังกล่าว มีข้อจำกัดบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและส่งผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษีภายใต้ระบบใบอนุญาต ดังนั้น เพื่อเป็นการลดขั้นตอนการพิจารณาและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้าในการขออนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ลดข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันในทางธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมการจัดเก็บภาษีสุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรภายใต้ระบบใบอนุญาตโดยการปรับปรุงกฎหมายและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดัน และสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (28 พฤศจิกายน 2566) กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตจึงได้ยกร่างกฎกระทรวงดังกล่าวขึ้น โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็น สรุป ดังนี้

1) แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 (ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่น) โดยกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดรายละเอียดของหลักเกณฑ์ และวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 5 ได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีกรอบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการที่จะพิจารณาในการออกใบอนุญาต (เดิม ใบอนุญาตประเภทที่ 5 ได้แก่ ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรกรณีอื่นนอกจากประเภทที่ 1 – 4 ซึ่งไม่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรที่ชัดเจน ส่งผลให้การนำเข้าสุราในกรณีอื่น ๆ ผู้นำเข้าสามารถมีสิทธิขอใบอนุญาตประเภทที่ 5 ได้ เนื่องจากไม่ได้กำหนดให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจในการกำหนดขอบเขตของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อออกใบอนุญาตประเภทนี้ไว้)

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นกรมสรรพสามิตจะประกาศกำหนดใบอนุญาตประเภทที่ 5 เช่น ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในการอุตสาหกรรมอื่นที่มิใช่สุรา ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อเป็นตัวอย่างสินค้าหรือมิใช่เพื่อการค้าหรือเพื่อบริโภคครั้งละไม่เกิน 200 ลิตร และใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเป็นสุราสามทับเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเอทิลีนที่ผลิตจากพืช

2) ยกเลิกหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 (ใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขาย ซึ่งมิใช่การขายในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว (Sole Agent) (เดิม คุณสมบัติของผู้ที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 นอกจากจะต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขายสุราประเภทที่ 1 สำหรับการขายสุราทุกชนิดครั้งหนึ่งจำนวนตั้งแต่ 10 ลิตรขึ้นไปแล้ว ยังจะต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวด้วย) และกำหนดข้อยกเว้นให้อธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจกำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่หนึ่งต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ เนื่องจากในระยะแรกกรมสรรพสามิตจะกำหนดให้เฉพาะการนำเข้าสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เท่านั้นที่ผู้ขอใบอนุญาตไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว จึงต้องกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตประเภทที่หนึ่งสำหรับสุราชนิดอื่น ๆ ยังต้องเป็นตัวแทนขายสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียวอยู่เช่นเดิม ประกอบกับปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้ใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลสุรานำเข้า เพื่อประเมินมูลค่าและควบคุมการจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา ซึ่งมีสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เป็นสินค้านำร่อง จึงสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์เทียบกับราคาของแหล่งผลิตได้จากราคาอ้างอิงในระบบฐานข้อมูลฯ และสามารถตรวจสอบราคาขายปลีกจริงของสุราแช่ชนิดไวน์และสปาร์กลิ้งไวน์ที่มีการนำเข้าแต่ละรายได้ด้วย นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบข้อมูลฯ ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อลดการลักลอบนำเข้าสินค้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่อาจยังไม่อยู่ในระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบควบคุมทางสรรพสามิตได้ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ในอนาคตหากระบบตรวจสอบข้อมูลฯ สำหรับสุราชนิดอื่น ๆ สามารถนำไปใช้ในระบบควบคุมสรรพสามิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ว อธิบดีกรมสรรพสามิตก็สามารถออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฯ

3) เพิ่มช่องทางการยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดให้สามารถยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรได้ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่จะปฏิบัติพิธีการตรวจปล่อยสินค้าตั้งอยู่หรือทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เดิม ผู้ประสงค์จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรประเภทที่ 1 ต้องยื่นคำขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรโดยให้ยื่นคำขอ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สาขาแห่งท้องที่ที่สำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักรตั้งอยู่)

4) ยกเลิกขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุมัติฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรในกรณีผู้ประสงค์จะขอใบอนุญาตประเภทที่ 1 และกำหนดให้ยื่นตัวอย่างฉลากสำหรับปิดภาชนะบรรจุสุราที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีข้อความและลักษณะตามที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด (เดิม กำหนดให้ผู้ประสงค์จะนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องยื่นคำขอใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุสุราให้อธิบดีพิจารณาอนุมัติฉลากก่อนจะยื่นขอใบอนุญาตนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร เนื่องจากฉลากปิดภาชนะบรรจุสุรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสุราและป้องกันการลักลอบนำสุราที่มิชอบด้วยกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักร) แต่เนื่องจากปัจจุบันกรมสรรพสามิตได้กำหนดให้สามารถยื่นคำขอใช้ฉลากปิดภาชนะบรรจุสุรา ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ จึงสมควรลดขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้นำเข้า

2. ร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายเกี่ยวกับการนำสุราเข้ามาในราชอาณาจักร มิได้เป็นการปรับลดอัตราภาษีหรือยกเว้นภาษีและฐานภาษียังคงอยู่ในระดับเดิม จึงไม่กระทบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้าสุรา

3. กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว ประกอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้ว เห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า การบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าวควรเป็นไปอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นว่า ควรมอบหมายให้กระทรวงการคลังติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตสุรา และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยว รวมถึงผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณาอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ จึงไม่ได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรืออันมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รับทราบแผนรับมือภัยแล้ง 8 มาตรการ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 (8 มาตรการ) และมอบหมายหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยรายงานให้ กนช. ทราบ พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินการถอดบทเรียนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568  และนำผลการถอดบทเรียนไปวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมถึงจัดทำมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 เพื่อให้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฤดูแล้งตามปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.กรอบแนวทางการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้

1) ด้านประมาณน้ำต้นทุน ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ได้ และแหล่งน้ำบาดาลตามข้อมูลศักยภาพน้ำบาดาล ซึ่งพบว่ามีปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 120,723 ล้านลูกบาศก์เมตร

2) ด้านความต้องการใช้น้ำ ได้มีประเมินความต้องการใช้น้ำรายกิจกรรมการใช้น้ำสำหรับวางแผนจัดสรรน้ำ ประกอบด้วย (1) การอุปโภคบริโภค (2) การเกษตร (3) รักษาระบบนิเวศ (4) อุตสาหกรรม และ (5) พาณิชยกรรม/การท่องเที่ยว โดยให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนดโดยได้มีแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 46,983 ล้านลูกบาศก์เมตร และแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 15.60 ล้านไร่

3) พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำได้การประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งพบว่ามีพื้นที่คาดว่าจะเสี่ยงในช่วงฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้

(1) ด้านอุปโภคบริโภค ได้พบว่าอยู่ในพื้นที่ในเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)  จำนวน 16 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตบริการของ กปภ. (ประปาท้องถิ่น) จำนวน 25 จังหวัด

(2) ด้านการเกษตร โดยจากการวิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบล พบว่ามีพื้นที่เสี่ยง จำนวน 3 จังหวัด และการประเมินโดย Drought Risk Index (DRI) พบว่ามีพื้นที่ จำนวน 9 จังหวัด และ

(3) ด้านคุณภาพน้ำ ได้มีการเฝ้าระวังแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 22 ลุ่มน้ำ รวมทั้งพื้นที่ในเขตบริการของ กปภ. จำนวน 5 จังหวัด และพื้นที่ในเขตบริการของการประปานครหลวงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ

2. มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569  ดังนี้

มาตรการที่ 1 คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ประกอบด้วย

1) ด้านน้ำต้นทุน (Supply) จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่ (1) เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างต่อเนื่องทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง และจัดทำข้อมูลพื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการประยุกต์ใช้ภาพดาวเทียมในการคาดการณ์พร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตลอดฤดูแล้ง ได้แก่ ด้านอุปโภค บริโภค ด้านการเกษตร และด้านคุณภาพน้ำ

(2) จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้แก่ ความต้องการใช้น้ำและแนวโน้มการขาดแคลน แหล่งน้ำ (ผิวดิน/บาดาล)รวมถึงจัดทำแนวทางการรองรับการขาดแคลนน้ำและการช่วยเหลือ

มาตรการที่ 2 สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ได้แก่ (1) พัฒนาระบบประปา ปรับปรุง บำรุงรักษาระบบประปาเดิม และเป่าล้างทำความสะอาดบ่อบาดาล (2) ซ่อมแซมและเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำแหล่งน้ำเดิม พัฒนาแหล่งน้ำใหม่ และระบบกระจายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและแหล่งน้ำในจุดที่มีศักยภาพ เช่น ขุดลอกแหล่งน้ำหรือลำน้ำ เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม เจาะบ่อบาดาล(3) จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวงรองรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามสภาพอากาศที่เหมาะสม (4) จัดทำแผนปฏิบัติการและปฏิบัติการสูบผันน้ำในพื้นพื้นที่ที่มีศักยภาพ (5) เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและเข้าช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำได้ทันสถานการณ์

มาตรการที่ 3 กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)

(1) กำหนดแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนและเกณฑ์ปริมาณน้ำต้นทุนฤดูฝน ปี 2569 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์เอลนีโญ และลานีญา พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด โดยให้คำนึงถึงกิจกรรมการใช้น้ำด้านท้ายน้ำร่วมด้วย เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น รวมถึงทำแผนปฏิบัติการส่งน้ำ และควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนให้เป็นไปตามแผน พร้อมทั้งแจ้งแผนให้ มท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

(2) กำหนดแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งและขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยระบุพื้นที่คาดการณ์เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่นำมาใช้ให้ชัดเจน ในรูปแบบแผนที่ เพื่อให้การเพาะปลูกสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขการเพาะปลูกพืชพื้นที่บอกแผนและพื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำ เพื่อการพาะปลูกได้ โดยมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

(3) กำหนดแผนและควบคุมการจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มที่ 11 ทุ่ง และลุ่มน้ำเจ้าพระพระยา สำหรับการเพาะปลูกเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก พร้อมทั้งจัดทำมาตรการเสริมเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำเป้าหมาย

(4) สำรวจ ตรวจสอบความมั่นคง คันคลอง เขื่อนป้องกันตลิ่ง ถนนที่เชื่อมต่อกับทางน้ำในพื้นที่ที่อาจจะเกิดการทรุดตัวจากระดับน้ำในทางน้ำที่อาจจะลดต่ำกว่าปกติ

มาตรการที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ดังนี้ (1) สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ ถ่ายทอด เผยแพร่ผลการวิจัยและพัฒนา เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชเพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและเพิ่มรายได้ในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพ ของพื้นที่ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ (2) วางแผนการประหยัดน้ำของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และส่งเสริมสนับสนุน ให้โรงงานอุตสาหกรรม ใช้ระบบ 3R เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ และ (3) ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปาและระบบชลประทาน ได้แก่ ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปา เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำในระบบชลประทาน โดยการปรับรอบเวรการส่งน้ำให้สอดรับกับปริมาณความต้องการน้ำของพื้นที่รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและจัดทำปฏิทินรอบเวรการส่งน้ำในพื้นที่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ

มาตรการที่ 5 เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ (ตลอดฤดูแล้ง) ดังนี้

(1) เฝ้าระวัง ตรวจวัด ควบคุม และแก้ไขคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักและสายรอง แหล่งน้ำที่รับน้ำจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และชุมชน รวมถึงปริมาณน้ำระบาย จากทุ่งรับน้ำและพื้นที่น้ำท่วมในช่วงปลายฤดูฝนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และคุณภาพน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา รวมทั้งเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับ กรณีเกิดปัญหาและแจ้งเดือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานผลการแก้ไข คุณภาพน้ำ

(2) สำรวจและจัดทำแผนติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปัญหาคุณภาพน้ำ

(3) จัดทำแผนที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ

มาตรการที่ 6 เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน/องค์กรผู้ใช้น้ำ (ตลอดฤดูแล้ง)

(1) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชนและองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำ ที่มีอยู่ การเตรียมจัดหาน้ำสำรองและการกักเก็บให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำชุมชน และส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างตำบลและองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ใกล้เคียงกัน

(2) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเทคนิคในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาอาคารบังคับน้ำ เครื่องสูบน้ำ ระบบประปาท้องถิ่น เครื่องจักรเครื่องมืออื่น ๆ

(3) ขับเคลื่อนผ่านกลไกองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยการส่งเสริมองค์ความรู้ แนวคิด วิธีการ การใช้น้ำอย่างประหยัดน้ำ เช่นการจัดทำคู่มือการใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดน้ำ

มาตรการที่ 7 สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ สถานการณ์การวางแผนบริหารจัดการน้ำ เละการควบคุมการใช้น้ำเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและเป็นไปตามแผนที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพการจัดทำแผนประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

มาตรการที่ 8 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน (ตลอดและหลังจากสิ้นสุดฤดูแล้ง)

(1) ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน พร้อมจัดทำระบบการติดตาม มาตรการโดยพัฒนาฐานข้อมูล เช่น พื้นที่เสี่ยง แหล่งน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือ และการให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น ในรูปแบบออนไลน์ หน่วยงานรายงานผล /การให้ความช่วยเหลือ และหากพบการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้งให้รายงานมายัง สทนช. เละคณะกรรมการลุ่มน้ำ (2) ประเมินผลงานตามมาตรการ พร้อมสรุปบทเรียน

ยกเว้นมติ ครม.ให้ ม.บูรพาใช้ที่ป่าชายเลน ‘ทุ่งตะเฆ้ตาก’

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เลขที่ จบ 0009 หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 450-3-34 ไร่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรพาใช้เป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (มหาวิทยาลัยฯ)

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยบูรพาได้ขยายวิทยาเขตการศึกษาไปสู่ภูมิภาค และจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (มหาวิทยาลัยฯ) ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก (ทุ่งโขมง) หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่จำนวน 450 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา เพื่อจัดการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและประชาชนในท้องถิ่น และได้เริ่มจัดการเรียนการสอน ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของจังหวัดจันทบุรีที่ให้มหาวิทยาลัยฯ ใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2539 และเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ก่อนได้รับอนุญาต มหาวิทยาลัยฯ จึงได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 เพื่อเป็นสถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยฯ อย่างไรก็ตาม สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 แจ้งว่า เขตพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนทั้งแปลงจะต้องดำเนินการขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนและดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ที่ส่วนราชการเจ้าของเรื่อง ต้องขอความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543

ดังนั้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) (มหาวิทยาลัยฯ) จึงได้ขอให้ ทส. [สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สป.ทส.)] พิจารณาให้ความเห็นชอบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่ง ทส. (สป.ทส) ได้แจ้งผลการพิจารณา สรุปได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าชายเลน โดยเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสภาพป่าในปัจจุบันและได้ใช้ประโยชน์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง จึงไม่ขัดข้องที่จะให้ อว. โดยมหาวิทยาลัยฯ เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นคำขออนุญาต ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 จึงเข้าข้อยกเว้นกรณีหน่วยงานของรัฐหรือโครงการบางประเภทที่ไม่ต้องจัดสรรงบประมาณค่าปลูกป่าทดแทนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2565

ในครั้งนี้ อว.ประสงค์จะขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีที่ห้ามใช้ประโยชน์ป่าชายเลน ได้แก่ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 22 สิงหาคม 2543 และ 17 ตุลาคม 2543 ในที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงทุ่งตะเฆ้ตาก สาธารณประโยชน์ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ จบ 0009 หมู่ที่ 1 ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 450 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา เพื่อใช้เป็นสถานที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฯ ต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เข้าลักษณะเป็นงานปกติประจำ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตั้ง ‘สมคิด เลิศไพฑูรย์’ ประธานบอร์ด ‘ITD’

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง นางพวงทอง ศรีวิลัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการสูง)  สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นางวรพรรณี ดำรงมณี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการกงสุล ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

3. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จำนวน 2 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ดังนี้

1. นายอภิชาติ รัตนราศรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารงบประมาณ

2. นางชุติมา หาญเผชิญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบริหารจัดการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นางพวงทอง อ่อนอุระ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร แทน นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านกฎหมาย) เดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน (กระทรวงคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอแต่งตั้ง นายวิน ธนพชรโภคิน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันการบินพลเรือน แทน นายธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนกรรมการที่ลาออก ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้ง นายณวิทย์ อ่องแสวงชัย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านอนุรักษ์ศิลปกรรม/ภูมิสถาปัตย์และสิ่งแวดล้อมเมือง (ภาคเอกชน) ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

7. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) รวม 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์  ประธานกรรมการ

2. นางถวิลวดี บุรีกุล    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3. รองศาสตราจารย์พีระ เจริญพร  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4. นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5. นายอวยชัย รางชัยกุล    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เพิ่มเติม