ADB–กัลฟ์ ลงนามข้อตกลงเงินกู้ 16.6 พันล้านบาท เดินหน้าการจัดการขยะอุตสาหกรรมในประเทศไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย ( 6 กุมภาพันธ์ 2569) – ธนาคารพัฒนาเอเชีย(Asiaa Development Bank:ADB) หรือ เอดีบี ได้ลงนามในสัญญาเงินกู้รวมมูลค่า 16.6 พันล้านบาท (ประมาณ 521.5 ล้านเหรีญสหรัฐ) กับบริษัทในเครือจำนวน 12 แห่งของบริษัท กัลฟ์ เวสต์ ทู เอ็นเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (GWTE) เพื่อสนับสนุนการผลิตพลังงานจากกากของเสียอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตราย ตลอดจนส่งเสริมการลดปริมาณขยะฝังกลบ และช่วยป้องกันการลักลอบทิ้งขยะผิดกฎหมายในประเทศไทย

นอกจากจัดสรรเงินกู้มูลค่า 3 พันล้านบาท (ประมาณ 91.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากแหล่งเงินทุนหมุนเวียนทั่วไปแล้ว เอดีบีได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (E&S Coordinator) สำหรับโครงการนี้ และยังได้ระดมเงินทุนเพิ่มเติมอีก 13.6 พันล้านบาท (ประมาณ 420 ล้านเหรียญสหรัฐ) จากผู้ให้กู้ร่วมจำนวน 6 แห่ง ทั้งนี้ การได้รับมอบหมายบทบาทดังกล่าวช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้กู้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของทั้งเอดีบีและผู้ให้กู้ร่วมอย่างเคร่งครัด

เงินทุนดังกล่าวจะนำไปใช้ในการพัฒนา ก่อสร้าง และเดินเครื่องโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมเพื่อผลิตพลังงาน (Waste-to-Energy: WTE) จำนวน 12 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตตามสัญญารวม 96 เมกะวัตต์ ในภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ผลิตขยะอุตสาหกรรมในปริมาณสูง

ในปี 2566 กระทรวงอุตสาหกรรมของไทยได้ประกาศใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) พร้อมรหัสกำจัดของเสียฉบับใหม่ เพื่อกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสียต้องรับผิดชอบตลอดกระบวนการกำจัดทั้งหมด รวมถึงสนับสนุนการใช้วัสดุที่ไม่เป็นอันตรายบางประเภทเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก มาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะมูลฝอยแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ซึ่งผลักดันให้โครงการผลิตพลังงานจากขยะ (WTE) เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญสำหรับการจัดการของเสียตกค้างของประเทศ

“โครงการนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทย” นายแอรอน แบทเท็น ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนเอดีบีประจำประเทศไทย กล่าว “เนื่องจากเป็นโครงการขยะอุตสาหกรรมเพื่อผลิตพลังงาน (WTE) ขนาดใหญ่โครงการแรกของไทย เอดีบีได้พัฒนาโครงสร้างสินเชื่อที่มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ซึ่งจะช่วยลดการรับรู้ความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดถึงศักยภาพของโครงการ WTE ขนาดใหญ่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ภายในปี 2572 โรงไฟฟ้าทั้ง 12 แห่งนั้น คาดว่าจะสามารถลดปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายได้มากถึง 600,000 ตันต่อปี จากการถูกนำไปฝังกลบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี 2573

“โครงการนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดการขยะอุตสาหกรรม ด้วยการสร้างต้นแบบที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ได้ทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อช่วยลดปริมาณขยะฝังกลบอย่างมีนัยสำคัญและนำกลับมาใช้ผลิตพลังงาน” นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าว “โครงการนี้ยังมีส่วนช่วยสนับสุนุนนโยบายของไทยในการเพิ่มพลังงานทางเลือกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเชื้อเพลิงต่างๆ ในขณะที่ยังสามารถทำให้อุตสาหกรรมเติบโตพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้”

GWTE เป็นบริษัทย่อยของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจหลักครอบคลุมด้านพลังงานทั้งแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค รวมถึงธุรกิจดิจิทัล กัลฟ์ก่อตั้งขึ้นในปี 2554 และเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทยที่มีจำนวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญามากที่สุดในประเทศ

เอดีบี เป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาพหุภาคีชั้นนำ ที่ให้การสนับสนุนการเติบโตอย่างครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืนทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเอดีบีทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกและพันธมิตรในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมีส่วนร่วม ผ่านการใช้เครื่องมือทางการเงินที่เป็นนวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลก เอดีบีก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2509 และเป็นองค์กรที่มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 69 ประเทศ โดย 50 ประเทศอยู่ในภูมิภาคนี้