
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาเรื่อง “Science, Innovation and the Future of Water Smart Communities” บนเวที Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 /2026 ภายใต้แนวคิด SMART WATER COMMUNITIES: คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต จัดโดยศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายพันธมิตร
ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในการรับมือกับสถานการณ์น้ำ รัฐบาลได้มีการแบ่งหน้าที่กันกำกับดูแล โดยตนได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด และเมื่อเกิดสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะต้องใช้ความช่วยเหลือจากหลายจังหวัด ก็จะลงไปในพื้นที่จริง ภายใต้การทำงานแบบ Single Command แต่ไม่ไปก้าวก่ายผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการเหตุการณ์โดยตรง
ทั้งนี้ บทบาทของส่วนกลางคือการคอยเชื่อมโยงและระดมความช่วยเหลือจากกำลังทหาร เครื่องจักรกล และคนจากกระทรวงอื่นๆ ในกรณีที่จังหวัดไม่สามารถระดมกำลังได้ทัน โดยก่อนจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), กรมอุตุนิยมวิทยา, และกรมชลประทาน เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์น้ำท่วมที่น่าน เกิดจากฝนตกหนักแบบ Rain Bomb ในพื้นที่สูง ทำให้น้ำไหลลงจากภูเขามาสู่ถนนอย่างรวดเร็ว หากวางโทรมาตรแล้วมีปริมาณน้ำเกิน 50-60 มิลลิเมตร ควรจะแจ้งเตือนทันที แต่ในบางจุด เช่น ชุมชนติดภูเขา ที่ไม่มีโทรมาตร ชาวบ้านจึงรู้สึกไม่สบายใจ หลังจากนี้ต้องดูว่ามีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง ซึ่งวันแรกหลังน้ำท่วม สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องอาหารและการเข้าถึงพื้นที่ จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเครือข่ายจิตอาสา
ในส่วนของการฟื้นฟูเยียวยา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางและกำหนดมาตรฐานการช่วยเหลือให้เร็วที่สุด เช่น การสนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย 100% ล่าสุดได้มีการอนุมัติงบฯ เพื่อขุดลอกแม่น้ำน่าน เพิ่มการระบายน้ำ 18 จุดเร่งด่วน ในเขตอำเภอเมือง อำเภอท่าวังผา อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา และในระหว่างที่ให้ความช่วยเหลือ ก็จะขับเคลื่อนโครงการสำคัญต่างๆ ของจังหวัดน่านควบคู่ไปด้วย ทั้งโครงการเร่งด่วนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โครงการไหนมีงบประมาณอยู่แล้ว ต้องรีบทำ ไม่ต้องทำโครงการขึ้นมาใหม่ รวมทั้งทำอย่างไรที่จะบรรเทาสถานการณ์น้ำในชุมชนต่างๆ ได้
“ความยั่งยืน หรือ Sustainability วันนี้เราจำเป็นต้องทำทุกรูปแบบ และต้องทำคู่กับ Circular Economy เพราะคนจะยั่งยืนได้ ต้องมีรายได้ เช่น การทำเกี่ยวกับสมุนไพร การทำยาที่น่าน” ดร.ยศชนัน กล่าว
แก้ปัญหาน้ำ ต้องรู้ “First Principle” ของน้ำ
ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความจำเป็นของการแก้ปัญหาน้ำท่วมคือการแจ้งเตือน แต่ต้องรู้ว่า “First Principle” ของน้ำคืออะไร เพราะน้ำไม่รู้ว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่สำคัญหรือไม่สำคัญ แค่ไหลจากบนลงล่าง ดังนั้นหากเรารู้ว่าน้ำมีปริมาณเท่าไหร่ และไหลจากบนลงล่าง นี่คือ First Principle ของการบริหารจัดการน้ำที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัสไว้เสมอ แต่วันนี้มีการบดบังทางน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วม เพราะฉะนั้นการทำแผนที่น้ำแบบ Overlay Map อย่างที่จังหวัดนครปฐมทำ เป็นสิ่งที่ดีมาก เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลทางน้ำด้วยตนเองได้
อีกส่วนสำคัญคือเรื่องของเมือง ที่ปัจจุบันแบ่งแผนที่การจัดการน้ำตามเขตการปกครอง ตามหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ โดยตั้งรับและแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่เกิดเหตุ แต่ในความเป็นจริง ควรแบ่งความรับผิดชอบตามทางเดินของน้ำ ให้เชื่อมโยงตามแรงโน้มถ่วงและภูมิประเทศ มองเห็นภาพรวมทั้งระบบจากภูเขาสู่เมือง เพื่อจะได้คาดการณ์และจัดการได้ก่อนเกิดเหตุ
อีกประเด็นคือ เวลาทำงานเรื่องน้ำอยู่กรุงเทพฯ เราจะใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ในพื้นที่จริง อยากให้เริ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) เป็นหลัก เพราะชาวบ้านเขารู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่จะอำนวยความสะดวกด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาผสานให้เหมาะกับภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ละที่ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ “Water Smart Community” ส่วนเรื่องการแจ้งเตือนภัย ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระยะเวลาและพื้นที่ เช่น การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมประเมินล่วงหน้า 24 ชั่วโมง หรือการใช้จุดโทรมาตรบนภูเขาเพื่อแจ้งเตือนระยะสั้น เป็นต้น

จากการตั้งรับ สู่ ‘เศรษฐกิจน้ำ’ ทุกมิติ
ท้ายที่สุด ดร.ยศชนัน ชวนคิดว่า ทำอย่างไรที่จะปรับมุมมองเรื่องการจัดการน้ำในประเทศไทย จากการเป็นสิ่งที่ตั้งรับ ให้ไปสู่เรื่อง “เศรษฐกิจน้ำ” (Water Economy) ขึ้นมาในทุกมิติ ดังเช่นปรัชญาการออกแบบของญี่ปุ่นที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่รอเสียงไซเรนเตือนภัย แต่สร้างระบบให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ใช้งานทุกวัน รวมถึงพัฒนาเมืองแบบ Dual-Use (การใช้ประโยชน์คู่ขนาน) เช่น ทำสวนสาธารณะเป็นแก้มลิงกักเก็บน้ำช่วงน้ำท่วม แต่ช่วงน้ำไม่ท่วมเขาปลูกซากุระ ปลูกดอกไม้ ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น
“วันนี้เราพูดเรื่องการจัดการอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องทำเรื่อง Circular Economy การทำเรื่องป่าต้นน้ำ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การทำให้โลกไม่ร้อนไปกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุดที่ต้องทำ ไม่สามารถรอได้อีกแล้ว เราพูดเรื่องน้ำ Water Economy แต่ความจริงคือเรื่องต้นน้ำต่างหาก เป็นสิ่งที่เราต้องทำ”
“การแก้ปัญหา Climate Change ต้องดันให้เป็นวาระที่จะใช้เงินของทุกกระทรวงแบบ win-win เพราะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรสูง ไม่ใช่แค่กรมชลประทานทำ กระทรวงเกษตรฯ ทำ หรือกระทรวงมหาดไทยทำคนเดียว ถ้ามองว่า win-win ทำให้หมด เพราะนี่คือวาระแห่งชาติ ไม่ใช่วาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ที่สำคัญคือให้ชุมชนเข้าใจในบทบาทของตนเอง และการรวมข้อมูล ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยากพอสมควร แต่จำเป็นต้องทำ” ดร.ยศชนัน กล่าว
เปลี่ยนวิกฤติน้ำ สร้างโอกาสเศรษฐกิจ
ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่มีโอกาสติดตามสถานการณ์น้ำและให้ความช่วยเหลือประชาชนหลายพื้นที่ ในฐานะรองประธานที่ปรึกษามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ทำให้เห็นว่า ภัยอันตรายที่เกิดจากน้ำ ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางตัวเลขเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ยังนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ต่อชีวิต ทรัพย์สิน อาชีพ รายได้ของผู้คน หลายครอบครัวสูญเสียสิ่งที่สั่งสมมาทั้งชีวิตในเวลาไม่ถึงข้ามคืน
ทั้งนี้ เมื่อครั้งมหาอุทกภัยปี 2554 ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท ส่วนอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และหลายจังหวัดภาคใต้เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา มีการประเมินว่ากระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท
โดยจากการได้ไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ด้วยตัวเอง พบประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งในการเตือนภัยและการสื่อสารการเตือนภัย จนถึงทุกวันนี้หลายธุรกิจ หลายครอบครัว ยังไม่สามารถฟื้นฟูตนเองได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าความเสียหายในอดีตก็คือความเสี่ยงในอนาคต ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และอาจจะมีความรุนแรงขึ้นในหลายมิติ โดยธนาคารโลกได้ประเมินว่า หากเกิดน้ำท่วมขนาดใกล้เคียงกับมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 อีกครั้งในปี 2030 ประเทศไทยจะสูญเสียผลผลิตเกือบ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
“ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า ไม่ควรรอให้เกิดภัยแล้วเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้องเตรียมพร้อมและป้องกันก่อนเกิดภัย ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยทำได้ เพราะในหลายพื้นที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าน้ำไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง หากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม น้ำสามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้”
ยกตัวอย่าง “จังหวัดนครปฐม” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการฟื้นฟูภายหลังเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อครั้งมหาอุทกภัยปี 2554 เป็นจังหวัดที่ได้รับความเสียหายรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จังหวัดสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันภาคเกษตรกรรมของจังหวัดนครปฐม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประมาณ 17,000 ล้านบาท
ขณะที่ “ชุมชนทรงวาด” เป็นอีกตัวอย่างของชุมชนริมน้ำ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนในพื้นที่ร่วมมือกัน ทั้งการป้องกันความเสี่ยงจากน้ำ การนำทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางวิถีชีวิต และพลังความคิดมาสร้างสรรค์พัฒนา ก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คน และสร้างรายได้ให้กับพื้นที่
สร้าง “Water Smart Community” ให้ชุมชนพร้อมรับมือ
ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวต่อว่า การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐจึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะนำข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนที่ได้มาใช้ในการเฝ้าระวัง การเตือนภัย เพื่อเตรียมความพร้อมในการย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง เตรียมความพร้อมในการอพยพ รวมทั้งช่วยเหลือกันและกันในชุมชนนั้นๆ และชุมชนเครือข่ายใกล้เคียง เพื่ออพยพไปยังที่ปลอดภัย เพื่อเป็นตัวอย่างของการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง โดยอาศัยความร่วมมือของชุมชนในการเฝ้าระวังการเตือนภัย และรับมือกับภัย ที่สำคัญต้องให้ชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยีการเฝ้าระวังหรือแจ้งเตือนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งหลายชุมชนทำได้อย่างดีมาก
“แต่หากชุมชนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีหรือข้อมูล แม้กระทั่งเข้าถึงข้อมูลแล้ว แต่ไม่เชื่อข้อมูล อย่างเมื่อครั้งที่ผมไปสัมภาษณ์พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่ หลายคนบอกว่าบางครั้งฟังข้อมูลทางการของรัฐไม่รู้เรื่อง เขาจึงเลือกฟังท้องถิ่น ฟังเทศบาล ปัญหาคือทำอย่างไรที่ชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ และเทคโนโลยีจากฝ่ายวิชาการ จะใช้ประโยชน์ไปด้วยกันได้ นี่คือเรื่องที่มีความสำคัญมาก”
ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า เราอาจไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยได้ แต่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย หรือบรรเทาให้เกิดผลกระทบจากอุทกภัยให้น้อยที่สุดได้ เราสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงจากน้ำ ให้เป็นต้นทุนของการพัฒนาประเทศได้ แต่การจะทำให้เกิดในวงกว้าง จำเป็นต้องมีทั้งคน ความรู้ ความร่วมมือ เทคโนโลยี มีรัฐบาล มีคนในชุมชนที่รู้จักพื้นที่ของตนเองเป็นอย่างดี รู้ว่าน้ำมาจากไหน ไปทางไหน จุดไหนเสี่ยง และเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว จะต้องช่วยกันอย่างไร
ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะช่วยให้เรารู้ล่วงหน้า และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรมาตร, ระบบติดตามและเฝ้าระวังระดับน้ำ, ระบบคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ฯลฯ ที่ทุกภาคส่วนจะเข้ามาช่วยประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาของชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจของคำว่า “Water Smart Community”
“Water Smart Community ไม่ใช่ชุมชนที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือชุมชนที่มีคนที่มีความรู้ ข้อมูล ความร่วมมือ และสามารถนำภูมิปัญญาของชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนมาผสานกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ภายใต้หลักการ Community Based Disaster Risk Management (CBDRM) หรือ การจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน เห็นความสำคัญของชุมชนทั้งทางด้านเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น”
“วันนี้เราไม่ได้มาพูดเพียงว่าจะป้องกันน้ำท่วมกันอย่างไร แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ จะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถรู้จักน้ำ เตรียมพร้อมกับน้ำ อยู่กับน้ำ และเปลี่ยนน้ำให้เป็นโอกาสในการสร้างอนาคตได้ คำถามสำคัญต่อมาคือ สิ่งที่ชุมชนหนึ่งทำสำเร็จแล้ว จะถ่ายทอดและขยายผลไปยังชุมชนอื่นได้อย่างไร และจากชุมชนต่อชุมชนแล้ว จะขยายผลไปทุกจังหวัดในประเทศไทยได้อย่างไร”



